คนที่ตามอ่านบันทึกของ Bill Gates มาหลายสิบปีสังเกตตรงกันว่าฉบับล่าสุดผิดจากทุกครั้ง เพราะเป็นครั้งแรกที่ Bill ยอมรับตรง ๆ ว่าถ้าโลกไม่ระวังให้ดี ผลเสียของ AI อาจมากกว่าผลดี ประโยคทำนองนี้ไม่เคยหลุดออกมาจากคนที่ขึ้นชื่อเรื่องมองเทคโนโลยีในแง่ดีมาตลอดชีวิต
บันทึกชื่อ The Turbulent AI Era Is Here บนเว็บไซต์ Gates Notes วางข้อสรุปหลักไว้สามข้อ คือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI จะเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ปั่นป่วนที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ตอนนี้โลกยังเตรียมตัวไม่มากพอ และถ้าเดินหมากถูก AI จะเป็นพลังด้านบวกที่ทำให้ทุกคนมีชีวิตดีขึ้น Bill สรุปทางแยกนี้ไว้ว่า
'AI จะเป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยประดิษฐ์ขึ้น หรือไม่ก็เป็นต้นตอของความไม่เป็นธรรมที่เลวร้ายที่สุด'
สิ่งที่ทำให้ Bill กังวลมากกว่าตัวเทคโนโลยีคือความเงียบรอบตัวมัน ในบันทึกระบุว่ายังไม่เห็นหลักฐานว่าผู้นำ ผู้เชี่ยวชาญ หรือชุมชนต่าง ๆ กำลังรับมือกับโจทย์นี้อย่างเพียงพอ และยังไม่มีแผนใดที่จะช่วยให้การก้าวเข้าสู่ยุค AI ราบรื่นขึ้น

เหตุผลข้อแรกคือโมเดล AI ยังทำผิดพลาดให้เห็นอยู่ ไม่นานมานี้โมเดลยังแก้ซูโดกุง่าย ๆ ไม่ได้ หรือนับตัว R ในคำว่า strawberry ไม่ถูก คนจึงนึกภาพไม่ออกว่ามันจะมาแทนความคิดของมนุษย์ได้อย่างไร แต่ Bill ชี้ว่าปัญหาความแม่นยำกำลังถูกแก้อย่างรวดเร็ว เพราะนักวิจัยสร้างโมเดลที่ตรวจงานตัวเองและพัฒนาตัวเองได้แล้ว อีกไม่นานมันจะทำงานหลายอย่างได้ดีกว่ามนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ
เหตุผลข้อที่สองคือการเอานวัตกรรมในอดีตมาเทียบทำให้เข้าใจผิด ตอนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเข้ามา ต้องใช้เวลาราวยี่สิบปีกว่าจะเปลี่ยนวิธีทำงานของคนได้จริง เพราะต้องรอซอฟต์แวร์ รอราคาลง และรอให้คนเรียนรู้ที่จะใช้มัน แต่ AI ทำงานบนอุปกรณ์ที่ทุกคนมีอยู่แล้วและสื่อสารด้วยภาษาธรรมชาติ มนุษย์ไม่ต้องปรับตัวเข้าหามัน เพราะมันปรับตัวเข้าหามนุษย์ได้เอง มันดูวิดีโอฝึกอบรมชุดเดียวกับที่ใช้สอนพนักงานใหม่แล้วเรียนรู้จากข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันที
Bill เปิดเผยจุดที่อาจถูกมองว่าเป็นอคติของตัวเองไว้ด้วยว่ายังมีสายสัมพันธ์ทางการเงินกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่ แต่กำไรจากการลงทุนทั้งหมดจะไหลกลับไปที่ Gates Foundation เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ส่วนจะเชื่อหรือไม่ ผู้อ่านต้องตัดสินเอง
ปี 1933 ช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานในสหรัฐฯ อยู่ราว 25% และค้างอยู่ในระดับเลขสองหลักไปเกือบตลอดทศวรรษถัดมา ก่อนจะฟื้นเมื่อความต้องการ การลงทุน และการเติบโตกลับมา Bill มองว่าผลกระทบจาก AI อาจไม่รุนแรงถึงระดับนั้น แต่มันจะไม่หายไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจ เพราะงานที่เสี่ยงที่สุดคืองานระดับเริ่มต้นและระดับกลาง ขณะที่งานใหม่ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ต้องใช้ทักษะที่กว่าจะเรียนรู้ได้ต้องใช้เวลาหลายปี
สัญญาณเริ่มปรากฏในกลุ่มพนักงานออฟฟิศแล้ว หลังการใช้ Generative AI แพร่หลาย การจ้างงานลดลงชัดเจนในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่อยู่ในตำแหน่งซึ่งถูกแทนที่ได้ง่าย แต่ไม่ลดในกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่อายุมากกว่า งานขายและบริการลูกค้าทั้งทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ งานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ และงานผู้ช่วยทนายความ น่าจะเป็นกลุ่มแรกที่โดน ก่อนจะลามไปถึงงานที่วันนี้ยังต้องใช้คนที่ผ่านการฝึกมา เช่น การประเมินคำขอสินเชื่อ การวิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการคัดกรองอาการผู้ป่วย
แรงงานภาคการผลิตและบริการก็ไม่รอด แม้หุ่นยนต์จะยังไปได้ไม่ไกลเท่า AI แต่ต้นทุนของมันจะถูกลงมหาศาลเช่นกัน Bill บอกว่าคนอเมริกันจำนวนมากที่ได้คุยด้วยยังไม่รู้ว่าหุ่นยนต์ที่ใช้มือทำงานละเอียดได้กำลังพัฒนาเร็วแค่ไหน เพราะงานขั้นสูงส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน หรือไม่ก็เผลอตัดสินจากคลิปไวรัลหุ่นยนต์เต้นไม่เข้าจังหวะ ประเมินของ Bill คือหุ่นยนต์อัจฉริยะจะเริ่มแข่งกับคนในงานที่ใช้ร่างกายบางประเภท เช่น งานก่อสร้างและงานบริการโรงแรม ได้ภายในสิ้นทศวรรษนี้
จุดที่อันตรายคือ AI กับหุ่นยนต์รวมกันจะสร้างวงจรเร่งตัว เมื่อบริษัทหนึ่งนำมาใช้แล้วเอาต้นทุนที่ประหยัดได้ไปลดราคา คู่แข่งจะโดนบีบให้ทำตาม ถ้าบริษัทเดิมไม่ทำ สตาร์ทอัพก็จะทำแทน กลไกตลาดจะเร่งการนำมาใช้ให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าไม่มีใครเข้าไปแทรกแซง งานดี ๆ จะเหลือน้อยลงโดยผลประโยชน์ตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับคนทำงานจะมาถึงตอนที่ AI ทำงานได้แทบไม่มีข้อผิดพลาด เพราะถึงจุดนั้นมันจะทำงานเองได้โดยไม่ต้องมีคนคอยตรวจ และบริษัทมีแรงจูงใจทางเศรษฐกิจทุกอย่างที่จะปล่อยให้เป็นแบบนั้น คำถามที่ตามมาคือระบบเศรษฐกิจที่ถูกสร้างขึ้นบนฐานของการจ้างงานจะเดินต่ออย่างไร ถ้าคนทำงานน้อยลงหรือทำงานน้อยชั่วโมงลง ในสังคมทุนนิยม การจ้างงานไม่ได้เป็นแค่ทางมาของเงิน แต่เป็นแหล่งศักดิ์ศรีและการเชื่อมโยงทางสังคมด้วย งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าการปิดโรงงานในบางพื้นที่ของสหรัฐฯ มีส่วนทำให้การเสียชีวิตจากการใช้ยาโอปิออยด์เกินขนาดเพิ่มขึ้น และแรงกดดันแบบเดียวกันกำลังจะเกิดกับคนทำงานทั้งสองกลุ่มพร้อมกันทั่วประเทศ
ข้อมูลวิธีสร้างระเบิด เชื้อโรคอันตราย หรือไวรัสคอมพิวเตอร์ อยู่บนอินเทอร์เน็ตมานานก่อน AI จะเข้าสู่กระแสหลัก สิ่งที่ AI เพิ่มเข้ามาคือทำให้การเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นและการลงมือทำจริงง่ายขึ้นมาก แม้แต่อาชญากรที่แทบไม่มีทักษะก็จะเล็งเป้าได้ทุกระดับ ตั้งแต่ตัวบุคคล บริษัท ไปจนถึงรัฐบาล ส่วนภัยที่คนทั่วไปจะสัมผัสได้ชัดที่สุดในชีวิตประจำวันคือการหลอกลวง ข้อมูลบิดเบือน ภาพและเสียงปลอมที่สร้างด้วย AI (Deepfake) และการสอดส่อง
ในฝั่งความมั่นคงไซเบอร์ Bill บอกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดเท่าที่รู้จักต่างหวาดหวั่นกับอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะฝ่ายโจมตีได้ความสามารถใหม่เร็วกว่าที่ฝ่ายป้องกันจะไล่อุดช่องโหว่ได้ทัน โมเดลตัวเดียวกันที่หาจุดบกพร่องในซอฟต์แวร์เพื่อให้บริษัทแก้ไข ก็ช่วยให้อาชญากรเจาะช่องนั้นได้เหมือนกัน ต้นทุนการโจมตีกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และยังไม่มีใครแยกความสามารถอันตรายออกจากการใช้งานปกติได้ โครงสร้างพื้นฐานที่เปราะบางมีตั้งแต่โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ระบบน้ำ ระบบไฟฟ้า ไปจนถึงระบบจ่ายสวัสดิการรัฐ เวลาสิ่งเหล่านี้ถูกโจมตี คนที่รับกรรมคือผู้ป่วย ลูกค้า และผู้รับสวัสดิการ
ตรรกะเดียวกันใช้กับชีวภาพ AI จะช่วยให้เกิดยาและวัคซีนที่ช่วยชีวิตคนได้จริง แต่ก็ทำให้การออกแบบโรคระบาดชนิดใหม่ที่อันตรายง่ายขึ้นด้วย และความสามารถด้านบวกกับด้านอันตรายแยกออกจากกันยาก
อีกด้านหนึ่ง เครื่องมือชุดเดียวกันจะรวมศูนย์อำนาจไปยังที่ที่มีอำนาจอยู่แล้ว ระบบอาวุธอัตโนมัติ (Autonomous Weapons) จะทำให้รัฐบาลใช้กำลังได้โดยไม่ต้องมีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจ การเฝ้าติดตามและชี้นำความคิดเห็นสาธารณะจะง่ายขึ้น ถูกลง และได้ผลมากขึ้น ปลายทางที่ Bill ทิ้งไว้คือความเสี่ยงที่อำนาจในการสร้างความเสียหายจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนหรือองค์กรอีกต่อไป เพราะระบบ AI เองก็เริ่มทำสิ่งที่ผู้ออกแบบไม่ได้ตั้งใจเป็นครั้งคราวแล้ว และเมื่อโมเดลทรงพลังขึ้น 'มันอาจเริ่มทำสิ่งที่ขัดกับผลประโยชน์ของเรา จนเราควบคุมไม่ได้'
ตอนโตขึ้นมาที่ซีแอตเทิล Bill เล่าว่าตัวเองแทบไม่มีเพื่อนนอกจากเด็กผู้ชายไม่กี่คนที่คล้าย ๆ กัน ต้องใช้ความพยายามอย่างมากและความช่วยเหลือจากแม่กว่าจะพัฒนาทักษะทางสังคมจนเข้ากับคนหลากหลายแบบได้ และบทเรียนชุดนั้นยังใช้อยู่จนวันนี้ที่อายุ 70 ปี คำถามที่ตามมาคือถ้าตอนนั้นมีเพื่อน AI อยู่ด้วย จะยังลงแรงขนาดนั้นไหม
เพื่อน AI พูดกับคนในแบบที่คนคนนั้นสบายใจอยู่แล้ว ไม่เคยผลักใครออกจากพื้นที่ปลอดภัย พร้อมคุยตลอดเวลา และไม่เคยโกรธ คุณสมบัติชุดนี้ทำให้มันเสพติดได้สูงและพรากบทเรียนที่มนุษย์ได้จากการเชื่อมโยงกับมนุษย์ด้วยกัน หลักฐานยังมีไม่มากและผลยังปนกันอยู่ แต่มีสัญญาณที่น่ากังวล งานศึกษาชิ้นหนึ่งของนักวิจัยจาก Stanford และ Carnegie Mellon ที่สำรวจผู้ใช้เพื่อน AI กว่า 1,100 คน พบว่าคนที่มีเครือข่ายทางสังคมเล็กที่สุดคือกลุ่มที่หันไปหาแชตบอตเพื่อความสัมพันธ์มากที่สุด และยิ่งใช้หนักและผูกพันทางอารมณ์มากเท่าไร ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้ยิ่งแย่ลง
Bill ยกข้อสังเกตจากหนังสือ The Anxious Generation ของ Jonathan Haidt ที่เปรียบเด็กกับต้นไม้อ่อน เด็กที่เจอความเสี่ยงเล็ก ๆ เป็นประจำจะโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่รับมือความเสี่ยงใหญ่ได้โดยไม่ตื่นตระหนก ส่วนเด็กที่โตในเรือนกระจกที่ถูกปกป้องอย่างดีบางคนกลับถูกความวิตกกังวลทำให้ทำอะไรไม่ได้ตั้งแต่ยังไม่โตเต็มที่ ข้อสังเกตนี้เขียนถึงโซเชียลมีเดีย แต่ Bill มองว่ายิ่งจริงกับ AI และเพื่อน AI ที่ออกแบบมาไม่ให้ทำให้ใครไม่พอใจเลย ก็คือเรือนกระจกหลังใหญ่นั่นเอง
หลายประเทศเริ่มขยับแล้ว ทั้งออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และนอร์เวย์ ออกมาตรการคุ้มครองเด็กบนโลกออนไลน์ ส่วนจีนไปไกลที่สุด ด้วยกฎที่จำกัดแอปเพื่อน AI ในวงกว้าง ห้ามการออกแบบที่สร้างการพึ่งพิงทางอารมณ์ และห้ามญาติเสมือนหรือคู่รักเสมือนสำหรับผู้เยาว์
อีกเรื่องที่ Bill กังวลคือการศึกษา เครื่องมือเดียวกันที่ทำให้คนเรียนรู้ได้มากกว่าที่เคย อาจทำให้คนจำนวนมากเรียนรู้น้อยลง ผลสำรวจเบื้องต้นชิ้นหนึ่งชี้ว่าการใช้ AI หนักสัมพันธ์กับการคิดเชิงวิพากษ์ที่ลดลง และผลนี้ชัดกว่าในกลุ่มคนอายุน้อย ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดที่มนุษย์จะสูญเสียทักษะนี้ เพราะเมื่อภาพและเสียงปลอมถูกปรับให้ตรงกับแต่ละคนได้ ความสามารถแยกจริงออกจากปลอมกลายเป็นทักษะจำเป็นในการใช้ชีวิต
Bill ไม่ได้ปิดประตูใส่เรื่องนี้ทั้งหมด บางกรณี AI อาจช่วยให้คนเข้าใจว่าจะทำให้ความสัมพันธ์กับมนุษย์ด้วยกันดีขึ้นได้อย่างไร และสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรือคนที่เคลื่อนไหวลำบาก มันอาจเป็นการติดต่อกับโลกภายนอกเพียงทางเดียวที่มี ซึ่งดีกว่าไม่มีอะไรเลย ประเด็นคือเส้นแบ่งจะอยู่ตรงไหน และเส้นนั้นต้องมาจากการตัดสินใจของมนุษย์เอง

Bill ชี้ว่าคนกำลังพลาดกันคนละทาง ฝั่งหนึ่งเห็นแต่ด้านบวกจนไม่มองด้านลบ อีกฝั่งจดจ่อกับอันตรายซึ่งมีอยู่จริงจนมองข้ามประโยชน์ที่เป็นไปได้ สิ่งที่ต้องมีคือทั้งสองอย่าง ความกังวลอย่างลึกซึ้งต่อผลเสียที่ต้องลดให้เหลือน้อยที่สุด และการมองโลกในแง่ดีอย่างมีเหตุมีผลต่อผลดีที่ต้องขยายให้ถึงทุกคน
การขยายผลดีสำคัญไม่แพ้การลดผลเสีย เพราะถ้าคนได้เห็นว่า AI ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นจริง มันจะสร้างความไว้วางใจสาธารณะที่จำเป็นต่อการจัดการช่วงเปลี่ยนผ่านส่วนที่ยาก แต่ถ้าสิ่งแรกที่ AI ทำในชีวิตคนส่วนใหญ่คือพรากงานไป คนที่คลางแคลงอยู่แล้วจะปฏิเสธมันทันที
ด้วยความสามารถในการสังเคราะห์องค์ความรู้จากทุกสาขา AI จะเร่งนวัตกรรมในโจทย์ยากที่สุดของโลก ทั้งพลังงานสะอาดที่เชื่อถือได้ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตอาหารให้พอ และการกำจัดโรค นักวิจัยที่ทำงานเรื่องการรักษามะเร็งหรือพลังงานนิวเคลียร์ใช้มันค้นวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาล จับรูปแบบที่คนอาจมองข้าม และเลือกได้ว่าการทดลองไหนน่าลงทุนที่สุด เมื่อสติปัญญาไม่ใช่ข้อจำกัดอีกต่อไป บริษัทเล็กจะแข่งกับองค์กรที่มีงบวิจัยและพัฒนา (R&D) มหาศาลได้
ในด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลขนาดเล็กในสหรัฐฯ จำนวนมากไม่มีแพทย์เฉพาะทางประจำที่วินิจฉัยผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันเวลา AI จะช่วยให้ภาวะหัวใจวายถูกจับได้ทัน และครอบครัวไม่ต้องแบกค่าใช้จ่ายก้อนโตจากเหตุฉุกเฉิน ตัวอย่างที่ Bill ยกคือ Viz.ai ที่วิเคราะห์ภาพสแกนเพื่อตรวจจับภาวะสมองขาดเลือดและภาวะฉุกเฉินอื่น พร้อมช่วยทีมแพทย์ประสานการดูแลผู้ป่วย ปัจจุบันมีใช้ในโรงพยาบาลสหรัฐฯ เกือบ 2,000 แห่ง นอกจากนี้ AI ยังช่วยแพทย์ประจำครอบครัววินิจฉัยได้แม่นขึ้น ติดตามผู้ป่วยนอกคลินิก และช่วยผู้ป่วยเข้าใจผลตรวจกับตารางกินยาที่ซับซ้อน
พื้นที่ที่ Bill บอกว่าจะเห็นผลเร็วที่สุดในประเทศรายได้น้อยและมักทำให้คนแปลกใจคือภาคเกษตร เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านี้ไม่ได้รับพยากรณ์อากาศที่เชื่อถือได้ ไม่มีคำแนะนำว่าควรปลูกเมล็ดพันธุ์อะไร จะป้องกันโรคในพืชและสัตว์อย่างไร หรือจะปรับปรุงดินแบบไหน เมื่อบวกกับจำนวนประชากรที่โตขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน คนกลุ่มนี้ต้องการความช่วยเหลือมากกว่าที่เคย และ AI จะทำให้เกษตรกรรายได้น้อยได้คำแนะนำที่ดีกว่าที่เกษตรกรรวยที่สุดได้รับในวันนี้
บริการภาครัฐคือพื้นที่ที่สาม Bill เล่าว่าเคยพบครอบครัวอเมริกันที่ท้อกับกระบวนการยื่นขอประกันสุขภาพ ทุนการศึกษา หรือความช่วยเหลือด้านอาหาร จนหลายคนคิดจะเลิกกลางคัน AI ช่วยย่นขั้นตอนเหล่านี้ได้มาก ทำให้คนได้รับความช่วยเหลือเร็วขึ้นและรัฐทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น เช่นเดียวกับด้านสุขภาพจิตที่ชุมชนส่วนใหญ่มีนักจิตวิทยา จิตแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเสพติดไม่พอ ถ้ามีมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ดีพอ เครื่องมือ AI จะช่วยให้คนสังเกตสัญญาณเตือนของตัวเองได้ แล้วส่งต่อไปยังการรักษาที่มีมนุษย์ร่วมดูแล
ในห้องเรียน AI จะปลดล็อกเวลาให้ครูไปทำงานกับนักเรียนแบบตัวต่อตัวหรือกลุ่มเล็กมากขึ้น และเห็นภาพชัดขึ้นว่าทั้งชั้นติดตรงไหน กุญแจอยู่ที่การออกแบบให้รักษาสิ่งที่นักวิจัยเรียกว่าการดิ้นรนที่ให้ผล (Productive Struggle) เอาไว้ ตอนนักเรียนเจอแนวคิดใหม่ครั้งแรก AI ให้คำอธิบายเต็มที่พร้อมทั้งคำถามและคำตอบ แต่ตอนตรวจความเข้าใจ มันต้องอมคำตอบไว้แล้วพาให้นักเรียนไปถึงคำตอบนั้นด้วยตัวเอง
สิ่งที่มีค่าที่สุดในสายตา Bill คือการคืนเวลาและสมาธิที่วันนี้หมดไปกับเอกสาร ระบบราชการ การตามหาข้อมูลที่เชื่อถือได้ และงานจิปาถะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินจ้างคนอื่นทำ ประโยชน์เหล่านี้อาจดูเล็ก แต่เมื่อคูณด้วยชีวิตคนหลายล้าน มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งหมดนี้ใช้คำว่า 'ทำได้' ไม่ใช่ 'จะเกิดขึ้นเอง' และการทำให้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยรัฐบาลกับภาคการกุศลเข้ามามีบทบาทหนัก
Gates Foundation เองเหลือเวลาอีก 19 ปีจากกรอบ 20 ปีที่จะใช้เงินก้อนสุดท้าย 2 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะใช้ AI เร่งการค้นพบวัคซีนและยาสำหรับ HIV วัณโรค มาลาเรีย และภาวะทุพโภชนาการ พร้อมช่วยให้บุคลากรสาธารณสุขและผู้ป่วยใช้เครื่องมือเหล่านั้นเป็น เป้าหมายหนึ่งคือลดจำนวนเด็กที่เสียชีวิตในแต่ละปีลงอีกครึ่งหนึ่ง แบบเดียวกับที่ทำได้ระหว่างปี 2000 ถึง 2024 อีกโจทย์ที่มูลนิธิให้ความสำคัญคือการผลักดันให้โมเดล AI ใช้งานได้ในภาษาของประเทศที่มูลนิธิทำงานด้วย ไม่ใช่เฉพาะภาษาที่ใช้กันในประเทศรายได้สูงและปานกลาง ซึ่งมีบริษัท AI ชั้นนำอย่าง OpenAI, Anthropic, Google และ Microsoft ร่วมเป็นพันธมิตร
ข้อแรกและสำคัญที่สุดคือการสร้างกลไกใหม่สำหรับจัดการช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งในระดับประเทศและระดับระหว่างประเทศ เพราะไม่มีสถาบันไหนที่มีอยู่ตอนนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือเทคโนโลยีที่แพร่เร็วและแตะชีวิตคนหลายด้านขนาดนี้ Bill เทียบขนาดงานว่าหลังเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน รัฐบาลสหรัฐฯ ผ่านการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายสิบปีเพียงเพื่อยกระดับภารกิจเดียวคือความมั่นคงแห่งชาติ แต่ AI จะกระทบทั้งความมั่นคง การจ้างงาน การศึกษา ภาษี พลังงาน การเลือกตั้ง น้ำและอากาศ สาธารณสุข ระบบการเงิน การบังคับใช้กฎหมาย การขนส่ง ที่ดินสาธารณะ และระบบไอทีพร้อมกัน
ปัญหาคือภาคส่วนเหล่านี้ทับซ้อนกันในแบบที่ระบบราชการเดิมไม่ได้ออกแบบมาให้จัดการ กระทรวงแรงงานอาจเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานแต่ไม่เข้าใจความเสี่ยงด้านความมั่นคง หน่วยงานกำกับธุรกิจอาจเข้าใจการกระจุกตัวของตลาดแต่ไม่เข้าใจผลกระทบต่อเด็กและวัยรุ่น ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ แต่ละหน่วยงานจะเห็นแค่ชิ้นส่วนเดียวของระบบ ขณะที่ผลของ AI จะกระเพื่อมไปทั้งระบบ และช่องโหว่อาจเกิดขึ้นเพียงเพราะไม่มีใครคิดว่าเป็นหน้าที่ของตัวเอง
ในระดับโลก Bill เสนอให้สร้างองค์กรระหว่างประเทศคู่ขนานกันไป โดยหยิบชิ้นส่วนจากกลไกที่มีอยู่แล้วมาผสม ทั้งระบบตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์ กฎระเบียบการบินระหว่างประเทศ และข้อตกลงปกป้องชั้นโอโซน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ กับจีนในระดับหนึ่งด้วย จุดเริ่มที่ทำได้ทันทีคือให้ผู้นำประเทศเรียกนักเศรษฐศาสตร์ นักเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน ผู้นำธุรกิจ และตัวคนทำงานเอง มาคุยกันสม่ำเสมอว่าสถาบันไหนกำลังล้มเหลวและต้องการอำนาจใหม่แบบไหน ส่วนประเทศที่เป็นที่ตั้งของผู้พัฒนา AI รายใหญ่และคุมห่วงโซ่อุปทานสำคัญ ควรเริ่มคุยกันตั้งแต่ตอนนี้ ก่อนที่แรงกดดันจากการแข่งขันจะทำให้ร่วมมือกันยากขึ้น
