นี่คือการรวมตัวของ Chief Economist ตัวท็อประดับโลก ที่มาช่วยกันตอบคำถามใหญ่ข้อเดียว
ปี 2026 โลกเศรษฐกิจจะไปทางไหนกันแน่ ?
เวที Chief Economist Briefing: What to Expect in 2026 ที่นำโดย Karen Harris จาก Bain & Company พร้อมด้วยนักเศรษฐศาสตร์ตัวจริงจาก JD.com, ADP และ AXA Investment Managers ซึ่งทั้งหมดเห็นตรงกันในประเด็นเดียวกันอย่างน่าประหลาดใจ นั่นคือ โลกยังไม่กำลังล้ม แต่โลกกำลังไม่เหมือนเดิมอย่างถาวร

Karen Harris จาก Bain & Company ได้นิยามภาพรวมไว้อย่างน่าสนใจว่า เรากำลังอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนด้วยสภาวะ "เท้าหนึ่งเหยียบคันเร่ง แต่อีกเท้ายังต้องแตะเบรกเอาไว้"
คันเร่งที่ว่าคือพลังของเทคโนโลยีอย่าง AI และบล็อกเชนที่พยายามพุ่งไปข้างหน้า แต่เบรกที่ดึงเราไว้คือวิกฤตที่สะสมมาหลายปี ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนชีวิตที่พุ่งสูง แม้ผลสำรวจจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์จะมองโลกในแง่ร้ายน้อยลงกว่าปีก่อน แต่ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นนี้ก็ทำให้เราต้องมองเศรษฐกิจในปี 2026 ด้วยสายตาที่ละเอียดกว่าเดิม
หากปี 2025 คือปีแห่งการทบทวนตัวเอง ปี 2026 ก็คือปีที่เราก้าวเข้าสู่ยุค Post-Globalization อย่างเต็มตัว โลกที่เคยเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อกำลังถูกแทนที่ด้วยระเบียบใหม่ที่ซับซ้อนขึ้น เราได้เห็นการสิ้นสุดของวงจรเศรษฐกิจเดิมที่เคยถูกหลอกหลอนด้วยโควิด-19 และปัญหา Supply Chain
แต่สิ่งที่น่าแปลกใจคือ แม้จะมีสงครามการค้าหรือกำแพงภาษีที่หลายคนเคยกังวลว่าจะทำลายเศรษฐกิจโลก แต่ข้อมูลกลับชี้ให้เห็นว่าการค้าโลกยังคงพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
โดยเฉพาะในประเทศอย่างจีนที่แม้จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน แต่ยังสามารถประคองตัวและเติบโตได้จากการส่งออกเทคโนโลยีใหม่อย่างรถยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ซึ่งมียอดส่งออกสูงถึง 8 ล้านคันในปีที่ผ่านมา
ทว่าความท้าทายที่แท้จริงของยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียไม่ใช่แค่การส่งออก แต่คือการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุน ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่คนทั้งโลกกำลังเฝ้าติดตาม
เมื่อหันมามองที่ฝั่งแรงงานและความหวังใหม่อย่าง AI ทางด้าน Nela Richardson จาก ADP ได้ให้มุมมองที่ทำให้เราต้องหยุดคิดครับ เธออธิบายว่าตลาดแรงงานตอนนี้ไม่ได้ดีถ้วนหน้า แต่กำลังกลายเป็นรูปตัว K ที่แยกกันชัดเจน
โดยกลุ่มคนรายได้สูงยังคงใช้จ่ายและผลักดันธุรกิจบริการให้ไปต่อได้ แต่ในภาคการผลิตกลับดูเหมือนจะเข้าสู่ภาวะถดถอยเงียบ ๆ และที่สำคัญที่สุดคือเรื่อง AI ที่ทุกคนฝันหวานว่าจะมาเพิ่มผลิตภาพมหาศาล แต่เธอกลับมองว่าเรากำลังเจอ ‘ทางตัน’ เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน
เพราะเราขาดแคลนคนทำงานฝีมือที่จะมาสร้างและดูแลศูนย์ข้อมูลเหล่านั้นจริงๆ ต่อให้มีเงินลงทุนมหาศาลแต่ถ้าไม่มีช่างเก่งๆ มาคุมระบบ AI ก็ไม่อาจไปถึงฝั่งฝันได้
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกยกให้เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งคือเรื่องหนี้สินครับ โดย Gilles Moëc จาก AXA ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยผ่านคำเปรียบเทียบว่าเป็นเหมือนนกกระจิบในเหมืองถ่านหิน
โดยให้เราจับตาดูประเทศญี่ปุ่นเป็นพิเศษ เมื่ออัตราดอกเบี้ยระยะยาวเริ่มขยับตัวสูงขึ้นท่ามกลางภาระหนี้มหาศาล ซึ่งเขาเชื่อว่าเรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยจะค้างสูงในเชิงโครงสร้างไปอีกนาน เนื่องจากโลกมีความต้องการเงินทุนมหาศาลเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่ๆ ดังนั้นยุคของเงินกู้ราคาถูกที่เคยใช้กันจนชินมือนั้นอาจจะไม่กลับมาอีกแล้วในเร็ววันนี้
ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่เป็นบวกเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย์ครับ เมื่อ Nela Richardson และ Shen Jianguang ต่างมองเห็นตรงกันว่า ตอนนี้แรงงานกำลังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนโลกาภิวัตน์ยุคใหม่แทนที่สินค้าไปแล้ว
โลกกำลังมองข้ามพรมแดนไปหาคนเก่งในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเป็นแหล่งรวมคนหนุ่มสาวที่พร้อมเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ
ตัวอย่างเช่นในไนจีเรียที่มีการวางระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับงานดิจิทัลจากทั่วโลก สิ่งนี้สะท้อนว่าแม้วงจรเศรษฐกิจเดิมจะเปลี่ยนไป แต่โอกาสใหม่ๆ สำหรับคนที่พร้อมปรับทักษะ ให้เข้ากับยุค AI นั้นยังเปิดกว้างอยู่เสมอ
ข้อมูลจาก Session : Chief Economists Briefing: What to Expect in 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด