เจาะลึก 5 เทรนด์ Data Center ยุค AI ผ่านมุมมอง Vertiv เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังถูก Re-Invent ใหม่ทั้งระบบ

สิ่งที่หลายคนในยุค AI อาจมองข้ามไปคือ 'เบื้องหลัง' ของพลังประมวลผลอันมหาศาลเหล่านั้น ดาต้าเซ็นเตอร์ในวันนี้ไม่ใช่แค่ตู้เก็บเซิร์ฟเวอร์แบบเดิมอีกต่อไป แต่กำลังถูกเปลี่ยนโฉมหน้าไปสู่โรงงานผลิตไอเดียที่ต้องการทรัพยากร พลังงาน และการระบายความร้อนในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

Techsauce ได้มีพูดคุยกับ คุณชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์ ผู้อำนวยการบริษัทเวอร์ทิฟ (ประเทศไทย) ควบคู่ไปกับรายงานเทรนด์เทคโนโลยีล่าสุด Vertiv Frontiers 2026 ซึ่งพบว่ามี 5 แกนหลักสำคัญที่จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมนี้ที่น่าจับตามอง

1. การยกระดับระบบพลังงานเพื่อรองรับ AI (Powering up for AI)

ปัญหาใหญ่ที่สุดของดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันคือเรื่องของ "ความสูญเสียในระบบไฟฟ้า"  ข้อมูลจากรายงานชี้ให้เห็นว่าระบบส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมที่จ่ายไฟผสมผสานระหว่างไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และไฟฟ้ากระแสตรง (DC) ซึ่งต้องผ่านกระบวนการแปลงพลังงานซ้ำไปซ้ำมาถึง 3-4 ขั้นตอนก่อนจะถึงชิปประมวลผล และทุกครั้งที่เกิดการแปลงไฟ พลังงานบางส่วนจะหายไปในรูปแบบของความร้อนเสมอ

เมื่อภาระงานของ AI พุ่งสูงขึ้น ความสูญเสียเพียงเล็กน้อยนี้จะกลายเป็นต้นทุนมหาศาลทันที แนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นคือการขยับไปสู่ สถาปัตยกรรมไฟฟ้ากระแสตรงแรงดันสูง (High Voltage DC) ทั้งระบบ 

ซึ่งจะเข้ามาตัดวงจรการแปลงพลังงานที่ซับซ้อนออกไป ช่วยลดขนาดของตัวนำไฟฟ้า และที่สำคัญที่สุดคือเพิ่มประสิทธิภาพในการจ่ายไฟให้เสถียรพอที่จะรองรับชิปประมวลผลยุคใหม่ที่มีพฤติกรรมการใช้พลังงานแบบกระชาก (Power Spikes) ได้ดีกว่าระบบเดิมอย่างเห็นได้ชัด

2. AI แบบกระจายศูนย์ (Distributed AI)

แม้ว่าเราจะเห็นการลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในคลาวด์ระดับโลก (Hyperscalers) เพื่อฝึกโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) แต่ในอนาคตการประมวลผล AI จะเริ่มกระจายตัวออกไป โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด เช่น การเงิน กลาโหม และสาธารณสุข ซึ่งมีข้อกำหนดเรื่องความปลอดภัยและที่ตั้งของข้อมูล (Data Sovereignty) อย่างสูง

นี่คือจุดที่ Private AI หรือดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กรจะกลับมาทวีความสำคัญอีกครั้ง องค์กรเหล่านี้ต้องการสภาพแวดล้อมที่เป็นส่วนตัวเพื่อรันโมเดล AI ของตัวเองโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความลับรั่วไหล 

ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานในออฟฟิศหรือ Data Center ส่วนตัวต้องถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมดให้มีความหนาแน่นสูง (High Density) และรองรับระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อให้มีศักยภาพในการประมวลผลที่รวดเร็วและปลอดภัยในพื้นที่จำกัด

3. การเร่งสู่ความเป็นอิสระด้านพลังงาน (Energy Autonomy)

จากการแลกเปลี่ยนมุมมองกับคุณชาญกิจ พบว่าความท้าทายที่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกกำลังเผชิญเหมือนกันคือปัญหา "คอขวดของสายส่งไฟฟ้า" 

 แม้ในบางพื้นที่จะมีไฟฟ้าเพียงพอในภาพรวม แต่โครงข่ายสายส่ง (Grid) กลับไม่สามารถรองรับการส่งพลังงานมหาศาลเข้าไปยังจุดเดียวที่เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดกิกะวัตต์ได้

สถานการณ์นี้บีบให้ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องก้าวสู่เทรนด์ Energy Autonomy หรือการพึ่งพาตัวเองด้านพลังงาน เราจะเริ่มเห็นการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าภายในไซต์งาน (On-site Generation) มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกังหันก๊าซธรรมชาติ ระบบโซลาร์เซลล์ หรือการใช้ไฮโดรเจน เพื่อสร้างระบบไมโครกริดของตัวเอง 

แนวคิด "Bring Your Own Power" จะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ยุคใหม่ที่ต้องการความแน่นอนในการดำเนินงาน โดยไม่จำเป็นต้องรอการขยายโครงข่ายไฟฟ้าจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวครับ

4. การออกแบบและดำเนินงานด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลทวิน (Digital Twin)

ในโลกที่เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงทุก 6 เดือน เวลา 2-3 ปีในการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์หนึ่งแห่งถือว่านานเกินไป รายงาน Vertiv Frontiers ระบุชัดเจนว่าเทคโนโลยี Digital Twin ได้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเร่งสปีด 

ตั้งแต่ขั้นตอนการจำลองทิศทางการไหลของอากาศและความร้อน ไปจนถึงการวางผังอุปกรณ์ทั้งหมดในรูปแบบเสมือนจริงก่อนจะลงมือสร้างจริง

เมื่อเราใช้ Digital Twin ทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานแบบ Modular สำเร็จรูป เราจะสามารถยกส่วนประกอบที่ผลิตจากโรงงานมาประกอบหน้างานได้เหมือนเลโก้ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงการเดินเครื่องรันโมเดล AI ได้สูงสุดถึง 50%  ความสามารถในการ Time-to-Market ที่รวดเร็วเช่นนี้คือตัวตัดสินแพ้ชนะในธุรกิจยุค AI อย่างแท้จริง

5. ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวแบบปรับตัว (Adaptive Liquid Cooling)

เทรนด์สุดท้ายที่เป็นหัวใจสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนผ่านเรื่องระบบระบายความร้อน เมื่อชิป GPU มีศักยภาพสูงขึ้น ความร้อนที่เกิดขึ้นก็รุนแรงเกินกว่าที่ระบบลมแบบเดิมจะรับไหว การนำระบบ Liquid Cooling มาใช้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ใหม่คือการทำให้มันฉลาดขึ้นด้วยระบบ Adaptive 

ระบบระบายความร้อนยุค 2026 จะทำงานสอดประสานกับ AI เพื่อมอนิเตอร์และควบคุมปริมาณของเหลวที่ไหลผ่านแต่ละจุดแบบ Real-time ตามภาระงานจริงที่เกิดขึ้น ระบบจะสามารถคาดการณ์ความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า (Predictive Maintenance) 

และบริหารจัดการส่วนประกอบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยยืดอายุการใช้งานฮาร์ดแวร์มูลค่ามหาศาล และทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์มีความทนทาน แม้ต้องเผชิญกับ Workload ที่หนักหน่วงต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ทั้ง 5 เทรนด์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ในยุค AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของงานไอทีอีกต่อไป แต่มันคือการหลอมรวมกันของวิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมความร้อน และซอฟต์แวร์ขั้นสูง ใครที่สามารถบริหารจัดการทั้ง 5 มิตินี้ได้อย่างบูรณาการ ผู้นั้นจะครองความได้เปรียบในการแข่งขันในยุคเศรษฐกิจ AI อย่างแน่นอน

อ้างอิง : บทสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณชาญกิจ แสงกิตติไพบูลย์

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก ‘Aladdin’ ระบบที่ครองเงิน $25 ล้านล้านทั่วโลก

Aladdin คือ AI ของ BlackRock ที่ดูแลเงิน 25 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก จากเครื่อง Sun เครื่องเดียวในปี 1988 สู่ Generative AI ที่ Wall Street พึ่งพา Kfir Godrich อดีตหัว AI Labs เปิดเร...

Responsive image

AI Agent จะมี Wallet ตัวเอง มีสิทธิในการเข้าถึง มีชุดคำสั่งเพื่อตัดสินใจ เศรษฐกิจยุคต่อไปก็จะเป็น Agent Economy

ในยุคที่อะไรๆ ก็ใช้ 'AI Agent' อนาคตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด ติดตามมุมมองสดใหม่จากงาน Southeast Asia Blockchain We...

Responsive image

ถอดรหัสยุทธศาสตร์กลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ในงานฟินเทคระดับโลก Money20/20

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ KBank บนเวที Money 20/20 Asia 2026: ปักหมุด Regional Digital Bank แห่งอนาคต ผ่านวิสัยทัศน์ 3 ผู้นำ 'ขัตติยา-รุ่งเรือง-กรินทร์' ชูความเร็ว AI, การยกระดับ Trust 2.0...