Deep Tech อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจ และ AI อาจเป็นเพียงหนึ่งในตัวเร่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

Deep Tech

จากเวทีเสวนา ‘Deep Tech, Shallow Markets’ ประเด็นหลักที่ทุกคนหยิบยกขึ้นมาพูด คือตอนนี้โลกเรากำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติเทคโนโลยีครั้งใหม่จริงๆ หรือเป็นแค่กระแสเหมือนที่ผ่านๆ มา ซึ่งคำตอบจากทั้งฝั่งนักลงทุนและผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัปต่างก็ฟันธงตรงกันว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราวที่มาแล้วก็ไป แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างของจริงที่จะส่งผลกระทบและพลิกโฉมทั้งระบบเศรษฐกิจ ธุรกิจและสังคมไปอีกยาว 

ประเด็นที่คนพูดถึงกันเยอะคือตอนนี้ AI ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมประมวลผลภาษาธรรมดาๆ แล้ว แต่มันกำลังเก่งขยับขึ้นไปอีกขั้น คือสามารถลงมือทำและโต้ตอบได้ เพราะถ้าย้อนกลับไปเมื่อก่อนอินเทอร์เน็ตมีหน้าที่แค่เชื่อมคนเข้าหาข้อมูล แต่ AI ทุกวันนี้เปรียบเหมือนผู้ช่วยที่มาอัปเกรดความสามารถให้เราทำให้เราตัดสินใจเรื่องยากๆ ได้ดีขึ้น และรับมือกับงานที่ซับซ้อนได้แบบที่มนุษย์ไม่เคยทำได้มาก่อน

เพราะแบบนี้ผลกระทบของ AI เลยไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของคนทำงานออฟฟิศ แต่มันสะเทือนไปถึงภาพใหญ่ทั้งการบริหารองค์กร ภาคการผลิต ระบบขนส่งสินค้าไปจนถึงระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ ในวงเสวนาเขาเลยมองตรงกันว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ทำงานเดิมได้เร็วขึ้น แต่กำลังจะเปลี่ยนวิธีการทำงานในหลายอุตสาหกรรม ผ่านระบบอัตโนมัติที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล วางแผน และตัดสินใจบางเรื่องได้ด้วยตัวเอง

คลื่น AI รอบนี้ต่างจากรอบก่อนอย่างไร

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจคือ AI ในอดีตมีบทบาทหลักในการ ‘รับรู้’ และวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การจดจำภาพ การรู้จำเสียง หรือการประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก แต่ AI รุ่นใหม่กำลังก้าวไปอีกขั้น จากการวิเคราะห์ข้อมูลเพียงอย่างเดียว สู่การลงมือทำงานได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ปรับปรุงการทำงานของตัวเอง การตัดสินใจ หรือการควบคุมระบบต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ผู้ร่วมเสวนาหลายคนจึงมองว่า AI ในรอบนี้อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าการมาของอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟน เพราะไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการสื่อสารหรือการเข้าถึงข้อมูลเท่านั้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานและการดำเนินงานของระบบต่าง ๆ ทั้งหมด 

AI อาจไม่ใช่ทั้งหมดของ Deep Tech

แม้ช่วงนี้เราจะได้ยินเรื่อง AI กันบ่อย แต่ขอย้ำว่าคำว่า Deep Tech ไม่ได้หมายถึง AI เพียงอย่างเดียว Deep Tech คือเทคโนโลยีที่เกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีชีวภาพ พลังงานสะอาด ฟิวชัน หุ่นยนต์ หรือการผลิตขั้นสูง AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศนี้ และในหลายกรณี AI ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้ Deep Tech พัฒนาเร็วขึ้น ขณะที่ Deep Tech เองก็เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ AI ก้าวหน้าต่อไปได้ สำหรับนักลงทุนการจะประเมินบริษัท Deep Tech จึงไม่ได้ดูแค่กระแสของ AI แต่ต้องมองถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และความสามารถในการนำงานวิจัยออกสู่ตลาดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้จริงหรือไม่ 

นอจากนี้ผู้ร่วมเสวนาหลายคนมองตรงกันว่าธุรกิจกลุ่ม Deep Tech ไม่สามารถสร้างกำไรได้ในเวลาแค่ไม่กี่ปี เทคโนโลยีส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพัฒนา 10-15 ปีหรือนานกว่านั้นกว่าจะสมบูรณ์และถูกนำมาใช้งานจริงในวงกว้าง มีการยกตัวอย่างว่าขนาดคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กัน กว่าจะเห็นผลชัดเจนว่ามันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบเศรษฐกิจได้ก็ต้องกินเวลาหลายสิบปีและด้วยธรรมชาติที่ต้องใช้เวลานานขนาดนี้นักลงทุนที่ปกติมักจะคาดหวังผลตอบแทนในกรอบเวลา 5-7 ปี จึงอาจไม่เหมาะกับธุรกิจ Deep Tech เสมอไป ทำให้ปัจจุบันเราเริ่มเห็นกองทุนและรูปแบบการลงทุนใหม่ๆ ที่ตั้งใจเปิดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนเงินทุนระยะยาวให้กับธุรกิจกลุ่มนี้โดยเฉพาะมากขึ้น 

จีนกำลังเดินเกม AI คนละแบบกับสหรัฐฯ

อีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างระหว่างแนวทางของจีนและสหรัฐฯ ฝั่งสหรัฐฯ การลงทุนส่วนใหญ่ยังมุ่งไปที่บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ เช่น ผู้พัฒนาโมเดล AI ชิป หรือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขณะที่จีนให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าไม่ว่าจะเป็นการผลิต การขนส่ง การบริการหรือภาคพลังงาน

ผู้ร่วมเสวนาบางคนมองว่าจุดแข็งของจีนไม่ได้อยู่ที่การสร้างโมเดลขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการกระจายเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริงอย่างรวดเร็วและในเวลาเดียวกันจีนยังคงลงทุนในงานวิจัยพื้นฐานด้านแบตเตอรี่ พลังงานและเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ ควบคู่กันไป

และถ้าพูดถึงการลงทุนในยุค AI มีมุมมองหนึ่งที่ได้รับความสนใจ คือเมื่อก่อนถ้าใครเข้าถึงข้อมูลได้ก่อนอาจได้เปรียบ แต่ในโลกปัจจุบันข้อมูลกระจายตัวอย่างอย่างรวดเร็วและกว้าง ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI และข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ สิ่งที่สร้างความแตกต่างจึงไม่ใช่ข้อมูล แต่คือความสามารถในการตีความข้อมูล สร้างองค์ความรู้ มองเห็นโอกาสและนำความรู้นั้นไปลงมือทำจริงได้อย่างไรต่างหาก ซึ่งแม้ทุกคนจะใช้เครื่องมือ AI ชุดเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

AI ช่วยเร่งสร้างนวัตกรรม แต่ไม่แทนนักวิทยาศาสตร์

ในวงการชีววิทยาและการค้นคว้ายาผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่า AI จะสามารถช่วยเร่งกระบวนการวิจัย ลดต้นทุนและการเพิ่มโอกาสความสำเร็จได้ แต่อย่างไรก็ตาม AI ยังไม่สามารถทดแทนนักวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด เพราะการค้นพบยาใหม่ ๆ ยังต้องผ่านการทดลอง การทดสอบด้านความปลอดภัย การพิสูจน์ประสิทธิภาพและการรับรองจากหน่วยงานกำกับดูแล ทำให้ AI จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำงานได้เร็วขึ้นมากกว่าจะเข้ามาแทนที่งานของวิทยาศาสตร์โดยตรง

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่หลายคนคิด

อีกประเด็นที่หลายคนเห็นตรงกันคือกระบวนการนำ AI ไปใช้จริงอาจเกิดขึ้นเร็วกว่าเทคโนโลยีในอดีต เมื่อองค์กรหนึ่งเริ่มใช้ AI และได้เปรียบด้านต้นทุนหรือประสิทธิภาพคู่แข่งก็อาจมีแรงกดดันให้ต้องปรับตัวตาม วงจรนี้อาจทำให้การแพร่กระจายของ AI เร็วกว่าที่เคยเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีหลายยุคก่อนหน้า ยิ่ง AI สามารถพัฒนาตัวเอง ปรับปรุงกระบวนการทำงานและช่วยออกแบบสินค้าและบริการใหม่ ๆ ได้มาก ความได้เปรียบของผู้ที่เริ่มใช้งาน AI ก่อนก็อาจจะยิ่งสูงขึ้น

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ภาคการเงินทั่วโลกเหลือเวลาทดลอง AI ไม่นานแล้ว รายงาน WEF ชี้คลื่นลูกใหม่ย้ายจาก Pilot สู่การใช้จริงทั้งองค์กร

ตลาด AI ทั่วโลกกำลังจะมีมูลค่าเกิน 631,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2028 เม็ดเงินมหาศาลนี้สะท้อนจุดเปลี่ยนสำคัญของภาคการเงินทั้งโลก คือการย้ายจากยุคของการทดลองใช้ AI ในมุมเล็ก ๆ ไปสู่กา...

Responsive image

ฟรีแลนซ์ถูกเบี้ยวค่าจ้าง ใช้ 'ทนาย AI' ทวงคืนสำเร็จ Garfield AI ทนาย AI ตัวแรกที่ถูกกำกับตามกฎหมาย ชนะคดีจริงในศาลอังกฤษ

บริษัทกฎหมายที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอังกฤษ สร้างสิ่งที่อาจเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกของโลก ด้วยการชนะคดีในศาลโดยใช้ 'ทนาย AI' เตรียมคดีตั้งแต่ต้นจนจบ...

Responsive image

อนาคต AI และหุ่นยนต์ 2026 เมื่อเทคโนโลยีต้องวัดกันที่ "ความรู้สึก"

เจาะลึกเทรนด์อนาคต AI และหุ่นยนต์จากงาน Summer Davos 2026 เมื่อ Physical AI ไม่ได้วัดกันที่ความฉลาด แต่อยู่ที่การออกแบบให้เข้าถึง "ความรู้สึก" ของมนุษย์...