โจทย์เศรษฐกิจไทยไม่ได้อยู่ที่ดึงเม็ดเงินได้เท่าไร แต่อยู่ที่เปลี่ยนทุนเป็นขีดความสามารถได้แค่ไหน


คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในครึ่งแรกของปี 2026 แตะระดับราว 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 40% จากปีก่อนหน้าที่ทำสถิติสูงสุดไปแล้ว ตัวเลขชุดนี้ยืนยันว่าเศรษฐกิจใหม่กำลังเดินทางมาถึงไทยจริง แต่คำถามที่ยากกว่าคือประเทศจะทำอะไรกับมัน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในเซสชัน 'New Horizons for Thailand's Economy: Connecting Technology to Growth' บนเวที Techsauce Global Summit 2026 โดยเลือกไม่เปิดเรื่องด้วยตัวเทคโนโลยี แต่เปิดด้วยโจทย์การเติบโตของเศรษฐกิจไทย พร้อมวางกรอบว่าเทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่ใช่วาระรายอุตสาหกรรมอีกต่อไป หากเป็นแกนกลางของวาระการเติบโตทางเศรษฐกิจชุดใหม่ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สาระสำคัญของปาฐกถาคือการเสนอว่าความสำเร็จของการลงทุนต้องวัดกันใหม่ ไม่ใช่ที่จำนวนเงินที่ไหลเข้า แต่ที่ปริมาณขีดความสามารถซึ่งเกิดขึ้นจริงในประเทศ

เมื่อการเติมคนและทรัพยากรไม่ใช่สูตรการเติบโตอีกต่อไป

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไทยเติบโตได้ด้วยการเพิ่มปัจจัยการผลิตเข้าไปในระบบ ทั้งแรงงานและทรัพยากร แต่โมเดลดังกล่าวกำลังทำได้ยากขึ้นมาก เหตุผลสำคัญคือสังคมที่สูงวัยขึ้นและประชากรวัยทำงานที่ลดลง ขณะที่เครื่องยนต์การเติบโตหลายตัวซึ่งเคยทำงานได้ดีในอดีตเริ่มแผ่วลง ดร.สันติธาร ระบุว่าหลายบทวิเคราะห์ชี้ตรงกันว่าโครงสร้างประชากรที่ถดถอยลักษณะนี้อาจหักการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ออกไปราว 1 จุดต่อปี

เมื่อไทยเติบโตด้วยการเติมคนและทรัพยากรไม่ได้อีก ทางออกจึงเหลืออยู่ทางเดียวคือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และนิยามของคำนี้ต้องกว้างกว่าที่เคยเข้าใจกัน เพราะผลิตภาพไม่ได้หมายถึงการทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำสิ่งเดิมด้วยวิธีใหม่ และท้ายที่สุดคือการทำสิ่งใหม่ที่โลกต้องการ โจทย์ภายในประเทศข้อนี้ยังมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกที่เกิดขึ้นในจังหวะเดียวกันพอดี

โลกที่แตกเป็นส่วน กับที่ยืนของไทยในฐานะ 'ตัวเชื่อมที่โลกไว้วางใจ'

เศรษฐกิจโลกกำลังแตกออกเป็นส่วนมากขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์กำลังจัดระเบียบการค้าใหม่ ความมั่นคงและความยืดหยุ่นกำลังจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ใหม่ ขณะที่บริษัททั่วโลกกำลังทบทวนว่าจะลงทุนที่ไหน ผลิตที่ไหน และไว้วางใจใครได้บ้าง สภาพเช่นนี้เป็นความเสี่ยงโดยตรงต่อเศรษฐกิจแบบเปิดอย่างไทย แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นโอกาส

เหตุผลคือไทยอยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ทั้งการมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงกับหลายภูมิภาคของโลก การตั้งอยู่ท่ามกลางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เติบโตเร็ว การมีฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่สั่งสมมานาน รวมถึงประวัติการเปิดรับการลงทุนจากหลากหลายประเทศ ดร.สันติธาร จึงเสนอว่าไทยมีโอกาสวางตัวเองเป็น 'ตัวเชื่อมที่โลกไว้วางใจ' (Trusted Connector) ในโลกที่แตกเป็นส่วนมากขึ้น

โอกาสดังกล่าวเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมแล้วผ่านตัวเลขคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนราว 1.5 ล้านล้านบาทในครึ่งปีแรก และสิ่งที่สำคัญกว่าขนาดของตัวเลขคือองค์ประกอบของมัน เพราะเม็ดเงินก้อนนี้ไหลเข้าสู่เศรษฐกิจใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เศรษฐกิจสีเขียว และหุ่นยนต์ เมื่อเศรษฐกิจใหม่เดินทางมาถึงแล้ว คำถามถัดไปจึงกลายเป็นสองข้อที่ต้องตอบไปพร้อมกัน คือไทยทำอะไรให้เศรษฐกิจใหม่ได้บ้าง และเศรษฐกิจใหม่ทำอะไรให้ไทยได้บ้าง

กลไก กรอ. กับการค้นหาเครื่องยนต์การลงทุนตัวใหม่ของประเทศ

คำถามข้อแรกว่าด้วยการทำให้ไทยเป็นสถานที่ที่น่าสร้าง น่าคิดค้น และน่าสร้างมูลค่า จนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าโลกได้ กลไกที่รัฐบาลตั้งขึ้นมารองรับคือคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งทำงานกับภาคเอกชนโดยตรงในโจทย์เชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของประเทศ หนึ่งในเสาหลักของ กรอ. คือการสร้างเครื่องยนต์การลงทุนตัวใหม่ ด้วยการระบุให้ชัดว่าไทยจะสร้างขีดความสามารถขึ้นมาในอุตสาหกรรมใดที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกต่อจากนี้ โดย ดร.สันติธาร ยกตัวอย่างไว้สามสนาม

AI Economy: ไทยไม่ต้องไล่สร้างโมเดลระดับแนวหน้า แต่ต้องชนะที่ชั้นการใช้งาน

สนามแรกคือเศรษฐกิจ AI ซึ่งไทยดึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ศูนย์ข้อมูล (Data Center) เซนเซอร์ โฟโตนิกส์ (Photonics) ไปจนถึงอิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics) และรัฐบาลยังเดินหน้าส่งเสริมการลงทุนกลุ่มนี้ต่อ แต่ ดร.สันติธาร เสนอให้ตั้งคำถามอีกชุดหนึ่งควบคู่กันไปด้วย

ประเด็นคือไทยอาจไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะชิงพื้นที่กับผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของโลกในการสร้างโมเดลพื้นฐานระดับแนวหน้า (Frontier Foundation Model) ซึ่งหมายถึงโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เงินทุนและกำลังประมวลผลมหาศาลในการฝึกฝน แต่ไทยมีโอกาสเป็นผู้นำในชั้นการใช้งาน (Application Layer) หรือชั้นที่นำโมเดลเหล่านั้นไปสร้างเป็นโซลูชันสำหรับงานจริง คำถามจึงอยู่ที่ว่าสตาร์ทอัพไทยจะสร้างโซลูชัน AI ในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญเชิงลึกและมีชุดข้อมูลเฉพาะตัวได้หรือไม่ ทั้งการแพทย์ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม โลจิสติกส์ และบริการทางการเงิน และไทยจะสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ให้บริษัทที่เติบโตจากในประเทศเหล่านี้ขยายไปสู่ระดับภูมิภาคและระดับโลกได้อย่างไร

Longevity Economy: ด้านกลับของสังคมสูงวัยที่ไทยมีของอยู่ในมือแล้ว

สนามที่สองคือเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) ซึ่งเป็นด้านกลับของโจทย์สังคมสูงวัยที่เปิดเรื่องมาตั้งแต่ต้น เพราะสังคมที่สูงวัยขึ้นย่อมมาพร้อมตลาดสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุที่เติบโตเร็ว และไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกอยู่แล้วเรื่องความได้เปรียบด้านบริการสุขภาพ เวลเนส และบริการทางการแพทย์

ปัญหาคือมูลค่าส่วนใหญ่ในห่วงโซ่ยังถูกสร้างขึ้นที่อื่น ตั้งแต่เครื่องมือแพทย์ ยา ไปจนถึงส่วนผสมอาหารฟังก์ชัน (Functional Food Ingredients) โจทย์ของไทยจึงอยู่ที่จะดึงมูลค่าส่วนนั้นกลับมาสร้างในประเทศให้ได้มากขึ้นอย่างไร โดยผสานจุดแข็งด้านสาธารณสุขเข้ากับความหลากหลายทางชีวภาพ ฐานเกษตรกรรม และขีดความสามารถด้านการวิจัย เพื่อพัฒนาสินค้าและนวัตกรรมมูลค่าสูงสำหรับโลกที่กำลังสูงวัยไปพร้อมกัน

Green Economy: การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นได้มากกว่าการลดคาร์บอน

สนามที่สามคือเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งรัฐบาลผลักดันการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยทั้งเพื่อเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonisation) และเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน แต่การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นเครื่องยนต์ของอุตสาหกรรมใหม่ได้ด้วย ตั้งแต่เทคโนโลยีพลังงานสะอาด การผลิตขั้นสูง ไปจนถึงห่วงโซ่อุปทานที่รองรับอุตสาหกรรมเหล่านั้น

สิ่งที่ร้อยทั้งสามสนามเข้าด้วยกันคือชุดคำถามเดียวกัน ดร.สันติธาร ย้ำว่าคำถามหลักไม่ใช่ว่าไทยดึงการลงทุนเข้ามาได้มากเท่าไร แต่คือไทยจะสร้างมูลค่าเฉพาะตัวได้ตรงจุดไหน บริษัทไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ตรงไหน และประเทศจะสร้างขีดความสามารถแบบที่ลอกเลียนแบบได้ยากขึ้นมาได้อย่างไร

เทคโนโลยีต้องไม่กลายเป็นเกาะกลางเศรษฐกิจไทย

เมื่อตอบคำถามข้อแรกแล้ว คำถามข้อที่สองที่หนักไม่แพ้กันคือเศรษฐกิจใหม่จะทำอะไรให้ไทยได้บ้าง หลักคิดสำคัญคือเทคโนโลยีต้องไม่กลายเป็นเกาะที่ลอยอยู่กลางเศรษฐกิจไทย เพราะการมีโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับโลกยังไม่เพียงพอ หาก AI ไม่ได้ช่วยยกผลิตภาพในโรงงาน ไร่นา และธุรกิจไทย การดึงการลงทุนสีเขียวเข้ามาก็ยังไม่เพียงพอ หากผู้ผลิตเดิมของไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานชุดใหม่ที่กำลังก่อตัวไม่ได้ และการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาก็ยังไม่เพียงพอ หากแรงงานไทยและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ยังอยู่นอกวง

หมายความว่ายุทธศาสตร์ของประเทศต้องเดินสองขาพร้อมกัน ขาหนึ่งคือการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อีกขาหนึ่งคือการยกเครื่องอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้วในมือ ภารกิจตรงนี้ ดร.สันติธาร อธิบายว่าคือการสร้างสะพานเชื่อมระหว่างการลงทุนใหม่กับอุตสาหกรรมเดิม ระหว่างทุนจากทั่วโลกกับบริษัทท้องถิ่น และระหว่างเทคโนโลยีใหม่กับแรงงานไทย

นับความสำเร็จกันใหม่ ไม่ใช่ที่จำนวนเงิน แต่ที่ขีดความสามารถของคนไทย

สะพานที่ว่านั้นเริ่มจากการเปลี่ยนวิธีนิยามความสำเร็จของการลงทุน ภายใต้การนำของ ดร.เอกนิติ กระทรวงการคลังไม่ได้นับเพียงจำนวนเงินที่ไหลเข้าประเทศ แต่โฟกัสไปที่ว่าทุนก้อนใหม่จะแปรเป็นขีดความสามารถของคนในประเทศได้มากแค่ไหน และจะเกิดการสร้างมูลค่าภายในประเทศเพิ่มขึ้นเท่าใดเมื่อเวลาผ่านไป

ตัวอย่างที่ ดร.สันติธาร ยกขึ้นมาคือโครงการที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ในครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานให้แรงงานไทยมากกว่า 82,000 ตำแหน่ง และจัดซื้อวัตถุดิบกับชิ้นส่วนภายในประเทศราวกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 42% ของปัจจัยการผลิตทั้งหมด และเป้าหมายของกระทรวงการคลังคือการผลักให้ไปไกลกว่านี้

ในมิติของคน เป้าหมายคือทำให้การลงทุนสร้างทักษะใหม่และเส้นทางไปสู่งานที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่โครงการอย่าง BOI SkillBridge ที่เชื่อมการลงทุนใหม่เข้ากับการพัฒนากำลังคน รวมถึงหลักสูตรยกระดับทักษะ (Upskilling) และปรับทักษะใหม่ (Reskilling) จึงมีความสำคัญ ขณะนี้มีโครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว 35 โครงการ ตั้งเป้าพัฒนาคนราว 66,000 คน ครอบคลุมตั้งแต่ AI คลาวด์ (Cloud) และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ไปจนถึงเซมิคอนดักเตอร์ หุ่นยนต์ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เป้าหมายปลายทางจึงไม่ใช่แค่การพาเศรษฐกิจใหม่เข้ามาไว้ในไทย แต่คือการใช้เศรษฐกิจใหม่แปลงโฉมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ

New Horizons: โจทย์เดียวกันที่รอไทยอยู่บนเวทีโลกปลายปีนี้

ปลายปีนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้แทนจากทั่วโลกในการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings) ที่กรุงเทพฯ ภายใต้ธีมที่ไทยเลือกไว้ว่า 'New Horizons: Empowering People, Building Resilience' ซึ่ง ดร.สันติธาร มองว่าสะท้อนโจทย์ที่ทุกประเทศกำลังเผชิญได้ตรงมาก เพราะโลกที่กำลังเดินเข้าไปนั้นเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ก็แตกเป็นส่วน ผันผวน และไม่แน่นอนมากขึ้นเช่นกัน

คำตอบต่อโลกแบบนั้นจึงไม่ใช่การตัดตัวเองออกจากโลก เพราะความยืดหยุ่นที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการโดดเดี่ยว แต่เกิดจากการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศให้แข็งแรงควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมโยงที่โลกไว้วางใจได้ และไม่มีใครสร้างอนาคตแบบนี้ได้ตามลำพัง ซึ่งเป็นเหตุผลที่การรวมตัวของชุมชนแบบ Techsauce มีความหมาย เพราะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับนโยบาย เชื่อมเงินทุนเข้ากับไอเดีย และเชื่อมนวัตกรรมระดับโลกเข้ากับผู้ประกอบการในประเทศ

ดร.สันติธาร ปิดท้ายปาฐกถาด้วยการย้ำว่าภารกิจของไทยไม่ใช่เพียงการขี่คลื่นเทคโนโลยีลูกถัดไป แต่คือการเปลี่ยนทุนให้เป็นขีดความสามารถ เปลี่ยนอุตสาหกรรมใหม่ให้เป็นโอกาสของเศรษฐกิจในวงกว้าง และเปลี่ยนสถานะการเป็นตัวเชื่อมที่โลกไว้วางใจในโลกที่แตกเป็นส่วน ให้กลายเป็นแหล่งการเติบโตใหม่ของประเทศ

กลไกที่กล่าวถึงทั้งหมดเดินหน้าไปแล้ว ทั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการวางเครื่องยนต์การลงทุนตัวใหม่ และ BOI SkillBridge ที่อนุมัติแล้ว 35 โครงการ ส่วนการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ภายในปีนี้

ที่มา: เซสชัน 'New Horizons for Thailand's Economy: Connecting Technology to Growth' โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง บนเวที Techsauce Global Summit 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจเพียงลำพังอีกต่อไป: Accenture Song เปิดเกมใหม่ของ CX ในยุค AI Agent

Tuomas Peltoniemi จาก Accenture Song สรุปห้าบทเรียนเรื่อง CX ในยุค AI Agent บนเวที Techsauce Global Summit 2026 พร้อมผลสำรวจผู้บริโภค 25,590 คนใน 16 ประเทศที่พบว่า 74% เชื่อ AI Age...

Responsive image

บทเรียน 20 ปีจากซีอีโอ DeeMoney กับความจริงที่วงการไม่ค่อยพูด เทคโนโลยีทำให้ข้อมูลเคลื่อนที่ แต่ความไว้วางใจคือสิ่งที่ทำให้เงินเคลื่อนที่

คุณอัศวิน พละพงศ์พานิช ซีอีโอ DeeMoney เปิดความจริงที่วงการชำระเงินไม่ค่อยพูดบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่โลกที่ไม่มีเครือข่ายโอนเงินระดับโลกจริง ไปจนถึงข้อสรุปว่าเทค...

Responsive image

Workday จับมือ Fusion Solution ปลดล็อก HR Tech ไทย ชูแนวคิด 'Skills-First' บริหารองค์กรยุค AI ด้วยทักษะ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน

Workday ประกาศจับมือ Fusion Solution ขยายตลาด HR Technology ในไทย ชูแนวคิด 'Skills-First' บริหารองค์กรยุค AI ด้วยทักษะ ไม่ใช่แค่ตำแหน่งงาน...