ในโลกธุรกิจและการพัฒนาประเทศ คำถามหนึ่งที่มักถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันเสมอคือ "ประเทศที่มีขนาดตลาดภายในเล็ก จะสร้างความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้อย่างไร?"
หากมองไปที่เดนมาร์ก ประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปเหนือที่มีประชากรราว 6 ล้านคน เราจะพบตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะแม้จะมีขนาดประชากรไม่มาก แต่เดนมาร์กกลับสามารถสร้างชื่อเสียงระดับโลกในฐานะผู้นำด้าน Design, Architecture และ Sustainable Urban Development ได้อย่างโดดเด่น และสิ่งที่น่าศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของงานออกแบบ แต่คือกระบวนการเปลี่ยนความเชี่ยวชาญภายในประเทศ ให้กลายเป็นสิ่งที่ทั่วโลกต้องการ

หากย้อนเวลากลับไปในปี 1754 เดนมาร์กได้ก่อตั้ง Royal Danish Academy of Fine Arts ซึ่งเป็นการวางรากฐานการศึกษาสถาปัตยกรรมให้เชื่อมโยงกับศิลปะอย่างลึกซึ้ง รากฐานนี้ส่งผลต่อวิธีคิดของนักออกแบบชาวเดนมาร์กมาอย่างยาวนานว่า การออกแบบพื้นที่หรืออาคารต้องคำนึงถึงทั้งความสวยงาม ฟังก์ชั่นการใช้งาน และคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภาครัฐของเดนมาร์กได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม งานออกแบบที่ดีจึงกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ในบ้านไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ
ตัวอย่างที่สะท้อนเรื่องนี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ Danish Furniture Design ในปี 1960 เก้าอี้รุ่น The Chair โดย Hans J. Wegner ได้กลายเป็นดีไซน์ไอคอนิกระดับโลก เมื่อถูกนำไปใช้ในเวทีโต้วาทีประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่าง John F. Kennedy และ Richard Nixon
ทว่าในเดนมาร์กเอง การพัฒนาเฟอร์นิเจอร์ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ความหรูหรา แต่มีความพยายามทำให้คนธรรมดาทั่วไปเข้าถึงดีไซน์ที่ดีได้ ผ่านความร่วมมือระหว่างนักออกแบบและองค์กรค้าปลีกอย่าง FDB ซึ่งตอกย้ำแนวคิดที่ว่า “การออกแบบที่ดี ต้องเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตของทุกคนในสังคม”
อีกหนึ่งรากฐานสำคัญของเดนมาร์กคือการสร้างสังคมบนแนวคิดประโยชน์ส่วนรวม (Common Good) หนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญคือ N.F.S. Grundtvig นักคิดและนักปฏิรูปในศตวรรษที่ 19 ผู้ริเริ่มแนวคิด Folk High School หรือโรงเรียนการศึกษาสำหรับประชาชน
แนวคิดนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายภูมิหลัง โดยเฉพาะประชาชนในชนบท ได้เข้าถึงการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม การเปิดกว้างทางปัญญาและการกระจายความรู้อย่างทั่วถึงนี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในประเทศอย่างต่อเนื่อง
เมื่อภาครัฐและท้องถิ่นตั้งมาตรฐานการออกแบบเมืองและโครงสร้างพื้นฐานไว้สูง จึงเกิด Domestic Demand หรือความต้องการภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง สิ่งนี้กลายเป็นสนามทดลองจริงให้สถาปนิก วิศวกร และผู้ประกอบการได้ฝึกฝน สถาบันการศึกษาก็ผลิตบุคลากรเข้าสู่ระบบ
เมื่อองค์ความรู้ถูกสะสมอย่างต่อเนื่อง ความเชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นจึงยกระดับกลายเป็นจุดแข็งของอุตสาหกรรม (Industry Capability)
ปัจจุบัน เราจึงเห็นบริษัทสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมชั้นนำจากเดนมาร์กเข้าไปมีบทบาทสำคัญในโครงการระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน โซลูชันเมืองอัจฉริยะ หรือการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน สิ่งที่เดนมาร์กส่งออกไปทั่วโลกจึงไม่ใช่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ ความเชี่ยวชาญ โซลูชัน และวิธีคิดในการแก้ปัญหา
หากประเทศไทยหรือประเทศขนาดเล็กต้องการสร้าง National Model ที่สามารถขยายผล ไปยังตลาดโลก เราสามารถสรุปได้ 5 บทเรียนสำคัญ ดังนี้
National Strength > Domestic Demand > Industry Capability > Repeatable Model > Global Expansion
ความสามารถในการแข่งขันระดับโลกไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากการสะสมองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร และความร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษามานานหลายทศวรรษ
ข้อคิดสำคัญสำหรับประเทศไทยคือ เราควรมองข้ามการทำโครงการสำเร็จแบบรายโครงการ (Project-by-Project) แล้วหันมาสร้างระบบที่ทำให้ความสำเร็จเกิดซ้ำได้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงเป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ เข้ากับการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาว
คำถามชวนคิดต่อสำหรับผู้ประกอบการและผู้นำนโยบาย
"เราจะเปลี่ยนสิ่งที่ประเทศไทยทำได้ดี ให้กลายเป็น National Model ที่ประเทศอื่นต้องการได้อย่างไร? และจะทำอย่างไรให้ความเชี่ยวชาญเหล่านั้นเติบโตจากการแก้ปัญหาในบ้าน ไปสู่การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับโลกได้อย่างยั่งยืน?"
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด