
เช้าวันหนึ่งต้นปี 2010 Dag Kittlaus ซีอีโอสตาร์ทอัพเล็ก ๆ แห่งหนึ่งใน Silicon Valley เกือบพลาดสายโทรศัพท์ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เพราะหน้าจอ iPhone ในมือดันค้างจนแทบกดรับไม่ทัน ปลายสายแนะนำตัวสั้น ๆ ว่าเขาคือ Steve Jobs และอยากชวนมาคุยที่บ้านในวันรุ่งขึ้น สตาร์ทอัพของ Dag Kittlaus ทำแอปผู้ช่วยเสียงที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่สัปดาห์ มันมีชื่อว่า Siri และสายโทรศัพท์สายนั้นได้กลายเป็นหมุดหมายแรกบนเส้นทาง AI ที่ Apple เดินมายาวนานกว่า 15 ปี
เส้นทางที่ว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มีทั้งดีลประวัติศาสตร์ที่ชิงมาจากมือค่ายคู่แข่ง คดีสิทธิบัตรที่มีชื่อนักวิจัยไทยเข้ามาเกี่ยว โปรเจกต์ลับที่เผาเงินนับหมื่นล้านดอลลาร์ก่อนล้มกลางทาง และวิกฤตศรัทธาที่บีบให้ต้องจับมือกับคู่แข่งตลอดกาล กระทั่งล่าสุด Bloomberg รายงานว่าชิป M7 และ M8 ในอนาคตของ Apple จะถูกออกแบบโดยเน้นประสิทธิภาพ AI เป็นหัวใจหลัก บนรากฐานงานวิจัยจากโปรเจกต์รถยนต์ไร้คนขับที่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 2024
จุดตั้งต้น AI ของ Apple ไม่ได้เกิดในห้องแล็บของบริษัทเอง แต่เกิดในห้องแล็บของกองทัพสหรัฐฯ ราวปี 2003 หน่วยงานวิจัยกลาโหม Defense Advanced Research Projects Agency (DARPA) อัดฉีดงบ 150 ล้านดอลลาร์ให้สถาบันวิจัย SRI International ทำโครงการ CALO (Cognitive Assistant that Learns and Organizes) เพื่อสร้างผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับบุคลากรทางทหาร โครงการนี้กินเวลา 5 ปี ระดมนักวิจัยหลายร้อยคน และถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในโครงการวิจัย AI ขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกาขณะนั้น
ปลายปี 2007 SRI International ตัดสินใจแยกเทคโนโลยีนี้ออกมาตั้งเป็นบริษัท ชื่อ Siri Inc. นำทีมโดย Dag Kittlaus, Adam Cheyer และ Tom Gruber ก่อนเปิดตัว Siri เป็นแอปบน iOS ในเดือนกุมภาพันธ์ 2010 ซึ่งทำอะไรได้มากกว่าผู้ช่วยเสียงทั่วไปในยุคนั้น ทั้งจองร้านอาหาร เรียกแท็กซี่ และซื้อตั๋วหนังผ่านการสั่งงานด้วยภาษาธรรมชาติ
ที่หลายคนอาจไม่รู้คือ Siri เกือบไม่ได้เป็นของ Apple เพราะ HuffPost รายงานเบื้องหลังไว้ว่าช่วงปลายปี 2009 Siri Inc. เซ็นสัญญากับ Verizon ไปแล้วเรียบร้อย เพื่อให้ Siri เป็นแอปติดเครื่องบนสมาร์ทโฟน Android ที่จะวางขายในปีถัดมา กระทั่งเกิดสายโทรศัพท์จาก Steve Jobs ตามด้วยวงสนทนาที่บ้านของเขาในเมือง Palo Alto ยาวนานถึงสามชั่วโมง ว่ากันด้วยอนาคตของการสนทนาระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
เดือนเมษายน 2010 Apple ปิดดีลซื้อกิจการด้วยมูลค่าที่รายงานกันว่าราว 200 ล้านดอลลาร์ พร้อมเงื่อนไขสำคัญคือ Siri ต้องเป็นของ Apple แต่เพียงผู้เดียว สัญญากับ Verizon และแผนลง Android ถูกฉีกทิ้งทั้งหมด ก่อนที่ Siri จะกลับมาอีกครั้งในฐานะฟีเจอร์เรือธงของ iPhone 4S เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2011 เพียงหนึ่งวันก่อน Steve Jobs จากไป และกลายเป็นผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะรายแรกที่มาพร้อมสมาร์ทโฟนกระแสหลักของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่

เมื่อพูดถึงจุดกำเนิดของ Siri มีเรื่องหนึ่งที่แชร์กันในโลกออนไลน์ไทยมานานว่า 'Siri เป็นผลงานที่คนไทยคิดค้น และฝรั่งต้องยอมจ่ายเงินหลายร้อยล้านบาทเพื่อซื้อไปใช้' เรื่องนี้มีเค้าโครงจากเหตุการณ์จริง แต่รายละเอียดที่แชร์กันคลาดเคลื่อนไปมาก
ข้อเท็จจริงคือ รศ.ดร.วีระ บุญจริง อาจารย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เคยเป็นผู้ประดิษฐ์ร่วมในสิทธิบัตรสหรัฐฯ หมายเลข 7,177,798 ว่าด้วยส่วนต่อประสานภาษาธรรมชาติ (Natural Language Interface) ร่วมกับศาสตราจารย์ Cheng Hsu อาจารย์ที่ปรึกษา สมัยเรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Rensselaer Polytechnic Institute (RPI) ในสหรัฐฯ โดยสิทธิบัตรนี้จดทะเบียนสำเร็จในปี 2007 ก่อน Siri เปิดตัวเป็นแอปหลายปี และตามธรรมเนียมของมหาวิทยาลัยอเมริกัน กรรมสิทธิ์ในสิทธิบัตรตกเป็นของ RPI ไม่ใช่ของตัวนักวิจัย
ต่อมาในปี 2012 บริษัท Dynamic Advances ซึ่งถือสิทธิ์ใช้งานสิทธิบัตรนี้แต่เพียงผู้เดียวจาก RPI ยื่นฟ้อง Apple ว่า Siri ละเมิดสิทธิบัตรดังกล่าว คดียืดเยื้อจนถึงเดือนเมษายน 2016 Engadget และ 9to5Mac รายงานตรงกันว่า Apple ยอมจ่าย 24.9 ล้านดอลลาร์ หรือราว 800-900 ล้านบาทในอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น เพื่อยุติคดีก่อนขึ้นศาล แลกกับการใช้ Siri ต่อได้และหลักประกันว่าจะไม่ถูกฟ้องด้วยสิทธิบัตรเดิมอีกเป็นเวลาสามปี
เกร็ดที่สะท้อนว่าเรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดแค่กับไทยคือ Apple เคยเจอข้อพิพาททำนองเดียวกันในจีน เมื่อบริษัท Zhizhen Network Technology ฟ้องว่า Siri ละเมิดสิทธิบัตรแชตบอต 'Xiao i Robot' ของตน ซึ่ง IndustryWeek รายงานว่า Apple ต่อสู้ว่าเทคโนโลยีเบื้องหลังต่างกันโดยสิ้นเชิง ความสำเร็จระดับโลกของ Siri ทำให้มันกลายเป็นสนามของการเคลมสิทธิบัตรจากทั่วทุกทิศนั่นเอง

ราวปี 2014 Apple เริ่มโปรเจกต์ลับที่รู้จักกันในชื่อ Project Titan หรือ Apple Car โดยตั้งเป้าทะเยอทะยานถึงขั้นสร้างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเต็มรูปแบบระดับ 5 (Level 5 Autonomy) ที่ไม่ต้องมีมนุษย์ควบคุมเลย ตลอดอายุโปรเจกต์ Apple ทุ่มเงินไปมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์
สัญญาณว่านี่ไม่ใช่แค่โปรเจกต์รถปรากฏชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2017 เมื่อ Tim Cook ให้สัมภาษณ์แบบผิดวิสัยของ Apple ที่ปกติไม่พูดถึงแผนอนาคต โดยระบุว่าบริษัทกำลังโฟกัสที่ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับเป็นเพียงหนึ่งในเป้าหมายการใช้งาน พร้อมประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า 'เรามองมันเป็นแม่ของโปรเจกต์ AI ทั้งปวง และน่าจะเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ AI ที่ทำยากที่สุด' คำพูดนั้นเกิดขึ้นก่อน ChatGPT เปิดตัวราวครึ่งทศวรรษ
ปีเดียวกันนั้นเอง Apple ยังฝังชิ้นส่วนสำคัญลงในมือผู้ใช้ทั่วโลกแบบเงียบ ๆ นั่นคือ Neural Engine หน่วยประมวลผล AI เฉพาะทางที่เปิดตัวครั้งแรกในชิป A11 Bionic ของ iPhone X เพื่อขับเคลื่อน Face ID ซึ่ง Digital Trends ชี้ว่าเทคโนโลยีนี้มีรากมาจากโจทย์เดียวกับรถยนต์ไร้คนขับ คือ 'การประมวลผลงาน AI ปริมาณมหาศาลบนตัวอุปกรณ์แบบเรียลไทม์' ปัจจุบัน Neural Engine ฝังอยู่ในชิปของอุปกรณ์ Apple แทบทุกรุ่น รวมถึง Mac ทุกเครื่องที่ใช้ Apple Silicon ตั้งแต่ปี 2020
ต่อมาในปี 2018 Apple ดึงตัว John Giannandrea อดีตหัวหน้าฝ่ายค้นหาและ AI ของ Google มานั่งคุมงาน AI ทั้งหมด เพียงแต่ Apple มักเรียกงานสายนี้ว่า Machine Learning มาตลอด จนอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สรุปกันไปเองว่า Apple ตกขบวน AI
เดือนกุมภาพันธ์ 2024 Apple ประกาศยกเลิกโปรเจกต์รถยนต์หลังเดินทางมาสิบปี ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่านี่คือความล้มเหลวราคาแพงที่สุดของบริษัท แต่จุดที่หลายคนมองข้ามคือพนักงานจำนวนมากไม่ได้ถูกปลด หากถูกโยกไปเสริมทีม AI ภายใต้ John Giannandrea แทน
สี่เดือนถัดมาในงาน WWDC 2024 Apple เปิดตัว Apple Intelligence ชุดความสามารถ AI ที่ผสานเข้ากับ iPhone, iPad และ Mac อย่างเป็นทางการ เหมือนบริษัทกำลังเข้าสู่สนาม Generative AI เต็มตัว ทว่าเรื่องราวหลังจากนั้นไม่สวยงามอย่างที่โฆษณาไว้
Apple Intelligence เปิดตัวมาแบบไม่เปรี้ยงตามคาด ฟีเจอร์ทยอยมาช้า ส่วน Siri โฉมใหม่ที่สัญญาว่าจะเข้าใจบริบทส่วนตัวของผู้ใช้ก็ถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดในเดือนมีนาคม 2025 จนกลายเป็นวิกฤตศรัทธาครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของบริษัท
AppleInsider รายงานเบื้องหลังว่าผู้บริหารระดับสูงต้องเปิดประชุมใหญ่ตั้งแต่ต้นปี 2025 เพื่อหาทางกู้สถานการณ์ เมื่อ Tim Cook เริ่มหมดความเชื่อมั่นในการนำทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของ John Giannandrea ผลลัพธ์คือการรื้อโครงสร้างครั้งใหญ่ในเดือนมีนาคม 2025 ตามรายงานของ Bloomberg โดย Mike Rockwell ผู้ปั้น Vision Pro ถูกดึงมาคุมทีม Siri แทน และรายงานตรงต่อ Craig Federighi หัวหน้าฝ่ายซอฟต์แวร์ ขณะที่ John Giannandrea ยังดูแลงานวิจัย AI ในภาพกว้าง ก่อนจะถอยออกจากบทบาทในเวลาต่อมา
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในเดือนพฤศจิกายน 2025 เมื่อ Bloomberg รายงานว่า Apple ตกลงจ่ายเงินให้ Google ราว 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี เพื่อใช้โมเดล Gemini เวอร์ชันพิเศษขนาด 1.2 ล้านล้านพารามิเตอร์มาขับเคลื่อน Siri โฉมใหม่ เทียบกับโมเดลบนคลาวด์ของ Apple เองที่มีเพียง 150,000 ล้านพารามิเตอร์ โดยวางเป็นทางออกชั่วคราวระหว่างรอโมเดลของตัวเองแข็งแรงพอ นับเป็นภาพที่ย้อนแย้งอย่างมีนัยยะ เพราะ 15 ปีก่อน Apple คือฝ่ายที่แย่ง Siri มาจากมือของค่าย Android ได้สำเร็จ
ผลงานปรากฏในงาน WWDC 2026 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา เมื่อ Apple เปิดตัว 'Siri AI' ผู้ช่วยที่ถูกสร้างใหม่ทั้งหมด ฉลาดขึ้น คุยเป็นธรรมชาติขึ้น มีแอปแยกของตัวเอง และเข้าใจบริบทส่วนตัวข้ามแอปได้จริงเสียที ระบบเบื้องหลังใช้การจัดเส้นทางสามชั้น คืองานง่ายประมวลผลบนอุปกรณ์ด้วยโมเดลของ Apple เอง งานซับซ้อนปานกลางส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ Private Cloud Compute และงานหนักสุดจึงวิ่งไปหา Gemini บน Google Cloud

ตามรายงานจากจดหมายข่าว Power On ของ Mark Gurman แห่ง Bloomberg ระบุว่า AI กำลังเขียนโรดแมปชิป Mac ใหม่ทั้งกระดาน Apple ตัดสินใจข้ามชิป M6 Pro, M6 Max และ M6 Ultra ไปเลย นับเป็นครั้งแรกที่แหกแพตเทิร์นการออกชิปนับตั้งแต่ยุคเปลี่ยนผ่านจาก Intel โดยจะมีเพียง M6 รุ่นพื้นฐานช่วงปลายปี 2026 เพราะประเมินว่าการอัปเกรดหน่วยประมวลผลด้าน AI ใน M7 สำคัญเกินกว่าจะรอ ถึงขั้นเริ่มสรุปแบบชิปขั้นสุดท้าย (Tape-out) ของ M7 เพียง 6 เดือนหลัง M6
ตามไทม์ไลน์ที่ MacRumors สรุปจากรายงานเดียวกัน ชิป M7 รุ่นพื้นฐานจะมาในครึ่งแรกของปี 2027 ตามด้วย M7 Pro และ M7 Max ปลายปี 2027 ส่วน M7 Ultra ในปี 2028 จะรองรับหน่วยความจำรวม (Unified Memory) สูงสุด 1.5TB และอาจถูกใช้ขับเคลื่อนเซิร์ฟเวอร์ Apple Intelligence ตั้งแต่ปี 2029 ถัดไปคือ M8 โค้ดเนม 'Soko' ที่จะผลิตบนกระบวนการ 1.4 นาโนเมตรของ TSMC ภายในปี 2028
หัวใจของรายงานนี้คือการยืนยันว่าการออกแบบชิปยุคใหม่เหล่านี้ต่อยอดมาจากงานวิจัย Apple Car โดยตรง ตามที่ AppleInsider สรุปไว้ว่าเงินหมื่นล้านดอลลาร์ก้อนนั้นไม่ได้สูญเปล่า และสอดคล้องกับที่ Mark Gurman มองว่า 'AI ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์หนึ่งที่ชิปของ Apple ต้องรองรับอีกต่อไป แต่กำลังกำหนดทั้งวิธีออกแบบผลิตภัณฑ์และจังหวะเวลาที่สินค้าจะออกสู่ตลาด'
มองย้อนกลับไปตลอด 15 ปี เส้นทาง AI ของ Apple ไม่ใช่เส้นตรง มีทั้งการซื้อกิจการที่มาก่อนกาล คดีความที่ต้องจ่ายเพื่อจบ โปรเจกต์ที่ล้มกลางทาง และการยอมพึ่งพาคู่แข่งชั่วคราว แต่ทุกบทเรียนกำลังถูกหลอมรวมเข้าไปในซิลิคอนของชิป M7 และ M8 ซึ่งต้องรอพิสูจน์กันจริง ๆ ในปี 2027 ว่ามรดกจาก 'แม่ของโปรเจกต์ AI ทั้งปวง' จะพา Apple กลับมานำในสนามนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้แผนการชิปทั้งหมดยังเป็นรายงานจากแหล่งข่าววงในที่ Apple ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ
ที่มา: AppleInsider, Bloomberg, MacRumors, SRI International, HuffPost, CNN, Engadget, 9to5Mac, Google Patents, IndustryWeek, Bloomberg (Siri-Gemini), Bloomberg (ปรับโครงสร้าง Siri), TechCrunch, Digital Trends
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด