
ถ้าพูดถึง Nvidia ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือบริษัทผู้ผลิตการ์ดจอและชิปประมวลผล หรือ GPU ที่โมเดลธุรกิจปกติ คือ ขายของเสร็จ ได้เงิน แล้วจบไป
ทว่าในความเป็นจริง ตัวเลขมูลค่าบริษัทที่พุ่งทะลุ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่ได้มาจากแค่การผลิตชิปและขายเท่านั้น แต่เกิดจากการเปลี่ยนผ่านกลยุทธ์ครั้งใหญ่ของ Jensen Huang จนนักวิเคราะห์เรียก Nvidia ว่าเป็น ‘ธนาคารกลางแห่งวงการ AI’ เพราะบริษัทเข้าไปมีบทบาทคุมสภาพคล่อง อัดฉีดเงินทุน และรับประกันความเสี่ยงให้กับระบบนิเวศ AI ทั้งระบบ ไม่ต่างจากหน้าที่ของธนาคารกลางในโลกการเงิน
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการเปลี่ยนมุมมองต่อตัวสินค้า Nvidia ไม่ได้มองว่า GPU หรือชิปประมวลผลเป็นเพียงฮาร์ดแวร์ที่นับวันรอเสื่อมราคาอีกต่อไป แต่มองมันเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่สร้างรายได้ ซึ่งมีกลไกการทำกำไรและบริหารจัดการคล้ายคลึงกับตลาดอสังหาริมทรัพย์
การจะเข้าใจการทำงานของธนาคารกลาง Nvidia ต้องเริ่มจากการมองชิปประมวลผลใหม่ เพราะหัวใจสำคัญในกลยุทธ์ของ Nvidia คือการเปลี่ยนมุมมองต่อชิปประมวลผล จากเดิมที่เป็นเพียงฮาร์ดแวร์ขายขาด ให้กลายเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้และปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้ระยะยาว
Jensen Huang พยายามพิสูจน์ให้ตลาดและสถาบันการเงินเห็นว่า ชิปของ Nvidia มีความทนทาน และยังคงมูลค่าได้ดีแม้เวลาจะผ่านไปหลายปี
ตัวอย่างเช่น ชิปรุ่นเก๋าอย่าง A100 ที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2020 ยังคงมีสัญญาเช่ายาวไปจนถึงปี 2029 หรือชิปหลักอย่าง H100 ก็ยังมีอัตราค่าเช่าลดลงเพียงเล็กน้อย แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม เนื่องจากในภาวะที่กำลังการประมวลผลตึงตัว บริษัทเทคโนโลยียังมีความต้องการใช้งานชิปอย่างต่อเนื่องทั้งในงานฝึกฝนโมเดล และงาน Inference ทำให้สถาบันการเงินเริ่มเชื่อมั่นที่จะใช้ชิปเหล่านี้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันในการปล่อยกู้
สาเหตุสำคัญที่บีบให้ Nvidia ต้องผันตัวมาทำหน้าที่เหมือนธนาคาร เกิดจากปัญหา 2 ด้านที่เข้ามาพร้อมกัน
เมื่อลูกค้ารายใหม่อยากได้ชิปแต่ไม่มีเงินซื้อ และธนาคารไม่ยอมปล่อยกู้ Nvidia จึงตัดสินใจทำหน้าที่เป็นธนาคารเสียเอง เพื่อสร้างสภาพคล่องให้ลูกค้ามีเงินมาสั่งซื้อชิปของตน
เพื่อให้ลูกค้ารายใหม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อชิปได้ Nvidia จึงสร้างเครือข่ายความช่วยเหลือทางการเงินขึ้นมา 3 รูปแบบหลัก
การประกันรายได้ให้ลูกค้า Nvidia ตกลงกับกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหม่ว่า หากพวกเขานำชิปไปปล่อยเช่าประมวลผลแล้วได้รายได้ไม่เข้าเป้า Nvidia จะจ่ายเงินอุดหนุนส่วนต่างให้ และหากปล่อยเช่าไม่ได้จริง ๆ Nvidia จะการันตีรับซื้อกำลังการประมวลผลที่เหลือไว้เอง สัญญารับประกันรายได้ยาวนาน 6 ปีนี้ ทำให้ธนาคารมั่นใจและยอมปล่อยกู้ให้ลูกค้าเหล่านั้นนำเงินมาซื้อชิป Nvidia
การค้ำประกันหนี้สินในโครงการยักษ์ใหญ่ ในโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ที่จะให้ OpenAI เช่าใช้งาน Nvidia ได้ยื่นมือเข้าค้ำประกันสัญญาเช่าตึก ที่ดิน และสัญญาไฟฟ้ามูลค่าสูงถึง 105,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแลกกับการที่โครงการนั้นต้องซื้อและติดตั้งชิป Nvidia มากถึง 1.5 ล้านตัว
การดึงเงินทุนวอลล์สตรีทและไล่ซื้อหุ้นลูกค้า Nvidia จับมือกับ 6 สถาบันการเงินในวอลล์สตรีทเพื่อระดมทุนกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดย Nvidia รับหน้าที่ค้ำประกันมูลค่าซากของชิปไว้ให้ 25% หากอุปกรณ์เสื่อมราคา เพื่อให้นักลงทุนสบายใจที่จะปล่อยกู้ พร้อมกันนั้น Nvidia ยังไล่เข้าถือหุ้นในสตาร์ทอัพ AI หลายแห่ง เพื่อผูกมิตรให้บริษัทเหล่านี้กลับมาสั่งซื้อชิปของตนในระยะยาว
แต่แม้ว่ากลยุทธ์การเป็นธนาคารจะช่วยปั๊มยอดขายและดันมูลค่าบริษัทของ Nvidia ให้สูงลิบลิ่ว แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล เพราะปัจจุบัน Nvidia มีภาระผูกพันและการค้ำประกันทางการเงินที่ซ่อนอยู่นอกงบการเงินรวมกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นักวิเคราะห์เริ่มออกมาเตือนว่า สิ่งที่ Nvidia กำลังทำอยู่นั้นใกล้เคียงกับการสร้างอุปสงค์เทียมขึ้นมาเอง และมีรูปแบบคล้ายคลึงกับวิกฤต Dot-com ในช่วงปลายยุค 1990 ที่บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อย่าง Cisco เคยปล่อยกู้ให้ลูกค้ามาซื้ออุปกรณ์ของตนเอง แต่เมื่อความต้องการในตลาดชะลอตัวลง ลูกค้าเหล่านั้นก็ล้มละลายจนส่งผลกระทบกลับมาสร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผู้ผลิต
หากในอนาคต ความต้องการใช้งาน AI ไม่ได้เติบโตรวดเร็วอย่างที่ตลาดคาดหวัง หรือเกิดภาวะชิปเกินความต้องการจนราคาเช่าตกต่ำ สตาร์ทอัพเหล่านี้จะไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ และภาระค้ำประกันเกือบ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะถูกเรียกเก็บมาที่ Nvidia ทันที บริษัทจะต้องควักเงินจ่ายชดเชยรายได้และรับซื้อกำลังการประมวลผลที่ไม่มีใครใช้ ซึ่งจะย้อนกลับมาบั่นทอนกำไรและกระแสเงินสดอย่างรุนแรง
ยามที่อุตสาหกรรม AI ยังคงรุ่งเรือง กลยุทธ์นี้คือเครื่องยนต์อันทรงพลัง แต่สัญญาค้ำประกันเหล่านี้ก็เปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่นักลงทุนต้องตระหนัก เพราะยิ่ง Nvidia ดันยอดขายด้วยวิธีนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้เองในวันที่ตลาดเกิดการชะลอตัว
อ้างอิง: The Economist
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด