เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

ไทยกำลังตามหลังหรือไม่ บทความนี้ชวนฟังมุมมองทูตญี่ปุ่นต่อเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงตามเวียดนามและอินโดนีเซีย รับชมคลิปเต็มได้ที่: ทิศทางเศรษฐกิจ-การลงทุนไทย เราอยู่จุดไหนในเวทีโลก?

ในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา ไทยเคยเป็นเด็กเรียนเก่งของอาเซียน เป็นฐานผลิตรถยนต์ส่งออกระดับโลก เป็นจุดหมายของเม็ดเงินลงทุนญี่ปุ่นที่ไหลเข้ามาไม่ขาดสาย แต่วันนี้ภาพนั้นกำลังเปลี่ยน

เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังวิ่งแซง ทั้งรถยนต์ EV จากจีนทะลักเข้าตลาด อุตสาหกรรมรถยนต์ที่เคยเป็นเสาหลักกำลังสั่นคลอน และคำถามที่แหลมคมที่สุดก็คือ ตอนนี้ประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนกันแน่บนเวทีเศรษฐกิจโลก

Techsauce ได้รับเกียรติจากท่านเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย หนึ่งในพันธมิตรที่รู้จักเศรษฐกิจไทยลึกที่สุด มาร่วมวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจไทยกับญี่ปุ่น พร้อมชี้ทางว่า Startup ไทยกับทุนญี่ปุ่นควรจับมือกันอย่างไรเพื่อบุกตลาดโลก

"ไทยกำลังดิ้นรนอยู่นิดหน่อย" คำวินิจฉัยที่ตรงไปตรงมา

ท่านทูตญี่ปุ่นกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของไทยอย่างชัดเจนว่ากำลังอยู่ในสภาวะ “ดิ้นรน” โดยมีปัจจัยชี้วัดสำคัญคืออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดูเหมือนจะตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น

ประเด็นที่ท่านทูตหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อสังเกตอันดับแรกคือเรื่อง ค่าไฟฟ้า ซึ่งถือเป็น Pain Point ใหญ่ที่สุดที่บริษัทญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญ ในขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียสามารถบริหารจัดการต้นทุนพลังงานได้ถูกกว่า

นี่จึงเป็นข้อเสียเปรียบเชิงแข่งขันที่ฉุดรั้งไทยไว้ นอกจากนี้ ท่านยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้ไทยจะมีเทคโนโลยีอยู่ในมือ แต่ความสามารถในการประยุกต์ใช้กับระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเครื่องมือ แต่อยู่ที่การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ที่หมดมุก ถึงเวลาของฝั่งอุปทาน

นี่คือประเด็นที่ลึกที่สุดในบทสัมภาษณ์ และเป็นคำแนะนำเชิงนโยบายที่ตรงที่สุด

ท่านทูตมองว่ามาตรการของรัฐบาลไทยตลอด 10 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจฝั่งอุปสงค์ (Demand-side Economics) คือการกระตุ้นการใช้จ่าย เติมเงินเข้ากระเป๋าให้คนออกมาจับจ่าย

ท่านยอมรับว่ามันได้ผล มันเคยได้ผลมาในอดีต แต่ประเด็นคือมันไม่พออีกต่อไป

สิ่งที่ไทยขาดคือเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน (Supply-side Economics) หรือการสร้างความเข้มแข็งจากฝั่งการผลิตและการลงทุน ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถ สร้างเงื่อนไขให้ธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นได้จริง ท่านชี้ว่าเมื่อเทคโนโลยีกำลังเบ่งบานและสตาร์ทอัพกำลังจะผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ฝั่งอุปทานนี่แหละที่จะเป็นตัวตัดสินว่าใครจะไปต่อได้

พูดง่าย ๆ คือแจกเงินกระตุ้นการบริโภคได้ แต่ถ้าต้นทุนการผลิตยังแพง ค่าไฟยังสูง กฎระเบียบยังซับซ้อน สุดท้ายเม็ดเงินลงทุนก็จะไหลไปหาเวียดนามและอินโดนีเซียอยู่ดี

ความจริงเรื่อง EV ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด

ในปรากฏการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังครอบงำตลาด ท่านทูตได้แสดงมุมมองที่น่าคิดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อมาตรการภาษีนำเข้า 0% ที่อาจรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อผู้เล่นเดิมในตลาด รวมถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ว่า EV จะสะอาดจริงหรือไม่ หากแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าในประเทศยังคงพึ่งพาถ่านหินเป็นหลัก

ท่านยังได้ย้ำถึงความสำคัญของ “สนามแข่งที่เท่าเทียม” (Level Playing Field) โดยเน้นย้ำว่าการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ไม่ควรหมายถึงการทิ้งเทคโนโลยีเดิมที่มีประสิทธิภาพ เช่น รถไฮบริด หรือเชื้อเพลิงสะอาดและไฮโดรเจน การบิดเบือนตลาดด้วยเงื่อนไขที่ไม่เท่าเทียมจะส่งผลเสียต่อภาพรวมในระยะยาว ดังนั้นไทยควรให้โอกาสทุกเทคโนโลยีได้พิสูจน์ตัวเองภายใต้กติกาที่ยุติธรรม

นี่คือ 2 หัวข้อใหญ่ที่ไทยควรนำไปคิดต่อ

  • ภาษี 0% ที่แรงเกินไป ท่านบอกตรง ๆ ว่าการใช้ภาษีนำเข้า 0% กับรถ EV นั้น drastic หรือรุนแรงเกินไปนิด นโยบายนี้ถูกตัดสินใจไว้ภายใต้ข้อตกลง FTA เมื่อราว 10 ปีก่อน แต่จุดที่ท่านติงคือ ตามปกติเวลาจะเปิดตลาดหรือปรับระดับภาษีใหม่ ควรปรึกษากับผู้เล่นเดิมในตลาดก่อนว่าจะกระทบอะไรบ้าง แต่ครั้งนี้ท่านมองว่าไม่ได้ทำแบบนั้น และตอนนี้บางบริษัทกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจริง ๆ
  • EV ไม่ใช่คำตอบเดียว และอาจไม่ใช่คำตอบที่สะอาดอย่างที่คิด ท่านยกตัวอย่างนอร์เวย์ที่รถใหม่กว่า 92-93% เป็น EV แต่นั่นเป็นเพราะไฟฟ้าของเขาถูกและมาจากแหล่งพลังงานสะอาดอยู่แล้ว การใช้ EV จึงสมเหตุสมผล ในทางกลับกัน ถ้าเอา EV ไปวิ่งในประเทศที่ผลิตไฟฟ้าด้วยถ่านหินเป็นหลัก มันกลับยิ่งทำให้มลพิษแย่ลง การหันไปใช้ EV ทั้งหมดจึงยังไม่ใช่คำตอบ

จากฐานผลิต สู่การจับมือบุกตลาดโลก

ความสัมพันธ์ไทยกับญี่ปุ่นย้อนไปถึงสมัยอยุธยา แต่ภาพที่เราเห็นทุกวันนี้ส่วนใหญ่ก่อตัวขึ้นในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะการที่อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนก้อนใหญ่เพื่อตั้งฐานการผลิตในไทย จนไทยกลายเป็นศูนย์กลางส่งออกรถยนต์ที่สำคัญของโลก

แต่ท่านทูตบอกว่าตอนนี้เรามาถึงจุดเปลี่ยน อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ และไทยต้องเลือกแล้วว่าจะเดินต่อทางไหน

ท่านมองว่าจากนี้จะมีการลงทุนจากชาติอื่นนอกจากญี่ปุ่นเข้ามามากขึ้น มีบริษัทขนาดเล็กเกิดใหม่มากขึ้น และซัพพลายเชนจะต้องปรับตัว ซึ่งรวมถึงการที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาควบรวมกิจการ (M&A) บริษัทไทยมากขึ้นด้วย

นี่คือ message ที่สำคัญที่สุดสำหรับชาว Startup ท่านบอกว่าโจทย์ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเข้าตลาดญี่ปุ่นอย่างไรอีกต่อไป แต่อยู่ที่ว่าจะเอา know-how และประสบการณ์ของพันธมิตรมาประกอบร่างกันเพื่อบุกตลาดโลกได้อย่างไรต่างหาก หมดยุคที่ไทยเป็นแค่ฐานผลิต ถึงยุคที่เทคโนโลยีของไทยกับทุนของญี่ปุ่นต้องร่วมสร้างไปด้วยกัน ท่านชี้ว่าการลดทอนกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น น่าจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกให้เกิดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีละความร่วมมือใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ถอดบทเรียนสตาร์ทอัพญี่ปุ่นและความจริงเรื่อง AI

เมื่อมองไปที่การเติบโตของสตาร์ทอัพญี่ปุ่นในปัจจุบัน เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจ วัฒนธรรมการทำงานของคนญี่ปุ่นได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่เป้าหมายสูงสุดคือการได้เข้าทำงานในบริษัทใหญ่ ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่เข้าใจแล้วว่าการสร้างธุรกิจของตัวเองนั้นน่าสนใจและท้าทายกว่า สังคมเริ่มยอมรับความหลากหลายและให้เกียรติคนที่แตกต่าง

ในขณะเดียวกันการมีโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน มีเทคโนโลยีแบบเปิด และการเข้าถึง Venture Capital ได้ง่ายขึ้น ก็กลายเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เติบโต 

อย่างไรก็ตาม ท่านทูตได้ฝากข้อคิดเตือนใจเรื่อง AI เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้สตาร์ทอัพมักจะโฟกัสที่ภาค IT และ AI จนกลายเป็นตัวชูโรง แต่เราต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า AI เป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ ซึ่งยักษ์ใหญ่ด้านนี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทอเมริกันที่ออกตัวไปไกลแล้ว การจะไล่ตามให้ทันในฐานะผู้เล่นฝั่งซอฟต์แวร์จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งไทยและญี่ปุ่นจึงต้องมองเรื่องนี้ให้ขาดและวางตำแหน่งของตัวเองในอุตสาหกรรมให้ชัดเจน

140 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น หมุดหมายของการก้าวต่อ


ในปีหน้าซึ่งถือเป็นวาระครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น ท่านทูตมองว่านี่ไม่ใช่แค่การจัดงานเฉลิมฉลอง แต่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการทบทวนสิ่งที่ทำผ่านมาและผลักดันให้ผู้คนก้าวเข้าสู่เฟสต่อไปเพื่อรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมาถึงในอีกสองทศวรรษข้างหน้า แม้จะมีการจัดกิจกรรมเชื่อมร้อยความร่วมมือมากมายรวมถึงการเปิดให้ประชาชนร่วมโหวตโลโก้ประจำงาน แต่สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญที่สุดคือการใช้หมุดหมายนี้เป็นจุดเริ่มต้นของย่างก้าวใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิม

แล้วไทยจะทำอย่างไรต่อ?

หากจะสรุปบทเรียนและคำแนะนำจากท่านทูต เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายและชาวสตาร์ทอัพไทย สิ่งที่ต้องเร่งทำเป็นอันดับแรกคือการจัดการต้นทุนพลังงาน เพราะนี่คือข้อเสียเปรียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ไทยแพ้เวียดนามและอินโดนีเซียในสายตานักลงทุน

นอกจากนี้ประเทศไทยต้องเติมเต็มเศรษฐกิจฝั่งอุปทาน แทนการพึ่งพาเพียงมาตรการกระตุ้นการบริโภค ต้องมุ่งลดต้นทุนและสร้างเงื่อนไขให้การผลิตและการลงทุนแข่งขันได้จริง ในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไทยต้องรักษาสนามแข่งให้เท่าเทียม อย่าให้กติกาเอนเอียง และไม่ควรปิดโอกาสเทคโนโลยีอื่น เช่น ไฮบริด เชื้อเพลิงสะอาด หรือไฮโดรเจน ที่ยังคงมีประสิทธิภาพและบทบาทสำคัญ

ในส่วนของภาคธุรกิจ สิ่งที่ต้องเร่งปรับตัวคือการเลิกคิดแบบฐานผลิตแบบเดิม แต่ต้องคิดแบบ Co-Creation โดยนำเทคโนโลยีไทยมาผสานกับทุนและ Know-how ของญี่ปุ่นเพื่อบุกตลาดโลกไปด้วยกัน พร้อมกันนั้นภาครัฐต้องกล้าทำ Deregulation หรือปลดล็อกกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น เพื่อเปิดทางให้เทคโนโลยีและความร่วมมือใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น 

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘AI จะเปลี่ยนธุรกิจได้ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีมองข้อมูล’ ABeam ชี้ทางรอดขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องสร้าง Value จาก Data ให้ได้จริง

ABeam เปิดมุมมององค์กรยุค AI ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องข้อมูล เริ่มจาก Business Use Case ที่ชัดเจน วางรากฐาน Data ให้พร้อม และเชื่อม People, Process, Technology เพื่อสร้าง Business V...

Responsive image

ทำไม OECD ถึงสำคัญกับไทย สรุปหลังการประชุม MCM ที่ปารีส กับโจทย์ Free Trade, Fair Trade และ Policy Space เมื่อโลกแข่งกันด้วยนโยบายอุตสาหกรรม

Techsauce เคยชวนทำความเข้าใจไปแล้วว่า OECD คืออะไร และทำไมไทยอยากเข้าเป็นสมาชิก ในการประชุม OECD Ministerial Council Meeting 2026 หรือ MCM ที่กรุงปารีส วันที่ 3 ถึง 4 มิถุนายน 2026...

Responsive image

L'Oréal Groupe ค้นพบโมเลกุลเปลี่ยนโลก รู้จัก Melasyl™ ดักจับสารตั้งต้นเม็ดสีส่วนเกิน ใช้เวลาวิจัยนานถึง 20 ปี ฉีกทุกสกินแคร์ในรอบศตวรรษ

ทำความรู้จัก Melasyl™ นวัตกรรมแห่งปีจาก TIME สารสกัดเอกสิทธิ์ของ L'Oréal ที่ใช้เวลาวิจัย 20 ปี ดักจับจุดด่างดำอย่างปลอดภัย การันตีผลลัพธ์ลดเลือนรอยดำสูงสุด 88%...