35 ปีไทยในฐานะเจ้าภาพ IMF ปี 2534 สู่โอลิมปิกการเงินโลก 2569

เช้าวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม 2569 ประตูศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) เตรียมเปิดต้อนรับผู้แทนจาก 191 ประเทศ พร้อมยอดลงทะเบียนเฉียด 17,000 คน ตั้งแต่รัฐมนตรีการคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ไปจนถึงนักลงทุนระดับโลกและสื่อมวลชนชั้นนำ ที่มารวมตัวกันในอีเวนต์ระดับแม่เหล็กที่เรียกกันว่า "โอลิมปิกการเงินโลก"

ทว่าความพิเศษของการจัดงานในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขผู้เข้าร่วม แต่มันคือการย้อนรอยประวัติศาสตร์กลับไป ณ จุดเริ่มต้นเมื่อ 35 ปีก่อน

ย้อนกลับไปในปี 2532 ประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ครั้งที่ 46 แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของโจทย์หินระดับประเทศ เพราะเจ้าภาพต้องมีห้องประชุมขนาด 2,000 ที่นั่ง พร้อมพื้นที่สำนักงานให้ทั้งสององค์กรย้ายมาทำงานได้ราวสองสัปดาห์ และกรุงเทพฯ ในยุคนั้นยังไม่มีศูนย์ประชุมแห่งไหนที่พร้อมตามข้อกำหนดนี้

รัฐบาลไทยในขณะนั้นจึงตัดสินใจแก้เกมด้วยการสร้างศูนย์ประชุมแห่งใหม่ขึ้นมาทั้งหลัง โดยเลือกใช้พื้นที่โรงงานยาสูบเก่าริมถนนรัชดาภิเษก เดิมทีโครงการนี้วางแผนไว้ว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 20 เดือน แต่ศูนย์สิริกิติ์กลับสร้างเสร็จในเวลาเพียง 16 เดือน แม้ระหว่างทางจะเกิดความผันผวนทางการเมืองอย่างการรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2534 ก็ตาม

วันที่ 29 สิงหาคม 2534 อาคารแห่งนี้ได้รับพระราชทานชื่อว่า "ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์" กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่พร้อมรับงานใหญ่ระดับโลกทันที

บทเรียนของเมืองหลวงในรอบ 35 ปี

ตุลาคม 2534 ผู้แทนกว่า 10,000 คน จากกว่า 160 ประเทศ เริ่มทยอยลงเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวของกรุงเทพฯ ในเวลานั้น

แต่บททดสอบที่แท้จริงของเหล่าผู้แทนไม่ได้อยู่ที่ดอนเมือง หากแต่อยู่บนท้องถนน กรุงเทพฯ ยุคนั้นยังไม่มีทั้ง BTS หรือ MRT ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ตอนนั้นกลายเป็นสิ่งที่สื่อต่างชาติหยิบไปรายงาน จนรัฐบาลไทยในยุคนั้นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการประกาศวันหยุดพิเศษ 2 วัน เพื่อให้ขบวนรถของผู้แทนเดินทางได้สะดวก

ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ในเดือนตุลาคม 2569 แม้รัฐบาลจะยังคงประกาศวันหยุดพิเศษในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พร้อมให้หน่วยงานราชการในกรุงเทพฯ ทำงานจากบ้าน (WFH) อีก 3 วัน แต่สิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงคือ การมีแผนสำรองของระบบขนส่งเมือง

หากเกิดเหตุสุดวิสัยอย่างฝนตกหนักจนน้ำท่วมขังสูงถึง 50 เซนติเมตร ผู้นำการเงินระดับโลกก็พร้อมจะก้าวลงจากรถยนต์แล้วเปลี่ยนมานั่งระบบขนส่งทางราง ทั้ง BTS และ MRT โดย MRT มีสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่เชื่อมเข้าสู่ตัวศูนย์ประชุมได้โดยตรง ตาข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่มีอยู่เลยเมื่อ 35 ปีก่อน วันนี้ได้กลายเป็นกระดูกสันหลังสำคัญในการรองรับงานระดับโลก

จากยุคสิ้นสุดสงครามเย็น สู่ยุค AI และหนี้สาธารณะ

บนเวทีใหญ่ปี 2534 Lewis Preston ประธานธนาคารโลกที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ใช้กรุงเทพฯ เป็นเวทีแรกในการขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ประจำปีในฐานะผู้นำองค์กร เขาเน้นย้ำถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งมิติการเมือง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

เบื้องหลังสุนทรพจน์นั้นคือโลกที่กำลังพลิกหน้าประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลากว่า 40 ปีของสงครามเย็น โลกถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และฝั่งที่มีสหภาพโซเวียตเป็นแกนหลัก แม้ทั้งสองฝ่ายไม่ได้สู้รบกันโดยตรง แต่ก็สะสมอาวุธนิวเคลียร์และแข่งขันกันขยายอิทธิพลไปทั่วทุกมุมโลก

สหภาพโซเวียตเคยส่งตัวแทนไปร่วมประชุมก่อตั้ง IMF และธนาคารโลกที่ Bretton Woods ในปี 2487 แต่สุดท้ายตัดสินใจไม่เข้าเป็นสมาชิก และอยู่นอกระบบนี้มาเกือบครึ่งศตวรรษ ทำให้สองสถาบันนี้ถูกมองว่าเป็นเวทีของฝั่งตะวันตกเป็นหลักตลอดยุคสงครามเย็น

ช่วงปลายสงครามเย็น ประตูบานนั้นเริ่มแง้มออก ปี 2533 โซเวียตส่งคณะเล็กๆ ไปร่วมการประชุมประจำปีที่วอชิงตันในฐานะแขกรับเชิญพิเศษ และในปี 2534 ประตูก็เปิดกว้างขึ้นอีกขั้น เพียง 10 วันก่อนการประชุมที่กรุงเทพฯ จะเริ่ม Mikhail Gorbachev ผู้นำโซเวียต เพิ่งเซ็นข้อตกลงสถานะพิเศษกับ IMFที่กรุงมอสโก ซึ่งแม้จะยังไม่ได้เป็นสมาชิกเต็มตัว แต่ก็นับเป็นการเปิดทางให้ผู้เชี่ยวชาญของ IMF เข้าไปให้คำปรึกษาเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ภาพผู้แทนจากสหภาพโซเวียตที่นั่งอยู่ภายในห้องประชุมศูนย์สิริกิติ์ปี 2534 จึงเป็นภาพที่สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปจริงๆ คณะผู้แทนนั้นนำโดย Grigory Yavlinsky นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มวัย 39 ปี ผู้อยู่เบื้องหลังแผนปฏิรูปเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่รัฐวางแผนจากส่วนกลางไปสู่ระบบตลาด พร้อมข้อเสนอขอความช่วยเหลือทางการเงินจากชาติตะวันตกแลกกับการยกเครื่องประเทศอย่างถอนรากถอนโคน

ทว่าไม่มีใครในห้องประชุมวันนั้นคาดคิดว่า อีกเพียงสองเดือนครึ่งถัดมา ในวันที่ 25 ธันวาคม 2534 Gorbachev จะประกาศลาออก และสหภาพโซเวียตจะล่มสลายแตกออกเป็น 15 ประเทศ หลังจากนั้นรัสเซียและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก็ทยอยสมัครเข้าเป็นสมาชิก IMF จากองค์กรที่มีสมาชิก 155 ประเทศในวันนั้น จึงขยายกลายเป็นองค์กรการเงินของคนทั้งโลกที่มีสมาชิก 191 ประเทศในปัจจุบัน

ตัดภาพกลับมาที่ยุคปัจจุบัน วาระสำคัญของโลกได้หมุนเวียนไปสู่โจทย์ใหม่ ก่อนการประชุมที่กรุงเทพฯ ไม่กี่วัน Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวปาฐกถาเปิดฉากที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ชี้ให้เห็นถึงแรงกระแทกสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในตอนนี้ ได้แก่

  • การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ที่อาจกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการเติบโต แต่ก็อาจถ่างความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ
  • ราคาพลังงานที่อาจอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570
  • หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

คำว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ Preston เคยกล่าวไว้อย่างกว้างๆ บนเวทีที่กรุงเทพฯ เมื่อ 35 ปีก่อน บัดนี้ได้ก่อร่างสร้างตัวจนมีชื่อเรียกที่ชัดเจน และกลายเป็นความท้าทายหลักที่ทุกประเทศต้องร่วมกันรับมือในยุคนี้

เมื่อไทยไม่ได้เป็นแค่ดาวรุ่ง แต่เป็นผู้ร่วมกำหนดกรอบนโยบาย

ฉากประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังที่สุดฉากหนึ่งจากปี 2534 คือตอนที่อานันท์ ปันยารชุน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในฐานะเจ้าภาพ ท่ามกลางสายตาของโลกที่มองไทยเป็นดาวรุ่งดวงใหม่แห่งเอเชีย จากตัวเลข GDP ที่โตเกิน 10% ติดต่อกัน 3 ปีก่อนหน้านั้น

สำนักข่าวระดับโลกอย่าง Reuters และ New York Times หยิบไปรายงาน กลับไม่ได้พูดถึงแค่ตัวเลขการเติบโตอันหรูหรา แต่ทิ้งใจความสำคัญเอาไว้ว่า การพัฒนาไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขและสถิติ แต่ต้องมีใบหน้าของมนุษย์

ประโยคนั้นสะท้อนความจริงว่า ในวันที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยพุ่งสูง คนไทยราว 1 ใน 4 ยังคงอยู่ในภาวะยากจน และคนกรุงเทพฯ ราว 1 ใน 5 ยังต้องอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด

ตลอด 35 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยผ่านความผันผวนและบทเรียนสำคัญมาหลายครั้ง โดยเฉพาะวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ที่ทำให้ไทยต้องเข้าโปรแกรมความช่วยเหลือของ IMF ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวและชำระเงินกู้คืนครบเร็วกว่ากำหนด 2 ปีในปี 2546

การกลับมาเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ บทบาทของไทยจึงต่างไปจากเดิม จากประเทศที่เคยถูกจับตาในฐานะตลาดเกิดใหม่ มาสู่การเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนและนำเสนอกรอบการทำงานร่วมกันอย่าง Bangkok Blueprint แนวทาง 12 ข้อด้านการรับมือการฉ้อโกงทางการเงินดิจิทัล การสร้างความปลอดภัยไซเบอร์ และการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัยและทั่วถึง ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยร่วมจัดทำกับ IMF และธนาคารโลก

แนวทางดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นจากประสบการณ์รับมือภัยการเงินดิจิทัลในประเทศ ที่ช่วยลดความเสียหายจากการหลอกโอนเงินลงได้ราว 80% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ควบคู่ไปกับการแชร์บทเรียนจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่าง PromptPay และเป๋าตัง ให้เป็นระบบตัวอย่างสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาระบบดิจิทัลภาครัฐ

35 ปีก่อน ที่ดินโรงงานยาสูบผืนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์ประชุมแห่งชาติ เพื่อบอกโลกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประเทศหนึ่งพร้อมจะเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับสากล ผู้แทนหลายคนจากรุ่นปี 2534 อาจไม่ได้กลับมาเห็นภาพนี้ด้วยตัวเอง แต่ศูนย์ประชุมแห่งนี้และเมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ยังคงบันทึกความเปลี่ยนแปลงเอาไว้ทั้งหมด

ตั้งแต่ยุคที่ถนนติดขัดจนต้องประกาศวันหยุดทั้งเมือง บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เคยเผชิญ มาจนถึงวันที่เมืองมีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือกับโลกยุคใหม่ และในเช้าวันพรุ่งนี้ ประตูบานเดิมจะเปิดออกอีกครั้ง เพื่อเริ่มต้นบันทึกประวัติศาสตร์บทใหม่อย่างเป็นทางการ

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

รู้จัก Ghost สตาร์ทอัพ AI ของหนุ่มวัย 19 ปี ผู้สร้าง Core คอมพิวเตอร์ไร้จอ

ทำความรู้จัก Ghost และ Core คอมพิวเตอร์ AI Agent ไร้จอราคา $3,499 ผลงานสตาร์ทอัพเด็กหนุ่มวัย 19 ปีที่รันโมเดล Local AI ในบ้านโดยไม่ต้องพึ่งคลาวด์...

Responsive image

บังกลาเทศประเทศที่สู้ไซโคลน มาตลอด 50 ปี รายได้น้อยกว่าเรา 3 เท่า แต่ลดการสูญเสียจาก 500,000 เหลือ 30 ชีวิต สู้ด้วยเก็บข้อมูลการเกิดซ้ำ ทำนาย ช่วยเหลือก่อน

บทเรียน 50 ปีจากบังกลาเทศ ประเทศที่พลิกเกมสู้ภัยพิบัติ ลดยอดผู้เสียชีวิตจากพายุใหญ่ 500,000 เหลือไม่ถึง 30 ชีวิต ด้วยโมเดลจัดการน้ำที่เน้น "คน" เป็นศูนย์กลาง...

Responsive image

ส่องวิธีแกะต้นทุนของ เน๊ต ธนพัฒน์ อายุ 25 แต่ยอดขายพันล้านในอุตสาหกรรมที่คนไทยถอย

ธนพัฒน์ คุณวิภูษิต (เน๊ต) ซีอีโอ HPN Group Holdings วัย 25 เล่าบนเวที Techsauce Global Summit 2026 ถึงวิธีแกะโครงสร้างต้นทุนจนทำราคาแข่งกับสินค้าจีนได้ ตั้งแต่หน้ากากผ้าตอนอายุ 19 ...