UN เตือน AI ยิ่งเก่ง โลกยิ่งพัง ใช้น้ำมากกว่าน้ำดื่มคนทั้งโลก ที่สำคัญมีแค่ สหรัฐฯ-จีน ได้ประโยชน์ แต่ประเทศกำลังพัฒนารับภาระสิ่งแวดล้อม

ทุกวันนี้เราเห็นข่าวความเทพของ AI ออกมาไม่เว้นแต่ละวันในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจยุคใหม่ แต่เบื้องหลังความอัจฉริยะที่ไร้รูปร่างนี้ รู้ไหมว่ามีต้นทุนที่โลกต้องจ่ายสูงมาก

รายงานล่าสุดจาก สถาบันมหาวิทยาลัยสหประชาชาติ (UNU-INWEH) ได้ออกมาเตือนว่า ภายในปี 2030 โครงสร้างพื้นฐานของ AI จะสร้างผลกระทบต่อทรัพยากร พลังงาน และน้ำ ของโลกในระดับที่เราไม่ควรมองข้ามอีกต่อไป และนี่คือ 3 ประเด็นสำคัญเชิงลึกที่คนวงการ Tech ต้องรู้

ตัวเลขจริงที่ไม่มีใครเคยบอกคุณ

ที่ผ่านมา เวลาเราพูดถึงเรื่องผลกระทบของ AI เรามักจะโฟกัสไปที่เรื่องของ Carbon Footprint หรือปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนตอนที่เรากำลังสร้างและฝึกฝนโมเดลเป็นหลัก แต่รายงานของ UN ชี้ชัดว่า นั่นเป็นเพียงแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะต้นทุนที่แท้จริงที่ถูกมองข้ามไปคือ ทรัพยากรน้ำและผืนดิน

และนี่คือสถิติที่น่าตกใจหากเรายังคงขับเคลื่อน AI ด้วยความเร็วระดับนี้ไปจนถึงปี 2030

  • ไฟฟ้าพุ่ง 3% ของโลก: Data Center สำหรับ AI จะกินไฟเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หรือคิดเป็น 3% ของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ทั้งโลก (เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอังกฤษทั้งประเทศ)
  • วิกฤตกระหายน้ำ: ระบบหล่อเย็นของ Data Center เหล่านี้จะใช้น้ำสูงถึง 9.3 ล้านล้านลิตร ซึ่งเป็นปริมาณที่ มากกว่าน้ำดื่มของประชากรโลกทั้งปีรวมกัน หรือเทียบเท่ากับน้ำที่ประชากรทวีปแอฟริกา 1,300 ล้านคนใช้ประทังชีวิตทั้งปี
  • พื้นที่มหาศาล: เราต้องใช้พื้นที่ดินตั้ง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานใหญ่กว่าขนาดของกรุงเม็กซิโกซิตีเกือบ 10 เท่า และถ้าอยากปลูกต้นไม้เพื่อชดเชยคาร์บอนที่เกิดจาก AI เราต้องปลูกต้นไม้ถึง 6,700 ล้านต้นเลยทีเดียว

หลายคนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอาจจะโต้แย้งว่า แต่เดี๋ยวชิปรุ่นใหม่ ๆ ก็ประหยัดไฟขึ้น โมเดล AI ในอนาคตก็ฉลาดและใช้พลังงานน้อยลงหรือเปล่า?

UN บอกว่า ตรรกะนี้คือกับดัก

ในทางเศรษฐศาสตร์มีทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า Jevons Paradox ความย้อนแย้งของเจวอนส์ ที่อธิบายว่า เมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนาจนมีประสิทธิภาพมากขึ้นและทำให้ต้นทุนถูกลง ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่การบริโภคที่ลดลง แต่ราคาที่ถูกลงจะยิ่ง กระตุ้นให้คนหันมาใช้งานมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนยอดรวมการใช้ทรัพยากรพุ่งสูงขึ้นกว่าเดิม

เหมือนกับเครื่องจักรไอน้ำในอดีตที่ยิ่งประหยัดถ่านหิน คนก็ยิ่งสร้างโรงงานเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ AI เมื่อค่าบริการ (API) ถูกลง โมเดลเจนรูป/วิดีโอทำได้ง่ายขึ้น ฟีเจอร์ AI ก็จะถูกยัดเข้าไปในทุก ๆ แอปพลิเคชันรอบตัวเรา ส่งผลให้ภาพรวมการซดพลังงานและน้ำหล่อเย็นขยายวงกว้าง เกินกว่าสิ่งที่เราประหยัดได้จากการพัฒนาชิปไปไกลมาก

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าคิดคือ ความไม่เท่าเทียมในโลกของ AI ปัจจุบัน ขีดความสามารถของระบบคลาวด์สำหรับ AI กว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในสหรัฐอเมริกาและจีน (มีเพียง 32 ประเทศทั่วโลกที่มีเทคโนโลยีระดับนี้)

กลายเป็นว่า ประเทศมหาอำนาจและบริษัทยักษ์ใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเก็บเกี่ยวเม็ดเงินมหาศาล แต่ประเทศกำลังพัฒนาหรือกลุ่มประเทศที่เป็นเพียงผู้บริโภค กลับต้องเป็นผู้แบกรับภาระทางสิ่งแวดล้อมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ตั้งแต่การทำเหมืองแร่หายากเพื่อส่งออกไปทำชิปคอมพิวเตอร์ ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste) ไปจนถึงการสูญเสียทรัพยากรน้ำในท้องถิ่นเพื่อเอาไปหล่อเย็นเซิร์ฟเวอร์

อ้างอิง: futurism, livescience

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘OpenWorker’ AI Agent โอเพนซอร์ส เลือกโมเดลได้อิสระ ข้อมูลไม่ออกนอกเครื่อง

Andrew Ng เปิดตัว OpenWorker AI Agent โอเพนซอร์สที่ส่งงานเสร็จ ๆ กลับมาให้แทนบทสนทนา ทั้งเอกสาร ข้อความ Slack และปฏิทิน รันบนเครื่องผู้ใช้เอง เลือกโมเดลได้อิสระ ข้อมูลไม่ออกนอกเครื...

Responsive image

วิธีใช้ AI ที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ‘สั่งงานให้ชัดเหมือนบริหารคน’ อยากได้งานดี ต้องบอก 4 อย่าง เป้าหมาย ผลลัพธ์ เกณฑ์ดี-ไม่ดี วิธีตรวจสอบ

Ethan Mollick แห่ง Wharton ชี้ว่าลูกเล่นการเขียน Prompt หมดความสำคัญแล้ว พร้อมแนบงานวิจัย 4 ฉบับ วิธีใช้ AI ที่ได้ผลที่สุดตอนนี้คือระบุเป้าหมาย ผลลัพธ์ เกณฑ์งานดี-ไม่ดี และวิธีทดสอ...

Responsive image

AIS ยกระดับงานบริการด้วย AI ชู ‘AI Sales Assistant’ เสริมศักยภาพพนักงาน สร้างประสบการณ์ลูกค้าที่รวดเร็วและตรงความต้องการ

AIS นำ AI มายกระดับงานขายและบริการ ผ่าน AI Sales Assistant ที่ช่วยพนักงาน AIS Shop ค้นข้อมูลได้เร็วขึ้น ควบคู่ Call Center และ Ask Aunjai บนแอป myAIS ภายใต้แนวคิด Intelligent Infra...