จาก Vibe Coding สู่ Spec-Driven Development ทำไมองค์กรไทยจะไปต่อไม่ได้ ถ้าไม่มี Governance

หากลองเข้าไปดู Facebook ช่วงนี้ จะเห็นโพสต์แนวนี้บ่อยขึ้นเรื่อย ๆ

"เอา AI มาช่วยเขียนโค้ด ไม่เห็นเก่งเหมือนที่เขาว่า"

"ไวบ์โค้ดดิ้ง (Vibe Coding) ตั้งนาน ตอบมั่วมาเฉย"

"ทำไมของต่างชาติที่เขาว่าเทพ พอเรามาใช้ถึงไม่เป็นอย่างที่คิด"

ฟังดูเหมือนปัญหาอยู่ที่ตัว AI แต่ในงาน GitHub BKK Roadshow 2026 ที่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย , GitHub และ ฟิวชั่น โซลูชั่น ร่วมกันจัด ผู้บริหารทั้งสองบริษัทกลับมีคำตอบที่ตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ AI หรือโมเดล แต่อยู่ที่ 'วิธีใช้' ของเราTechsauce มีโอกาสได้นั่งคุยกับผู้บริหารที่ขับเคลื่อนเรื่องนี้ ได้แก่ คุณเชาวลิต รัตนกรไกรศรี รองกรรมการผู้จัดการ สายงานโซลูชั่นองค์กร ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และ คุณศุภกิจ ยงวิทิตสถิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิวชั่น โซลูชั่น จำกัด  

บทสนทนาทั้งหมดทำให้เห็นภาพชัดว่า สิ่งที่ Microsoft กับ Fusion Solution กำลังพยายามผลักดันไม่ใช่ 'AI ที่เก่งกว่า' แต่คือกรอบแนวคิดใหม่ที่ชื่อ Spec-Driven Development กับ Governance โดยที่ Microsoft รับบทวาง Framework และ Vision ส่วน Fusion Solution  รับบทพา Framework นั้นไปลงสนามจริงกับองค์กรไทย

3 ระดับวิวัฒนาการของการเขียนโค้ด ที่หลายองค์กรกระโดดข้ามขั้น

คุณเชาวลิตเปิดประเด็นว่า ถ้าจะเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ตอนนี้ ต้องมองภาพเป็น 3 ระดับ ที่ต่อยอดกันมาเป็นขั้น ๆ

ระดับ 1 'Developer แบบดั้งเดิม' 

คือยุคที่เรารู้จักกันดี โปรแกรมเมอร์นั่งเขียนโค้ดเอง บรรทัดต่อบรรทัด ใช้ความรู้และประสบการณ์ล้วน ๆ แปลความต้องการของธุรกิจให้กลายเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้งานได้

ระดับ 2 'Vibe Coding' 

คือสิ่งที่ทุกคนกำลังตื่นเต้นกันอยู่ตอนนี้ นักศึกษาก็ทำได้ คนทั่วไปซื้อ License มาก็ทำได้ บอกความต้องการเป็นภาษามนุษย์ แล้ว AI ก็เขียนโค้ดออกมาให้ 

ข้อดีคือเร็ว ราคาถูก ทำให้ใคร ๆ ก็เป็น Developer ได้ แต่ข้อเสียคือ 'คุมไม่ค่อยได้' หลายครั้ง AI เขียนไม่ตรง Requirement หรือฟุ้งออกนอกกรอบไปเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

ระดับ 3 'Spec-Driven Development'

คือสิ่งที่ Microsoft กับ GitHub กำลังผลักดัน เป็นการเอาความเร็วของ Vibe Coding มาใส่ 'กรอบควบคุม' ให้ตรงกับ Requirement และนโยบายขององค์กรจริง ๆ โดยมี Spec ที่ชัด มีตัวช่วยคอยตรวจระหว่างทาง  และมีมนุษย์เป็นคนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

ที่น่าสนใจคือ ระดับ 2 กับระดับ 3 ดูคล้ายกันมาก เพราะใช้ AI ช่วยเขียนโค้ดเหมือนกัน แต่เส้นแบ่งที่ทำให้ต่างกันคือคำว่า 'ควบคุมได้' 

โดยในระดับ 2 เปิดให้ AI ตีความเอง ฟุ้งได้ตามอิสระ ส่วนระดับ 3 บังคับให้ AI เดินอยู่ใน Spec ที่เขียนไว้ ผ่านด่านตรวจที่ออกแบบมาแล้ว และต้องมีมนุษย์เซ็นอนุมัติก่อนของจะออก ตัวอย่างเช่น สมมติเราพัฒนาหน้าเว็บหนึ่งที่ต้องมี 20 ฟีเจอร์ ถ้าเราสั่ง Vibe Coding ลอย ๆ บางทีอาจจะได้แค่ 10 บางทีได้แค่ 5 บางที AI ก็อาจปิดฟีเจอร์บางอย่างไปโดยที่เราไม่รู้ตัว 

นี่คือเหตุผลที่ GitHub Copilot ออกแบบมาให้มีสิ่งที่เรียกว่า Parity Gate เป็นด่านที่คอยเช็กว่าฟีเจอร์ที่กำหนดไว้ครบหรือเปล่า

ถัดจาก Parity Gate ยังมี Security Gate คอยตรวจช่องโหว่ตั้งแต่ตอนเขียน ไม่ใช่รอจน Deploy แล้วค่อยมาแก้ และสุดท้ายคือ Human-in-the-loop ส่งให้หัวหน้าทีมรีวิวอีกชั้นว่าโอเคหรือยัง 

ทั้ง 3 ด่านนี้คือสิ่งที่ทำให้ Spec-Driven Development ต่างจาก Vibe Coding ทั่วไป

ประเด็นจริง ๆ คือ องค์กรไม่ได้ต้องการแค่ 'Developer ที่เขียนเร็ว' แต่ต้องการคนที่เขียนตรงกับ Requirement ของธุรกิจ ความเร็วที่ปราศจากความถูกต้องคือ 'หนี้' ที่ต้องมานั่งแก้ใหม่ในภายหลัง

 ผมเป็นโปรแกรมเมอร์มา 30 กว่าปี ผมไม่ได้เขียนโปรแกรมมา 5 เดือนแล้ว ตั้งแต่ผมใช้ตัวนี้

ในมุมของคนหน้างาน คุณศุภกิจ ซึ่งคลุกคลีกับการ Implement ในองค์กรไทยมาหลายสิบปี เสริมประโยคที่ทำให้คนในห้องเงียบไปครู่หนึ่งว่าประโยคนี้ไม่ได้แปลว่าอาชีพ Developer จะหายไป แต่หน้าที่ของเขาเปลี่ยนจาก 'คนเขียน' เป็น 'คนควบคุมและขีดเส้นให้ AI เดิน'

End-to-End SDLC ตั้งแต่ห้องประชุม Teams ไปจนถึง Monitor หลัง Deploy

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริหารทั้งสองฝั่งย้ำมากคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์วันนี้ไม่ได้เริ่มที่การเขียนโค้ด

60% ของเวลาทำงานของ Developer ไม่ได้อยู่ที่หน้าจอ Code แต่อยู่กับการเก็บ Requirement การทำ Spec และการ Design ระบบ ซึ่งงานเหล่านี้ไม่ได้อยู่ใน Environment ของการ Coding เลย

นี่คือเหตุผลที่ Microsoft พยายามต่อจุดทุกอย่างเข้าด้วยกัน ลองนึกภาพ Workflow แบบนี้ 

  • Developer ประชุมกับลูกค้าใน Microsoft Teams เก็บ Requirement ผ่าน Recording และ Transcript ของ Meeting 
  • เอา Transcript นั้นยิงเข้า GitHub Copilot ให้ AI ช่วย Summarize เป็น Requirement 
  • ทำ Spec ออกมา รีวิวร่วมกัน เมื่อ Spec นิ่งแล้วค่อยสั่งให้ Agent เขียนโค้ดตาม Spec
  • จบขั้นตอนเขียนโค้ด ก็จะมี Agent อีกตัวที่เชี่ยวชาญด้าน Security คอยสแกนช่องโหว่ตั้งแต่ในระดับ Code Review ไม่ใช่รอให้ Deploy ไปก่อนแล้วค่อยมา Patch
  • พอ Deploy ขึ้น Azure แล้ว ก็ยังไม่จบ เพราะมี Monitor Agent อีกตัวที่คอยจับตาดูว่ามีการโจมตีผิดปกติไหม เช่น มีคนพยายามทำ Prompt Injection กับ AI Application หรือไม่ 
  • หากเจอ ระบบจะส่ง Signal กลับเข้า GitHub ให้ Developer รับทราบ แล้วให้ AI Agent ช่วยเข้ามา Fix

นี่คือความหมายของคำว่า End-to-End ที่ Microsoft ใช้ มันไม่ใช่แค่ 'AI ช่วยเขียนโค้ด' แต่คือสายพานที่เชื่อมตั้งแต่ห้องประชุมไปจนถึงการ Monitor หลัง Production

ภาษา Cobol อายุ 40 ปี ที่ใช้ AI Convert ในเวลาแค่ครึ่งวัน

ถ้าจะหาตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพ Spec-Driven Development ในระดับ Production จริง ๆ มีเคสของลูกค้ารายหนึ่งในกลุ่มธนาคารที่น่าสนใจที่เราได้ฟังจากวงสัมภาษณ์

ธุรกิจธนาคารเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มี Legacy System เยอะที่สุด หลายระบบยังเขียนด้วย Cobol ภาษาที่ค่อนข้างเก่าในระดับหนึ่ง ความท้าทายคือ

  1. คนที่เขียน Cobol เป็น หายากขึ้นทุกปี Cost ในการดูแลรักษาก็สูงตามไปด้วย
  2. การจะเอา AI เข้าไปฝังใน Cobol ทำแทบไม่ได้เลย

ธนาคารแห่งนี้จึงร่วมกับ Fusion Solution  และ Microsoft ทดลองใช้ AI Convert Application ที่เป็น Cobol ให้กลายเป็นภาษาสมัยใหม่ ผลลัพธ์คือ "ใช้เวลาแค่ประมาณครึ่งวัน เทียบกับสมัยก่อนที่เป็นมนุษย์ทำ น่าจะต้องเป็นปี" คุณศุภกิจกล่าว

เมื่อ Modernize แล้ว ระบบก็ Scale ง่ายขึ้น ดูแลง่ายขึ้น และที่สำคัญคือฝัง AI เข้าไปต่อยอดได้

อีกมุมที่น่าสนใจมาจาก Fusion ที่เล่าให้ฟังว่า ทีม Developer สามารถลดเวลาทำงานต่ำ ๆ ที่ 30% และสูงสุดเกือบ 50% ส่วน ROI อยู่ที่ประมาณ 5-10 เท่า ซึ่งถือเป็นเวลาที่สั้นมาก ๆ เพราะไม่ได้ไปเปลี่ยน SDLC แต่เอา AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเดิม จาก 1 วัน 1 อาทิตย์ 2 อาทิตย์ก็เห็นผล ไม่ใช่โครงการ 2 ปี

ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ บทบาทของ Developer ที่เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็น 'Coder' ธรรมดา กลายเป็น 'Business Tech Partner' ที่ดูทั้งเรื่องเทคและเรื่อง Business ได้พร้อมกัน

Developer คนใหม่ที่ชื่อ 'มิสเตอร์ ดิจิทัล' และคำว่า 'Agent Boss'

อีกประเด็นที่คุณเชาวลิตอธิบายได้น่าสนใจคือ บทบาทของ Developer ในอนาคต

ไม่ใช่ว่าอาชีพ Developer จะหายไป แต่ Developer ทุกคนจะ กลายเป็น Team Lead ที่มี Agent คอยเขียนโค้ดให้ตาม Spec ที่เราเป็นคนกำหนด

คุณชวลิตชวนเรานึกภาพง่าย ๆ ว่า สมมติในทีมเดิมมี คุณชวลิต เป็นมนุษย์ ทำงานร่วมกับพนักงานที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน 

ในทีมใหม่จะมี 'มิสเตอร์ ดิจิทัล ชวลิต' ซึ่งเป็น Agent ที่เข้าใจ Context ของคุณชวลิต รู้ว่าทำหน้าที่อะไร ดูโมดูลไหน มี Policy อะไร ประชุมกับใคร มี Request อะไรวิ่งเข้ามาทางอีเมล Agent ตัวนี้จะทำงานในนามของคุณชวลิตเลย

ที่ Microsoft เรียกองค์กรแบบนี้ว่า Frontier Firm และมีตัวเลขที่น่าตั้งคำถามให้ทุกองค์กรลองทำการบ้าน นั่นคือ Ratio ของคน : Agent ในแต่ละบทบาท 

ทีม Developer อาจเป็น 1 : 2 หรือ 1 : 3 ทีม Contact Center อาจเป็น 1 : 10 ทุกองค์กรต้องเริ่มคิดว่าตัวเลขนี้ควรเป็นเท่าไหร่ และจะวางรากฐานยังไงเพื่อให้ Agent ไม่ใช่แค่ 'Assistant' แต่เป็น 'สมาชิกของทีม'

คุณศุภกิจที่ลงสนามจริงกับองค์กรไทยเสริมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ภาพอีก 3 ปีข้างหน้า แต่กำลังเกิดขึ้นแล้วในวันนี้ "Fusion Solution เข้าไปกับ Microsoft ช่วยหลายที่ ทุกคนพูดเรื่องนี้ ตอนนี้หลายองค์กรเปิดรับสมาชิกใหม่ในทีมที่เป็น Agent เรียบร้อยแล้ว" 

เขายกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างทีม HR ที่ปกติต้องเสียเวลานั่งอ่านเรซูเม่ทีละใบ ในเมื่อมี Job Description มี CV และ LinkedIn อยู่แล้ว ก็ปล่อยให้ Agent ทำหน้าที่ Match แล้วให้คะแนนเบื้องต้น HR ตัวจริงค่อยมาดูในขั้น Interview ที่ต้องวัด Capability ลึก ๆ

คำถามที่ตามมาคือ ใครจะเป็นคนคุม Agent เหล่านี้ ? คำตอบคือ 'Agent Boss' หรือ 'Manager of Agent' สรุปง่าย ๆ คือ AI ไม่ได้เข้ามาแทนคน คนกับ AI จะทำงานร่วมกัน แต่คนที่เข้ามาดูแล Agent ต้องมีความเข้าใจในงานที่ตัวเองทำอย่างดี ถึงจะรู้ว่าสิ่งที่ AI Generate ออกมา ตรง Spec ที่ต้องการหรือเปล่า

เบื้องหลังความจำเป็นของบทบาทนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Technical Debt 

ต้องเข้าใจก่อนว่า Demand ของการพัฒนาซอฟต์แวร์ในโลกธุรกิจวันนี้เพิ่มเร็วกว่า Supply ของ Developer ที่มีอยู่มาก และช่องว่างนี้ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องเอา AI Agent มาช่วยปิด นั่นแปลว่า Developer เดิมต้องขยับตัวเป็น Team Lead หรือ Developer Manager ที่จัดทีม Agent ทำงานร่วมกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ Microsoft เป็น Customer Zero ของตัวเองอยู่แล้ว วันนี้ Microsoft มีพนักงานมนุษย์ทั่วโลก 200,000 คน และมี Digital Workforce ที่เป็น Agent อีกหลักแสน 

ทั้งหมดบริหารผ่าน Product ที่ชื่อ Agent 365 ซึ่งทำหน้าที่เหมือน HR ของ Digital Worker คอยมอนิเตอร์ว่าแต่ละ Agent เข้าระบบอะไรได้บ้าง Generate Code อะไรได้บ้าง มีความเสี่ยงไหม

นี่คือเหตุผลที่คำว่า Governance สำคัญกว่าที่หลายคนคิด เพราะวันที่องค์กรเรามีพนักงานหลักร้อยและมี Agent อีกหลักพัน ใครจะรู้ว่า Agent ตัวไหนทำงานถูกหรือผิด

ทำไมองค์กรไทย ถึงยังไม่ Adopt AI ?

เมื่อถามว่า ทำไมหลายองค์กรในไทยที่เริ่ม Adopt AI แล้ว แต่ยังดูไม่ไปถึงไหน ในมุมของ Fusion Solution ที่อยู่หน้างานกับองค์กรไทยมาหลายสิบปี คุณศุภกิจ มองว่าตลาดไทยแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มแรก คือกลุ่มที่ 'พร้อมเปิดรับ แต่กระโดดเข้าไปทดลองใช้เลย' มี Application เดิมอยู่ ก็ใช้ Vibe Coding สั่งให้ AI เพิ่มหน้านั้นหน้านี้ตามใจ บางทีก็ได้ผลตรง บางทีก็ไม่ตรง สุดท้ายกลายเป็นโพสต์บ่นบน Facebook ว่า 'AI ไม่เห็นเก่งเลย'

กลุ่มที่สอง คือกลุ่มที่ 'เริ่มจากฐานราก' Train คน ตั้งแต่เรื่องการ Organize ที่ดี Governance ที่ดี ผ่านโปรแกรมที่เรียกว่า GitHub Copilot Adoption กลุ่มนี้ Fusion Solution พบว่าสามารถนำ AI ไปช่วยงานได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ความน่าตกใจคือ ทั้งสองกลุ่มนี้อยู่ในประเทศเดียวกัน ใช้เครื่องมือเดียวกัน ซื้อ License เท่ากัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันชัดเจน

มีงานวิจัยของ Microsoft ที่ชื่อ AI Diffusion ที่วัด 2 มุม มุมแรกคือ 'ปริมาณการใช้ AI ในชีวิตประจำวัน' ไทยไม่ได้อันดับสูงเมื่อเทียบกับ สิงคโปร์, เกาหลีใต้, UAE หรือสหรัฐฯ แต่อีกมุมที่น่าสนใจกว่าคือ 'อัตราเร่งของการ Adopt AI' ไทยอยู่ อันดับ 2 ของโลก ฐานเราต่ำจึงเร่งได้เร็ว และข้อดีคือคนไทยเปิดรับเทคโนโลยีนี้ พร้อมที่จะลอง

คำถามจริง ๆ จึงไม่ใช่ 'ไทยจะ Adopt AI ทันโลกไหม' แต่คือ 'ไทยจะ Adopt อย่างถูกวิธีหรือเปล่า'

มีการเปรียบเปรยในวงสัมภาษณ์ไว้เห็นภาพว่า 

AI วันนี้มันเหมือนไฟฟ้า คนทุก ๆ คนสามารถเข้าถึง AI ที่ฉลาดที่สุดในโลกได้ โดยไม่ต้องลงทุนระดับพันล้าน ลงทุนแค่หลักร้อยก็เข้าถึงได้ มันเป็น Commodity ลองนึกภาพประเทศที่ไม่ใช้ไฟฟ้า กับประเทศที่ใช้ไฟฟ้า GDP ต่างกันไหม ถ้าเราคิดว่าต่าง นั่นคือคำตอบ

แปลว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่ว่าจะใช้ AI หรือไม่ใช้ แต่อยู่ที่ว่าใช้แล้วจะรีดประสิทธิภาพออกมาได้แค่ไหน ถ้าเร่งโดยไม่มี Governance ไม่มี Security เราจะกลายเป็นประเทศที่ใช้ไฟฟ้าเยอะแต่ไม่ได้ผลิตอะไรมากนัก

ฝากถึงคนที่กำลัง Vibe Code 'ถ้าหัวหน้าควบคุมแต่เขียนเองไม่เป็น จะเข้าใจสิ่งที่เขาบอกมาไหม'

ปิดท้ายการสัมภาษณ์ Techsauce ถามคำถามที่หลายคนคงสงสัย คือคนที่อยากเป็น 'Vibe Coder' ควรเริ่มจากตรงไหน Systematic Thinking ก่อนไหม หรือเรียนภาษา Python ก่อนดี ?

คำตอบของ Microsoft และ Fusion Solution น่าสนใจมาก เพราะมันสวนกระแสตลาดที่บอกว่า 'AI มาแล้ว เลิกเรียนเขียนโค้ดได้'

ฝั่ง Microsoft ระบุว่าวันนี้ Demand ของนวัตกรรมเกินกว่า Supply ของ Developer ที่มีอยู่ ใครจะใช้ Vibe Coding หรือ AI ช่วยเขียนโค้ดไม่ผิด แต่ห้ามลืม Fundamental 

การเขียนโปรแกรมที่ดี ความเข้าใจในภาษาที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Python, C++ หรืออะไรก็ตาม การ Design ระบบ การเขียน ER Diagram ทุกอย่างยังต้องรู้ ไม่อย่างนั้นเวลา AI Generate ออกมา เราจะไม่มีทางรู้ว่ามันถูกหรือผิด

คุณศุภกิจ สรุปไว้ดีมากว่า "ถ้าหัวหน้าควบคุมแต่ตัวเองเขียนไม่เป็น จะเข้าใจสิ่งที่เขาบอกมาไหม" ประโยคนี้คือหัวใจของยุค Spec-Driven จริง ๆ การเป็น Team Lead ของ AI Agent ไม่ใช่การปล่อยให้ AI ทำงานเอง แต่คือการรู้พอที่จะรีวิว แก้ไข และควบคุมมัน

สรุปสูตร 3 องค์ประกอบที่ทำให้องค์กรไทย Adopt AI ได้จริง

  • หนึ่ง ต้องมี Governance ที่ดี ผ่าน Product ที่ตอบโจทย์ 
  • สอง ต้องมี คนที่เข้าไปช่วยสอนและ Implement ซึ่งเป็นบทบาทของ Fusion Solution
  • สาม ต้องมี Role Model หรือต้นแบบ ที่ทำสำเร็จจริง อย่างกรณีตัวอย่างของธนาคารที่ Modernize ระบบ Cobol ลงได้ครึ่งวัน ถ้า 3 อย่างนี้ครบ บริษัทในไทยก็สามารถวิ่งตามได้

และข่าวดีอีกอย่างคือ Fusion Solution เปิดคลาสฟรีสำหรับคนทั่วไป ติดตามและสมัครได้ผ่าน Facebook ของ Fusion Solution โดยมี Funding บางส่วนจากผู้ใหญ่ใจดี เป้าหมายคืออยากให้คนไทย Adopt AI ได้ในระดับทุกคนจริง ๆ โดยไม่ต้องมี Budget มหาศาล

วันที่ Vibe Coding ทำให้ใคร ๆ ก็เป็น Developer ได้ บรรทัดที่ขีดเส้นแบ่งคนเก่งกับคนทั่วไป จึงไม่ใช่ความเร็วของการพิมพ์ Prompt อีกต่อไป แต่คือความสามารถในการตั้ง Spec ที่ชัด ออกแบบ Governance ที่รัดกุม และเข้าใจสิ่งที่อยู่ใต้ Code ที่ AI สร้างขึ้น

ใครที่กำลังอยู่ในเส้นทาง Vibe Coding ขอให้ฟังประโยคนี้อีกครั้ง ก่อนจะคุม AI ได้ ต้องเข้าใจสิ่งที่ AI กำลังทำให้ก่อน

อ้างอิง : บทสัมภาษณ์ผู้บริหาร Microsoft ประเทศไทย และ Fusion Solution ในงาน GitHub BKK Roadshow 2026, Microsoft AI Diffusion Research

บทความนี้เป็น Advertorial


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จะขายของยุคนี้ได้ ต้อง ‘เอาใจ AI’ ไม่ใช่คน 2 ทางที่ต้องเราเลือก Choice of Agents หรือ Agent of Choice ถ้าไม่อยากให้แบรนด์หายไป

โลกการค้ายุคเดิม แบรนด์ต่างแข่งขันกันเพื่อเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคเลือก แต่ในโลกยุค 2026 เมื่อเทคโนโลยีเดินทางมาถึงจุดที่ AI กลายเป็นผู้กุมอำนาจในการช้อปปิ้งแทนมนุษย์ ตอนนี้ทุกแบรนด์...

Responsive image

รู้จัก ‘Aladdin’ ระบบที่ครองเงิน $25 ล้านล้านทั่วโลก

Aladdin คือ AI ของ BlackRock ที่ดูแลเงิน 25 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก จากเครื่อง Sun เครื่องเดียวในปี 1988 สู่ Generative AI ที่ Wall Street พึ่งพา Kfir Godrich อดีตหัว AI Labs เปิดเร...

Responsive image

AI Agent จะมี Wallet ตัวเอง มีสิทธิในการเข้าถึง มีชุดคำสั่งเพื่อตัดสินใจ เศรษฐกิจยุคต่อไปก็จะเป็น Agent Economy

ในยุคที่อะไรๆ ก็ใช้ 'AI Agent' อนาคตตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และ Stablecoin ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเดินหน้าไปในทิศทางใด ติดตามมุมมองสดใหม่จากงาน Southeast Asia Blockchain We...