ข้อเสนอที่สองมาจากเรื่องส่วนตัว พ่อของ Bill เสียชีวิตด้วยโรคอัลไซเมอร์ในปี 2020 ช่วงท้ายของอาการมีผู้ดูแลมืออาชีพคอยดูแลทั้งวันทั้งคืน ผู้ดูแลกลุ่มนี้เข้าใจพ่อของ Bill แม้ในวันที่ผู้ป่วยสื่อสารความต้องการของตัวเองไม่ได้ บอกไม่ได้ด้วยซ้ำว่าหิว แต่คนดูแลรู้เสมอ Bill บอกว่าบางอย่างในการดูแลนั้นเป็นความเป็นมนุษย์ที่ไม่มีอะไรมาแทนได้ ไม่มีหุ่นยนต์ตัวไหนทำได้และไม่ควรทำ จากจุดนั้นจึงเกิดแนวคิดที่ Bill เรียกว่าพื้นที่สงวนสำหรับมนุษย์ (Human Reserved) เทียบได้กับเขตอนุรักษ์ธรรมชาติที่สร้างถนนหรืออาคารได้ แต่เลือกที่จะไม่สร้างเพราะสิ่งที่จะเสียไปนั้นมากเกินไป
การสงวนบางงานไว้ให้มนุษย์อาจมาจากเหตุผลทางเศรษฐกิจ เช่น เมื่อการปล่อยให้เครื่องจักรเข้ามาทำจะทำให้คนจำนวนมากที่เปลี่ยนงานไม่ได้ต้องตกงาน Bill ยกตัวอย่างว่าไม่มีใครบอกคนวัย 55 ที่ทำงานก่อสร้างมาทั้งชีวิตให้ไปทำงานในสถานดูแลผู้สูงอายุแล้วคาดหวังว่าจะมีความสุขกับมันได้ บางกรณีมาจากเหตุผลอื่น เช่น การให้หุ่นยนต์แจ้งข่าวร้ายว่าคนไข้เป็นโรคที่รักษาไม่หาย ซึ่งไม่มีข้อจำกัดทางเทคนิคใดห้ามไว้ แต่ก็ไม่ควรทำอยู่ดี ขอบเขตนี้จะเปลี่ยนไปตามเวลาและต่างกันไปในแต่ละประเทศ บางประเทศอาจยืนยันให้มนุษย์ดูแลผู้สูงอายุเท่านั้น ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งแรงงานหดตัวและคนหนุ่มสาวไม่พอ อาจยินดีต้อนรับหุ่นยนต์ผู้ดูแล คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือใครเป็นคนตัดสิน ใช้เกณฑ์อะไร จะกันไม่ให้บริษัทแอบใช้หุ่นยนต์อย่างไร และการค้าระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไรเมื่อประเทศหนึ่งให้หุ่นยนต์ผลิตแต่อีกประเทศไม่ให้
ข้อเสนอที่สามคือการรื้อสมดุลการเก็บภาษีระหว่างแรงงานกับทุน เมื่อคนทำงานน้อยลง รายได้ภาษีจะหดตัวพอดีกับจังหวะที่ความต้องการสวัสดิการพุ่งสูงสุด Bill จึงยืนยันข้อเสนอเดิมที่เคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อนและตอนนั้นถูกมองว่าเป็นความคิดประหลาด นั่นคือการเก็บภาษีโทเคน (Token) ของ AI และหุ่นยนต์ เหตุผลอยู่ที่โครงสร้างปัจจุบัน ถ้านายจ้างจ้างคน ต้องจ่ายภาษีจากค่าจ้าง แต่ถ้าซื้อหุ่นยนต์ กลับหักเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ทันที ระบบภาษีจึงผลักให้แทนคนด้วยเครื่องจักรอยู่กลาย ๆ ภาษีตัวนี้จะชะลอการเทออกจากแรงงานมนุษย์ลงเล็กน้อยและหาเงินมาทำระบบฝึกทักษะใหม่กับตาข่ายรองรับทางสังคมที่แข็งแรงขึ้น โดยต้องออกแบบให้ตรงจุดเพื่อไม่ให้ไปฉุดการใช้งานที่มีแต่ประโยชน์ เช่น การทำให้ยาและการศึกษาถูกลง ส่วนข้อโต้แย้งว่ามันไม่มีประสิทธิภาพในเชิงเศรษฐศาสตร์ Bill ตอบว่าคนวิจารณ์ไม่ได้นับคุณค่าของการมีงานทำต่อปัจเจกและสังคมเข้าไปด้วย และเมื่อนวัตกรรมถูกเร่งขนาดนี้ โลกก็พอจะจ่ายค่าความไม่มีประสิทธิภาพเล็กน้อยเพื่อรักษาการจ้างงานไว้ได้
ในวิดีโอที่เผยแพร่คู่กับบันทึก Bill ตอบคำถามที่ถูกถามมากที่สุดว่าทำไมถึงเขียนตอนนี้ เหตุผลแรกคือความก้าวหน้าของโมเดล AI ที่ทำให้ทึ่งกับความสามารถของมัน เหตุผลที่สองที่หนักกว่าคือความประหลาดใจที่แทบไม่เห็นการมีส่วนร่วมจากคนนอกอุตสาหกรรมในประเด็นที่กำลังจะตามมา
Bill ยอมรับในวิดีโอว่า ถ้าใครคุ้นกับบันทึกที่มองโลกในแง่ดี 100% ฉบับนี้จะต่างออกไป และหลายคนที่อ่านก็สังเกตว่านี่เป็นครั้งแรกที่ยอมรับว่าถ้าไม่ระวัง ผลลบอาจมากกว่าผลบวก สำหรับบางโจทย์ Bill บอกตรง ๆ ว่ายังไม่มีคำตอบครบ และมันต้องอาศัยความพยายามระดับโลก ซึ่งฟังดูเพ้อฝันแต่เป็นสิ่งที่จำเป็นจริง ๆ
มุมมองที่ Bill คิดว่าตัวเองพอจะเติมให้วงสนทนานี้ได้คือมุมจากงานมูลนิธิ เช่น การใช้ AI พัฒนาพืชผลให้เกษตรกรยากจนที่ต้องรับมือกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง หรือการหาเครื่องมือใหม่ที่ไม่ใช่แค่ลดแต่กำจัดมาลาเรียให้หมดไป และเมื่อเห็นสุญญากาศของการมีส่วนร่วมในเรื่อง AI Bill จึงรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องออกมาบอกความตกใจของตัวเอง เพราะคนที่ยังไม่กังวลเพราะคิดว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่มีวันดีพอ หรือคิดว่าอีกหลายชั่วอายุคนกว่าจะต้องเจอโจทย์เหล่านี้ พื้นเพทางเทคโนโลยีของ Bill บอกว่าไม่ใช่แบบนั้น และย้ำว่าสุดท้ายแล้วตัวเองควรเป็นเพียงหนึ่งในโฆษกอีกหลายพันคน
Bill ประกาศว่าจะใช้เสียงและเวลาของตัวเองผลักดันเรื่อง AI กับความเท่าเทียมขึ้นมาอยู่ในวาระสาธารณะ ทั้งการหยิบยกกับฝ่ายนิติบัญญัติทุกครั้งที่ไปวอชิงตัน ดี.ซี. การคุยกับผู้นำทั่วโลก และการวางเรื่องนี้ไว้กลางวงสนทนากับคนที่กำลังพัฒนาโมเดล AI ฝั่ง Gates Foundation จะผลักดันการใช้งานที่เป็นประโยชน์รวมถึงในแอฟริกา ส่วน Breakthrough Energy ที่ Bill ก่อตั้งจะใช้ AI ช่วยบริษัทต่าง ๆ พัฒนาพลังงานสะอาดราคาถูก
สารที่ Bill ส่งถึงผู้นำคือยังมีโอกาสลงมือก่อนที่การว่างงานจะพุ่ง ชุมชนจะบอบช้ำ และความไว้วางใจสาธารณะจะพังลง โดยต้องจัดการปัญหาแบบองค์รวมแทนที่จะซอยแบ่งไปตามอาณาจักรของแต่ละหน่วยงาน อีกเป้าหมายหนึ่งคือการขยายวงคนที่มีส่วนกำหนดทิศทางเรื่องนี้ให้กว้างขึ้น ทั้งคนทำงาน นักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน ผู้นำชุมชน ผู้นำทางศาสนาและองค์กรศาสนา พ่อแม่ และครู ซึ่งเป็นกลุ่มที่เสียงมักไม่ถูกได้ยินแต่เข้าใจดีว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะกระทบชีวิตคนอย่างไร
คำถามที่ Bill ทิ้งไว้ให้ทุกฝ่ายช่วยกันตอบมีสี่ข้อ คือจะทำอย่างไรให้ประโยชน์ของ AI ไปถึงคนที่ยังไม่มีทั้งความมั่งคั่ง อิทธิพล และการเข้าถึง จะเสริมตาข่ายรองรับทางสังคมและช่วยให้คนทำงานกับชุมชนอยู่รอดได้อย่างไรแม้ถูกแทนที่ สถาบันสาธารณะควรปรับตัวแบบไหน และมนุษย์จะรักษาความเป็นมนุษย์ไว้ได้อย่างไรตลอดกระบวนการนี้ ทั้งหมดสรุปรวบยอดด้วยประโยคเดียวว่า 'เทคโนโลยีที่ไม่เคยมีมาก่อนเรียกร้องการตอบสนองระดับโลกที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน'
Bill ระบุว่าจะเขียนถึงประเด็นย่อยแต่ละข้ออย่างละเอียดต่อไปเป็นระยะ รวมถึงรายละเอียดงานของมูลนิธิในรายงานประจำปี Goalkeepers ฉบับถัดไป
ที่มา: Gates Notes, Gates Notes บน YouTube
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด