UMA สาร์ทอัปหุ่นยนต์ก่อตั้งโดยอดีตวิศวกรของ Elon Musk คนวางโครงข่ายประสาทตัวแรกให้ Optimus

ถ้าให้เดาว่าใครเข้าใจหุ่นยนต์ Optimus ของ Tesla ดีที่สุด หลายคนคงนึกถึง Elon Musk เป็นชื่อแรก แต่คนที่รู้จริงว่า Optimus เรียนรู้ยังไง ติดขัดตรงไหน กลับเป็นวิศวกรอีกคนที่แทบไม่มีใครรู้จักชื่อมาก่อน จนกระทั่งเขาลาออกมาตั้งบริษัทของตัวเอง

Rémi Cadène ใช้เวลา 3 ปีเต็มอยู่ในทีมที่สร้าง Optimus ขึ้นมาตั้งแต่บรรทัดโค้ดแรก เป็นคนวางโครงข่ายประสาทตัวแรกให้มันด้วยตัวเอง ก่อนจะย้ายไปคุมโปรเจกต์โอเพนซอร์สที่ Hugging Face จนกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่คนทำหุ่นยนต์ทั่วโลกใช้ร่วมกัน

ตอนนี้เขาเอาทุกอย่างที่สั่งสมมาตลอดทางนั้น มาเปิดบริษัทชื่อ UMA ขึ้นในปารีส ด้วยเป้าหมายที่ใหญ่ไม่แพ้ Tesla คือสร้างหุ่นยนต์ humanoid คู่แข่งของ Optimus ขึ้นมาเอง แล้วชายคนนี้คือใคร และบริษัทที่เขาสร้างขึ้นจะไปได้ไกลแค่ไหน บทความนี้ Techsauce จะมาเล่าให้ฟัง

Rémi Cadène คือใคร

Rémi Cadène เป็นวิศวกรสายดีปเทคตัวจริง เขาจบปริญญาเอกจาก Sorbonne และไปทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่ Brown University โปรไฟล์ที่ทำให้คนในวงการต้องหันมามองคือผลงานช่วงปี 2021-2024 ตอนที่อยู่กับ Tesla เขาไม่ได้ทำแค่ระบบ AI ให้ Autopilot แต่เป็นคนที่เขียนโค้ดโครงข่ายประสาท (Neural Network) ชุดแรกให้กับหุ่นยนต์ Optimus ด้วยตัวเอง

ก่อนจะออกมาตั้งบริษัท UMA เขาแวะไปเป็นหัวหน้าทีมโปรเจกต์ LeRobot ที่ Hugging Face มาก่อน โปรเจกต์นี้คือการทำระบบสอนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สให้คนเอาไปใช้ฟรี ผลคือมันเวิร์กมากจนกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักพัฒนาทั่วโลกหยิบไปใช้ การันตีด้วยยอดคนกดดาวบน GitHub ถึง 12,000 ดาว การเปิดเทคโนโลยีให้ทุกคนใช้ในวันนั้น ทำให้เขาได้คอนเนคชันระดับโลกกลับมาแบบเต็ม ๆ

พอเปิดบริษัทปุ๊บ คอนเนคชันที่ว่าก็ดึงดูดคนเก่ง ๆ ระดับท็อปมาช่วยทันที ไม่ว่าจะเป็น Yann LeCun (หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ AI ของ Meta) และ Thomas Wolf (ผู้ร่วมก่อตั้ง Hugging Face) ที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้ ส่วนทีมบริหารที่ดึงมาร่วมก่อตั้งก็เป็นคนในวงการที่เคยทำงานด้วยกันมาแล้ว

  • Simon Alibert (CTO) คนที่ร่วมปั้นโปรเจกต์ LeRobot มาด้วยกัน
  • Pierre Sermanet (Chief Science Officer) อดีตนักวิจัยจาก Google DeepMind
  • Robert Knight (Chief Robot Officer) คนออกแบบ SO-100 แขนหุ่นยนต์แบบโอเพนซอร์สที่ฮิตใช้กันแพร่หลาย

ด้วยโปรไฟล์และทีมงานระดับนี้ ทำให้ตอนเปิดระดมทุนรอบ Seed สตาร์ทอัพของเขาได้รับเงินสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุน VC ที่เชี่ยวชาญด้าน Deep Tech ในยุโรปโดยตรง ทั้ง Greycroft, Red River West, Kima Ventures และ Factorial แบบไม่ต้องพึ่งพาทุนจากฝั่งซิลิคอนแวลลีย์

ทำไมเลือกเดินออกมาแข่งสร้าง Humanoid

อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ Humanoid ในปี 2026 มีอัตราการแข่งขันสูงและขับเคลื่อนด้วยตัวเลขการใช้งานจริงในสายการผลิต

ปัจจุบัน Figure AI นำหุ่นยนต์ Figure 02 เข้าทำงานในโรงงาน BMW ที่ Spartanburg ซึ่งมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตรถยนต์ไปแล้วกว่า 30,000 คัน ฝั่ง Hyundai ก็ประกาศบูรณาการหุ่นยนต์ Atlas จาก Boston Dynamics จำนวน 25,000 ตัวเข้าสายการผลิตภายในปี 2028

ตลาดยุโรปยังคงขาดแคลนบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ ทั้งในแง่ของเม็ดเงินลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานการทดสอบระบบเมื่อเทียบกับสหรัฐอเมริกา นี่คือช่องว่างทางธุรกิจที่ Cadène ประเมินว่าเป็นโอกาสสำคัญ


จุดขายที่สร้างความแตกต่างให้ UMA คือกระบวนการเรียนรู้ของระบบปฏิบัติการ หุ่นยนต์รุ่น Northstar ใช้สถาปัตยกรรม Real-Time Learning Architecture แทนการเขียนโปรแกรมสั่งงานตามลำดับขั้นตอนแบบหุ่นยนต์อุตสาหกรรมดั้งเดิม Northstar จะเรียนรู้ผ่านการสังเกตการสาธิตของมนุษย์และฝึกฝนซ้ำ (Imitation Learning)

ตัวผลิตภัณฑ์ถูกออกแบบให้มีน้ำหนักเบาเพียง 40 กิโลกรัม เน้นโครงสร้างที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาเพื่อควบคุมต้นทุนการดำเนินงาน UMA เพิ่งนำ Northstar ไปเปิดตัวในงาน Machina Summit เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา พร้อมตั้งเป้านำเสนอ Proof-of-Concept ที่ใช้งานได้จริงภายในสิ้นปีนี้

ทำไมถึงเลือกยุโรปเป็นที่ตั้ง UMA

เหตุผลที่ UMA เลือกตั้งในยุโรปเป็นเพราะปัญหาโครงสร้างประชากรที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ทำให้หาคนทำงานยากและค่าจ้างก็แพงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากคว้าเงินทุนก้อนแรก (Seed Round) 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มาได้เมื่อเดือนธันวาคม 2025 บริษัทก็วางแผนผลิตหุ่นยนต์ 2 แบบหลัก ๆ คือ 

  1. หุ่นยนต์เคลื่อนที่แบบแขนคู่สำหรับใช้ในโกดังสินค้า
  2. หุ่นยนต์ไซส์กะทัดรัดสำหรับฝั่งโรงพยาบาลและสาธารณสุข

การแข่งขันในยุโรปมีความเข้มข้นไม่แพ้ภูมิภาคอื่น UMA ต้องประเมินการแข่งขันกับบริษัทคู่แข่งในพื้นที่อย่าง Neura Robotics และ Sereact ในเยอรมนี รวมถึง Genesis สตาร์ทอัพจากฝรั่งเศสที่มุ่งเป้าเจาะตลาดภาคสาธารณสุขเช่นเดียวกัน

ความท้าทายหลักในการประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์ คือการบริหารจัดการข้อกำหนดทางแรงงาน การนำหุ่นยนต์เข้าสู่ระบบการทำงานมักต้องเผชิญกับการเจรจากับสหภาพแรงงาน

กรณีศึกษาของ Hyundai ที่พบการต่อต้านจากพนักงานเกี่ยวกับการใช้งานหุ่นยนต์ Atlas (ซึ่งมีการประเมินต้นทุนไว้ที่ 145,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัว) เป็นข้อพิสูจน์ถึงความเสี่ยงนี้ สหภาพแรงงานในยุโรปมีอำนาจการต่อรองสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อแผนการริเริ่มโครงการนำร่องของ UMA

ปัจจุบัน UMA อยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้าระดับองค์กร 50 ราย ตัวชี้วัดความสำเร็จของบริษัทในระยะถัดไป คือการแปลงความเชี่ยวชาญทางวิศวกรรมระดับโลก ให้เป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจและการส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อใช้งานจริงในระดับสเกล เพื่อแข่งขันกับกลุ่มบริษัทที่ดำเนินการติดตั้งระบบในอุตสาหกรรมไปล่วงหน้าแล้ว

อ้างอิง: bloomberg, electrek.co, startupfortune, venturebeat, press.bmwgroup, newatlas, techtimes

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ใครต้องตัดสินว่าโมเดล AI ปลอดภัยพอที่จะปล่อยออกมา? ซีอีโอ DeepMind เสนอตั้งองค์กรมาตรฐาน AI ถอดแบบจาก FINRA ของวงการการเงิน

Demis Hassabis ซีอีโอ Google DeepMind เสนอตั้งองค์กรมาตรฐาน AI ถอดแบบ FINRA ให้อุตสาหกรรมลงขันกำกับกันเองภายใต้การหนุนหลังของรัฐ ทดสอบโมเดลระดับแนวหน้าก่อนเปิดตัว 30 วัน หลังการรีว...

Responsive image

Anthropic เปิดตัว Claude for Teachers AI ช่วยครูวางแผนการสอน เชื่อมหลักสูตรสหรัฐฯ ทั้ง 50 รัฐ

Anthropic เปิดตัว Claude for Teachers เครื่องมือ AI สำหรับครูระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมปลายในสหรัฐฯ ตัวระบบมาพร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยตอบโจทย์งานสอนแบบครบวงจร ตั้งแต่การช่วยวางแผนการสอน ปรั...

Responsive image

15 ปีบนเส้นทาง AI ของ Apple: จากวันที่ Steve Jobs โทรหา Siri สู่ชิป M7 ที่เกิดจากซากโปรเจกต์รถหมื่นล้าน

ย้อนเส้นทาง AI ของ Apple 15 ปี ตั้งแต่ดีลซื้อ Siri ของ Steve Jobs เช็กข่าวลือ Siri ผลงานคนไทยกับคดีสิทธิบัตร 24.9 ล้านดอลลาร์ โปรเจกต์ Apple Car ที่ถูกพับ ดีล Gemini กับ Google จนถ...