ไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม ในวันที่ GDP โตแค่ 1.5%? มุมมองจาก VC ระดับโลกที่เลือกกรุงเทพฯ เป็นฐานใหม่

ในสายตาหลายคน เศรษฐกิจไทยวันนี้อาจดูโตช้า เหนื่อย และเริ่มตามหลังเพื่อนบ้าน จากแรงกดดันหลายด้าน ทั้งการบริโภคที่ยังฟื้นไม่เต็มที่ หนี้ครัวเรือนสูง การลงทุนภาคเอกชนที่ยังระมัดระวัง และการเติบโตที่ไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

หลายสำนักคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2026 จะเติบโตเพียงราว 1.5–1.6% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดกลุ่มหนึ่งของ ASEAN 

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า ในวันที่ไทยไม่ได้เป็นประเทศที่โตเร็วที่สุดใน Southeast Asia และยังอาจเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตช้าที่สุดในภูมิภาค ไทยยังน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างชาติอยู่หรือไม่?


ไทยไม่ได้โตเร็วที่สุด แต่ยังมีบทบาทที่ต่างชาติสนใจ 

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพที่เกิดขึ้นกลับไม่ได้เป็นลบไปทั้งหมด ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไทยเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนใหม่ ๆ จากต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Cloud, Data Center และ AI Infrastructure บริษัทเทคระดับโลกหลายรายเริ่มประกาศแผนลงทุนในไทย ขณะที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศยังเติบโตในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ

สิ่งนี้ทำให้คำถามเรื่อง “ไทยยังน่าลงทุนอยู่ไหม” อาจต้องมองให้ลึกกว่าตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว เพราะสำหรับนักลงทุนบางกลุ่ม ไทยถูกมองในฐานะ “จุดเชื่อม” ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้นใน Southeast Asia

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าจับตาคือ Pegasus Tech Ventures บริษัท Venture Capital จาก Silicon Valley ที่มีพอร์ตการลงทุนระดับโลกอย่าง SpaceX, OpenAI และ Airbnb ซึ่งกำลังขยายบทบาทเข้ามาในไทย โดยมี Jeff Wu, China Partner ของ Pegasus Tech Ventures เป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันการมองไทยในฐานะฐานเชื่อมต่อสู่ภูมิภาค 

กรณีของ Pegasus จึงไม่ใช่แค่ข่าวการเปิดออฟฟิศของ VC ต่างชาติ แต่สะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า นักลงทุนระดับโลกเห็นอะไรในไทย ในวันที่หลายคนในประเทศอาจยังมองเห็นแต่ข้อจำกัด

ทำไมไทยยังอยู่ในเรดาร์นักลงทุนโลก

ถ้าวัดจากตัวเลขเศรษฐกิจภาพใหญ่ ไทยอาจไม่ได้อยู่ในจุดที่ร้อนแรงที่สุด  แต่ในมุมการลงทุน ภาพกลับซับซ้อนกว่านั้น ข้อมูลจาก BOI ระบุว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ในปี 2025 มีมูลค่า 43.65 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 66% จากปีก่อนหน้า ขณะที่โมเมนตัมนี้ยังต่อเนื่องมาถึงปี 2026 โดย Reuters รายงานว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ไทยอนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่รวมราว 29 พันล้านดอลลาร์ โดยมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของ TikTok มูลค่าราว 25 พันล้านดอลลาร์เป็นดีลใหญ่ที่สุด

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมจะยังโตไม่แรง แต่ไทยยังมีพื้นที่ที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยี และการเชื่อมต่อภูมิภาค

นี่คือความต่างสำคัญระหว่าง “ประเทศที่โตเร็ว” กับ “ประเทศที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์” ประเทศที่โตเร็วอาจดึงดูดด้วยตัวเลขการขยายตัวของตลาด แต่ประเทศที่มีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์อาจดึงดูดด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อหลายตลาด หลายอุตสาหกรรม และหลายแหล่งเงินทุนเข้าด้วยกัน และไทยอาจกำลังถูกมองในมุมหลังมากขึ้น

เมื่อไทยไม่ได้ชนะด้วย GDP แต่ชนะด้วยบทบาทเชิงยุทธศาสตร์

หากเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ไทยอาจไม่ได้มีภาพจำที่ชัดเท่าสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางการเงิน หรือเวียดนามในฐานะฐานการผลิตที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว หรืออินโดนีเซียในฐานะตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรมหาศาล แต่ไทยมีจุดแข็งอีกแบบหนึ่ง

ไทยมีจุดแข็งหลายด้านที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจ เช่น

  • ทำเลที่ตั้งอยู่กลาง Southeast Asia เชื่อมต่อหลายตลาดสำคัญในภูมิภาคได้ง่าย
  • ฐานผู้บริโภคขนาดใหญ่ และยังเป็นตลาดที่มีพฤติกรรมการใช้ดิจิทัลค่อนข้างสูง
  • โครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างพร้อม ทั้งด้านโลจิสติกส์ โทรคมนาคม Cloud และ Data Center
  • ภาคธุรกิจและ Corporate ecosystem แข็งแรง มีบริษัทขนาดใหญ่จำนวนมากที่สามารถเป็นทั้งลูกค้า พาร์ตเนอร์ และช่องทางขยายตลาดให้ Startup ได้
  • ความเชื่อมโยงกับหลายประเทศ ทั้งจีน ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และตลาด ASEAN ทำให้ไทยมีบทบาทเป็นจุดเชื่อมของเงินทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจ

ตรงนี้เองที่ทำให้ไทยยังมีโอกาส โดยเฉพาะเมื่อบริษัทเทคระดับโลกเริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยมากขึ้น และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน AI ในภูมิภาค เมื่อโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้เกิดขึ้นมากขึ้น ไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางของเทคโนโลยี แต่มีโอกาสกลายเป็นฐานรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค

Jeff Wu กับมุมมองของคนนอกที่มองเห็นไทยต่างออกไป

Source: https://www.linkedin.com/posts/jeff-wu-03a83023_pegasustechventures-southeastasia-thailand-share-7442940228316688384-zDKR/?utm_source=chatgpt.com

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่าสนใจคือการที่ Pegasus Tech Ventures บริษัท Venture Capital จาก Silicon Valley เลือกขยายบทบาทเข้ามาในไทย โดยมี Jeff Wu, China Partner ของ Pegasus Tech Ventures เป็นหนึ่งในคนสำคัญที่ผลักดันการมองไทยในฐานะฐานเชื่อมต่อสู่ภูมิภาค

Jeff Wu เป็นนักลงทุนที่มีประสบการณ์เชื่อมหลายตลาด ทั้งจีน Silicon Valley และ Southeast Asia จึงเป็นหนึ่งในมุมมองที่น่าสนใจว่า ในสายตา VC ระดับโลก ไทยยังมีอะไรให้น่าลงทุน

เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ออฟฟิศในไทยจะเป็นก้าวแรกของการขยายบทบาทในภูมิภาคให้ลึกขึ้น” ซึ่งสะท้อนว่า ไทยไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงตลาดหนึ่งประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่ใหญ่กว่าใน Southeast Asia โดยเชื่อมกับจุดมุ่งหมายของ Pegasus ที่กำลังสร้าง “แพลตฟอร์มที่ทำให้โลกได้พบกับจีน และจีนได้เชื่อมกับตลาดโลก”

เมื่อมองผ่านกรอบนี้ การเข้ามาของ Pegasus จึงเป็นคำตอบว่าในสายตานักลงทุนที่เลือกไทยเป็นฐานใหม่ ไทยมีบทบาทอะไรในภูมิภาค และทำไม “ความเป็นจุดเชื่อม” อาจสำคัญพอ ๆ กับตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ

การเป็น Gateway ไม่ได้เกิดจากทำเลอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม การถูกมองเป็นประตูสู่ Southeast Asia ไม่ได้แปลว่าไทยจะกลายเป็น Gateway ได้โดยอัตโนมัติ เพราะบทบาทนี้ต้องมีมากกว่าทำเลที่ตั้ง

ไทยยังต้องพิสูจน์หลายเรื่อง ตั้งแต่ Startup ที่คิดไกลกว่าตลาดในประเทศ บริษัทใหญ่ที่เปิดรับนวัตกรรม คนทำงานที่มีทักษะด้าน AI, Data และเทคโนโลยีใหม่ ไปจนถึงนโยบายที่ทำให้การลงทุนเกิดขึ้นได้ต่อเนื่อง ซึ่งขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านก็เดินหน้าเร็วเช่นกัน ทั้งเวียดนามที่โดดเด่นด้านฐานการผลิตและ Talent เทคโนโลยี อินโดนีเซียที่มีตลาดขนาดใหญ่ และสิงคโปร์ที่ยังเป็นศูนย์กลางเงินทุนของภูมิภาค

โอกาสนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ Startup

หากไทยดึงดูดเงินลงทุน เทคโนโลยี และบริษัทระดับโลกได้มากขึ้น ผลลัพธ์จะไม่จำกัดอยู่แค่ในวงการ Startup หรือ VC เท่านั้น แต่ยังอาจเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยได้พาร์ตเนอร์ใหม่ SME เข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลมากขึ้น บริษัทใหญ่ร่วมมือกับเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ง่ายขึ้น คนทำงานมีโอกาสในสาย Data, AI และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น รวมถึง Startup ไทยอาจเชื่อมต่อกับตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้น

ในวันที่เศรษฐกิจไทยยังมีโจทย์ใหญ่รออยู่ มุมมองของนักลงทุนต่างชาติอย่าง Jeff Wu จึงช่วยเปิดอีกภาพหนึ่งว่า ไทยอาจยังมีโอกาสมากกว่าที่เราคิด

แต่โอกาสนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะเปลี่ยนจากประเทศที่ “มีศักยภาพ” ไปเป็นฐานที่นักลงทุนใช้สร้างการเติบโตจริงได้เร็วแค่ไหน

เตรียมพบกับ Jeff Wu ได้ที่งาน Techsauce Global Summit 2026 วันที่ 26-28 สิงหาคม 2026 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 

ที่มา: Bank of Thailand - Economic Outlook, IMF - Thailand Article IV Consultation, BOI Thailand - 2025 Investment and FDI Data, Reuters

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เบื้องหลัง ‘ปิดหนี้ไว ไปต่อได้’ งานหินของ SAM และ YIPINTSOI NEXT ภารกิจเร่งด่วนที่ต้อง Go Live ใน 2 เดือน ดึงข้อมูล 34 สถาบันการเงิน ลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี

ลองนึกภาพการสร้างระบบที่ต้องรองรับลูกหนี้ 1.01 ล้านบัญชี ดึงข้อมูลจาก 34 สถาบันการเงิน และ Go Live ให้ได้ในเวลา 2 เดือน ตัวเลขชุดนี้คือที่มาของโครงการ 'ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' หนึ่งใน...

Responsive image

เศรษฐกิจไทยต้องเลิกคิด แบบ ‘คนรับจ้างผลิต’ เจาะลึกจากมุมมองท่านทูตญี่ปุ่น

เจาะลึกมุมมองเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย ทำไมเราถึงกำลังดิ้นรน? ถอดรหัสการปรับตัวของ Startup ไทยสู่โมเดล Co-Creation เพื่อบุกตลาดโลก...

Responsive image

‘AI จะเปลี่ยนธุรกิจได้ องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีมองข้อมูล’ ABeam ชี้ทางรอดขององค์กรยุคใหม่ที่ต้องสร้าง Value จาก Data ให้ได้จริง

ABeam เปิดมุมมององค์กรยุค AI ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องข้อมูล เริ่มจาก Business Use Case ที่ชัดเจน วางรากฐาน Data ให้พร้อม และเชื่อม People, Process, Technology เพื่อสร้าง Business V...