
สวีเดนมีประชากรราว 10 ล้านคน สภาพอากาศหนาวเย็น และมีทรัพยากรสำคัญอย่างแร่เหล็กกับป่าไม้ ทว่าประเทศขนาดเล็กแห่งนี้สร้างบริษัทระดับโลกได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่ SKF, Electrolux และ ASEA ที่ต่อมาควบรวมเป็น ABB มาจนถึง Spotify, Klarna และ Lovable ในยุค AI
คำถามที่ผุดขึ้นมาคือ สวีเดนสร้างความสำเร็จแบบนี้ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ?
Techsauce อยากชวนไปดูเบื้องหลังความต่อเนื่องนี้ผ่านนิทรรศการ Drömlandet ของ Tekniska Museet ซึ่งนำประวัติศาสตร์กว่า 200 ปีมาเชื่อมพัฒนาการด้านเทคโนโลยีเข้ากับนโยบาย เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ภาพที่เห็นคือ สวีเดนไม่ได้สร้างประเทศแห่งนวัตกรรมจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนกับคน สร้างความร่วมมือระหว่างรัฐ ธุรกิจ และมหาวิทยาลัย รวมถึงวางโครงสร้างพื้นฐานไว้ก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรุ่นใหม่จะถือกำเนิดขึ้น

หนึ่งในแนวคิดที่นิทรรศการใช้เล่าประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมของประเทศคือ 'อุตสาหกรรมนวัตกรรม' (innovation industries)
บริษัทในกลุ่มนี้มีจุดเริ่มต้นจากสิ่งประดิษฐ์ทางเทคนิคและความรู้ด้านวิศวกรรม มากกว่าจะพึ่งแรงงานราคาถูกหรือการผลิตปริมาณมากเพียงอย่างเดียว อีกทั้งมีสิทธิบัตรที่แข็งแกร่ง และสามารถเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ตลาดจนสร้างรายได้จริง
ดังนั้น เมื่อองค์กรพูดถึงนวัตกรรม อาจต้องกลับมาตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ความรู้นั้นสามารถปกป้องได้หรือไม่ แก้ปัญหาของผู้ใช้จริงหรือไม่ และมีเส้นทางไปสู่ธุรกิจที่อยู่รอดได้หรือเปล่า
เพราะงานวิจัยที่ดีจะกลายเป็นนวัตกรรมได้ ก็ต่อเมื่อมีคนพามันออกจากห้องทดลองไปสู่การใช้งานจริง

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 สวีเดนเผชิญทั้งความขัดแย้งด้านแรงงานและสงครามโลก มีนัดหยุดงานใหญ่ มีสงครามโลก ขณะเดียวกัน ความต้องการสินค้าวิศวกรรมที่เพิ่มขึ้นก็เผยให้เห็นว่าประเทศมีวิศวกรไม่เพียงพอ
สิ่งที่สวีเดนทำคือเร่งลงทุนในระบบการศึกษา ทั้งการพัฒนามหาวิทยาลัยเทคนิคอย่าง KTH Royal Institute of Technology และ Chalmers University of Technology รวมถึงการตั้งสถาบันด้านวิศวกรรมเพิ่มขึ้นหลายแห่ง
Tekniska Museet เองก่อตั้งขึ้นในช่วงปี 1923-1924 ท่ามกลางช่วงเวลาที่ประเทศกำลังให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง
ภาพของสวีเดนในฐานะประเทศแห่งวิศวกรจึงเกิดจากการเพิ่มจำนวนคนที่มีความรู้ให้มากพอกับการเติบโตของประเทศ มากกว่าจะอาศัยชื่อเสียงของบริษัทเพียงไม่กี่แห่ง
เมื่อความต้องการแรงงานทักษะสูงกว่าคนที่มีอยู่ สวีเดนใช้ช่วงเวลานั้นขยายระบบผลิตคนทันที

อีกจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นในปี 1938 เมื่อองค์กรนายจ้างและสหภาพแรงงานลงนามในข้อตกลง Saltsjöbaden Agreement เพื่อวางกลไกจัดการความขัดแย้งในตลาดแรงงาน
ข้อตกลงนี้กลายเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสวีเดน และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายแก้ปัญหาร่วมกันโดยรัฐไม่ต้องเข้ามาควบคุมทุกเรื่อง
หลังข้อตกลงฉบับนี้ ฝ่ายนายจ้างเริ่มมองสหภาพแรงงานเป็นสินทรัพย์ขององค์กร แทนที่จะเป็นภัยคุกคามเหมือนในอดีต
เมื่อความขัดแย้งในภาคอุตสาหกรรมมีกติกาคอยกำกับ รัฐ ธุรกิจ และมหาวิทยาลัยก็มีพื้นที่ทำงานระยะยาวร่วมกันมากขึ้น
ความร่วมมือที่วันนี้มักเรียกว่า Triple Helix จึงมีรากอยู่ในสถาบันทางสังคม และความไว้วางใจพอ ๆ กับงบวิจัย
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานจำนวนมากในยุโรปได้รับความเสียหาย ขณะที่ฐานการผลิตของสวีเดนยังคงพร้อมส่งออก ประเทศจึงสามารถใช้ประโยชน์จากทั้งกำลังการผลิตและระบบความร่วมมือที่สร้างไว้ก่อนหน้าได้ทันที
ระหว่างทศวรรษ 1950-1970 เศรษฐกิจสวีเดนเติบโตอย่างมาก ส่วนสำคัญมาจากการปรับปรุงเทคโนโลยีเดิมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับระบบการศึกษาที่เปิดโอกาสให้คนจำนวนมากขยับจากแรงงานไปสู่อาชีพวิศวกรและชนชั้นกลาง โดยไม่ต้องรอสิ่งประดิษฐ์ที่พลิกโลกทุกครั้ง
เรื่องเล่าหนึ่งในนิทรรศการกล่าวถึงหลักสูตรวิศวกรรมทางไปรษณีย์ ซึ่งเปิดทางให้คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเข้าถึงการเรียนรู้ได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเลื่อนชั้นทางสังคมจากแรงงานสู่ชนชั้นกลาง
ภาพนี้สะท้อนว่าประเทศอาจสร้างยุคทองทางอุตสาหกรรมได้โดยไม่ต้องมีการค้นพบครั้งใหญ่ตลอดเวลา หากมีคนจำนวนมากพอที่สามารถปรับปรุงของเดิม แก้ปัญหา และยกระดับประสิทธิภาพไปทีละขั้น
เมื่อวิกฤตน้ำมันมาถึงในช่วงทศวรรษ 1970 สวีเดนเริ่มทบทวนบทบาทของรัฐและเปิดเสรีหลายภาคส่วน ขณะเดียวกัน รัฐยังคงสนับสนุนเทคโนโลยีในบทบาทอื่นต่อไป
ความร่วมมือระยะยาวระหว่าง Ericsson กับหน่วยงานโทรคมนาคมของรัฐมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาโครงข่ายและอุตสาหกรรมมือถือ
ขณะที่โครงการ Home PC Reform ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 1998 เปิดทางให้พนักงานเช่าซื้อคอมพิวเตอร์ผ่านนายจ้างโดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ส่งผลให้ชาวสวีเดนราวหนึ่งล้านคนได้ใช้คอมพิวเตอร์ที่บ้านเป็นครั้งแรก
ช่วงต้นทศวรรษ 2000 รัฐยังลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์ไปทั่วประเทศ ผลที่ตามมาคือคนจำนวนมากเข้าถึงทั้งคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตก่อนที่บริการดิจิทัลรุ่นใหม่จะกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ Spotify, Mojang, Klarna และบริษัทเทคโนโลยีอีกหลายแห่งจึงเติบโตบนโครงสร้างพื้นฐานและทักษะดิจิทัลที่ประเทศลงทุนไว้ก่อนแล้ว
บริษัทเทคโนโลยีใหม่ ๆ มักเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น หลังจากต้นทุนในการเข้าถึงเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานลดต่ำลงมากพอ

Speedglas เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนเส้นทางนวัตกรรมของสวีเดนได้ชัดเจน
เรื่องเริ่มต้นในทศวรรษ 1970 เมื่อ Åke Hörnell จบวิศวกรรมไฟฟ้าจาก Chalmers ในปี 1972 ก่อนถูกส่งไปวัดแสงจากการเชื่อมในอู่ต่อเรือแห่งหนึ่ง เนื่องจากในเวลานั้นช่างเชื่อมจำนวนมากได้รับบาดเจ็บที่ดวงตาจากแสงเชื่อม
เขาทำวิจัยด้านผลึกเหลว (LCD) ต่อที่มหาวิทยาลัยเดิม จนได้ต้นแบบแผ่นกรองแสงที่มืดลงแทบจะทันทีเมื่อเกิดแสงจากการเชื่อมสำเร็จในช่วงปี 1975-1976
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ช่างมองเห็นชิ้นงานได้โดยไม่ต้องคอยเปิดและปิดหน้ากากอยู่ตลอดเวลา และนำไปสู่การยื่นจดสิทธิบัตรในปี 1976
นิทรรศการเล่าว่า เมื่อบริษัทขนาดใหญ่มองว่าตลาดเล็กเกินไป Hörnell จึงเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองจากโรงรถ ก่อนตั้งบริษัทอย่างเป็นทางการที่เมือง Gagnef ในปี 1979 และนำผลิตภัณฑ์ Speedglas ออกสู่ตลาดจริงในปี 1981
ช่วงแรกยอดขายของบริษัทเติบโตเป็นสองเท่าเกือบทุกปี เทคโนโลยีนี้ต่อมากลายเป็นผลิตภัณฑ์ระดับโลก ก่อนที่ 3M จะเข้าซื้อ Hörnell International ในปี 2004
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 มือถือแพร่หลายอย่างรวดเร็วในสวีเดน ขณะเดียวกัน Ericsson ก็แข่งขันอย่างหนักกับ Nokia และ Motorola ในตลาดเครื่องโทรศัพท์มือถือทั่วโลก
หากย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น แนวคิดตั้งต้นของ Bluetooth เกิดขึ้นที่ Ericsson ตั้งแต่ปี 1989 จาก Nils Rydbeck ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง CTO ของ Ericsson Mobile ร่วมกับ Johan Ullman
ต่อมาทีมวิศวกรที่แล็บในเมือง Lund นำโดย Jaap Haartsen และ Sven Mattisson เริ่มลงมือพัฒนาเทคโนโลยีอย่างจริงจังในปี 1994 โดยมีเป้าหมายเพื่อแทนที่สายเชื่อมต่อระหว่างโทรศัพท์กับอุปกรณ์อื่น
แทนที่จะเก็บเทคโนโลยีไว้ใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองเพียงบริษัทเดียว Ericsson นำ Bluetooth ไปร่วมพัฒนากับอุตสาหกรรมผ่าน Bluetooth Special Interest Group เพื่อผลักดันให้กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิตหลายรายสามารถใช้ร่วมกันได้
จนในที่สุดบริษัทเปิดตัวหูฟัง Bluetooth รุ่นแรกในงาน Comdex เดือนพฤศจิกายน 1999 ก่อนเริ่มวางจำหน่ายจริงในปี 2000
ต่อมา Ericsson ถอนตัวจากการผลิตเครื่องโทรศัพท์ด้วยตัวเอง โดยตั้งบริษัทร่วมทุน Sony Ericsson กับ Sony ในปี 2001 ก่อนขายหุ้นส่วนที่เหลือให้ Sony ทั้งหมดในปี 2012 แล้วหันไปให้ความสำคัญกับธุรกิจโครงข่ายมากขึ้น
แม้บริษัทไม่ได้เป็นผู้ชนะระยะยาวในตลาดเครื่องโทรศัพท์ เทคโนโลยีที่เปิดให้ทั้งอุตสาหกรรมร่วมพัฒนากลับกลายเป็นมาตรฐานที่อุปกรณ์ทั่วโลกใช้ร่วมกันมาจนถึงปัจจุบัน
สำหรับบริษัทจากประเทศที่ตลาดในประเทศมีขนาดไม่ใหญ่มาก การคิดถึงตลาดโลกตั้งแต่วันแรกจึงแทบเป็นเงื่อนไขสำคัญ ขณะเดียวกัน บริษัทที่มีอายุเกินร้อยปีก็ต้องปรับตัวและหาบทบาทใหม่ให้ตัวเองอยู่เสมอ
บนเส้นเวลาที่นิทรรศการจัดแสดงไว้ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสวีเดนเริ่มต้นจากงานวิจัยในปี 1986 ก่อนเดินทางผ่านยุคอินเทอร์เน็ต สื่อดิจิทัล และ Cloud มาถึง AI ในปัจจุบัน
สวีเดนยังตั้ง AI Sweden เป็นศูนย์ระดับชาติด้าน AI ประยุกต์ โดยทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 180 แห่งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และมหาวิทยาลัย
นิทรรศการเปรียบเทียบว่า อินเทอร์เน็ตกลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิตไม่ต่างจากน้ำประปา แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ชวนให้มองเห็นว่าโลกดิจิทัลไม่ได้ลอยอยู่ในอากาศ
บริการ Cloud และ AI ทำงานผ่าน Data Center ขนาดใหญ่ ซึ่งต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรทางกายภาพจำนวนมาก
รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ทั่วโลกเพิ่มขึ้น 17% ในปี 2025 ขณะที่ Data Center ที่เน้นงาน AI เติบโตเร็วกว่านั้นถึง 50% ในปีเดียวกัน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า อย่างน้อยในเวลานี้ การเติบโตของ AI ยังมาพร้อมการใช้พลังงานและทรัพยากรที่สูงขึ้น
บริษัทข้ามชาติหลายแห่งจึงเลือกตั้ง Data Center ทางตอนเหนือของสวีเดนเพราะอากาศเย็น ค่าไฟถูก และเข้าถึงพลังงานได้ง่าย
กลายเป็นว่า สวีเดนนอกเหนือจากต้องมองเรื่องการเร่งลงทุนใน AI จากโอกาสที่มีแล้ว ต้องคิดไปด้วยว่า Data Center เหล่านี้จะใช้พลังงานจากแหล่งใด ใช้น้ำเท่าไร และจะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรได้อย่างไร
ไม่ได้นำสิ่งประดิษฐ์สำคัญมาเรียงต่อกันเป็น Hall of Fame แต่เชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับบริบทของแต่ละยุค ตั้งแต่โรงงานเหล็ก ทางรถไฟ และพลังน้ำ ไปจนถึงรัฐสวัสดิการ โทรศัพท์มือถือ วิดีโอเกม และแพลตฟอร์มสตรีมมิง
เทคโนโลยีจึงไม่ได้ถูกเล่าในฐานะความสำเร็จที่เกิดขึ้นโดด ๆ แต่เป็นทั้งคำตอบของปัญหาในแต่ละช่วงเวลา และในบางกรณีก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหม่ที่สังคมต้องกลับมาทบทวนอีกครั้ง
อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ พิพิธภัณฑ์ไม่ได้เล่าเฉพาะเรื่องที่ประเทศภูมิใจ
พิพิธภัณฑ์ยังเปิดพื้นที่ให้ประเทศมองด้านที่ไม่น่าภูมิใจของตัวเอง นิทรรศการเอ่ยถึงว่าสวีเดนซึ่งในประวัติศาสตร์วางตัวเป็นกลางและไม่ได้ทำสงครามมาตั้งแต่ปี 1814 กลับอยู่ในกลุ่มประเทศที่ส่งออกอาวุธต่อหัวประชากรสูงที่สุดของโลก
การยอมวางความสำเร็จไว้ข้างความผิดพลาดช่วยให้เรื่องเล่าอื่น ๆ มีน้ำหนักและน่าสนใจขึ้น เพราะผู้ชมได้เห็นทั้งสิ่งที่ประเทศภูมิใจ และเรื่องที่ยังต้องถอดบทเรียนกันต่อ
ในนิทรรศการสำหรับเด็กอย่าง MegaMind ผนังขอบคุณระบุรายชื่อผู้มีส่วนร่วมอย่างละเอียด ทั้งองค์กรผู้ให้ทุน สถาปนิกผู้ออกแบบ มหาวิทยาลัย สมาคมที่ให้คำปรึกษาเรื่องการเข้าถึงสำหรับคนพิการ โรงเรียนกว่าสามสิบแห่ง และเด็กหลายร้อยคนที่ร่วมทดสอบในฐานะผู้สร้างร่วม

Be curious. Stay genius.
พิพิธภัณฑ์ยังมีโซน Research in Progress ให้ผู้ชมลองเทคโนโลยีที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา พร้อมข้อความบนผนังที่ Ericsson และ Saab ร่วมสนับสนุนว่า "Be curious. Stay genius." ทำให้สถานที่แห่งนี้เก็บทั้งอดีตของความภาคภูมิใต และเปิดให้คนทั่วไปสัมผัสอนาคตที่ยังสร้างไม่เสร็จ
และบางที เป้าหมายของทั้งหมดนี้อาจเรียบง่ายมาก คือทำให้เด็กคนหนึ่งเดินออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วรู้สึกว่า ตัวเองก็อยากเป็นวิศวกรขึ้นมาบ้าง
หากมองย้อนกลับไปตลอดกว่า 200 ปี สิ่งที่ทำให้สวีเดนสร้างบริษัทระดับโลกได้ต่อเนื่อง อาจไม่ใช่เพราะประเทศนี้มีคนที่ฉลาดกว่าที่อื่น
สวีเดนสร้างบริษัทระดับโลกได้ต่อเนื่องจากการตัดสินใจว่าจะสร้างประเทศบนความรู้ทางวิศวกรรม แล้วรักษาทิศทางนั้นไว้ผ่านวิกฤตหลายยุค
เมื่อวิศวกรไม่พอ ประเทศลงทุนกับการศึกษา
เมื่อเทคโนโลยียังไม่มีตลาด หน่วยงานขนาดใหญ่ช่วยรับบทเป็นลูกค้ารายแรก
เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล รัฐช่วยให้คนเข้าถึงคอมพิวเตอร์และบรอดแบนด์ ก่อนที่บริษัทแพลตฟอร์มรุ่นใหม่จะเติบโต
และเมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ สังคมก็เริ่มพูดถึงทั้งโอกาสและต้นทุนของมันไปพร้อมกัน
นิทรรศการปิดท้ายด้วยการเล่าถึงวิกฤตการเงิน วิกฤตผู้ลี้ภัย การระบาดของโควิด-19 และสงครามในยูเครน ก่อนสรุปว่าโลกทุกวันนี้ดูน่ากังวลกว่าที่เคยเป็นมา แต่เทคโนโลยีจะพาไปทางไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคนเลือกใช้มันอย่างไร
สิ่งที่องค์กรนำกลับไปเริ่มได้มีอย่างน้อยสามเรื่อง มองปัญหาตรงหน้าเป็นโอกาสลงทุนกับคน กล้าเป็นผู้ใช้รายแรกของเทคโนโลยีที่มีคุณค่า และเล่าความสำเร็จโดยให้พื้นที่กับความล้มเหลวรวมถึงผู้มีส่วนร่วมทุกคน
หากอีก 50 ปีข้างหน้ามีพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องนวัตกรรมของประเทศไทย
คำถามที่น่าสนใจอาจเป็น หน้าแรกของนิทรรศการนั้นจะเขียนว่า ประเทศไทยเริ่มต้นจากการเลือกลงทุนกับอะไร ?
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด