Ant Group ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร? ถอดบทเรียนจากห้องแถวสู่มหาอำนาจการเงินโลกที่เริ่มจากคนแค่ 3 คน

หากการเปลี่ยนวิถีชีวิตคือโจทย์ที่ยากที่สุดของเทคโนโลยี หางโจวคือหนึ่งในไม่กี่เมืองที่ทำโจทย์ข้อนี้ได้สำเร็จ

เมืองริมทะเลสาบซีหูแห่งนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก หากแต่เป็นเมืองที่ผู้คนเคยใช้ชีวิตผูกติดกับเงินสด และความระแวงต่อระบบการเงินมาอย่างยาวนาน

ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ภาพของหางโจวในวันนั้น คือผู้คนที่พกเงินสดติดตัวเป็นปกติ การถือเงินสดปึกใหญ่เพื่อซื้อของชิ้นใหญ่ เช่น มอเตอร์ไซค์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า ไม่ใช่เรื่องแปลก บัตรเครดิตเป็นของไกลตัวสำหรับประชากรกว่า 85% เพราะการเข้าถึงธนาคารไม่ใช่เรื่องง่าย ระบบธนาคารในเวลานั้นยังให้ความสำคัญกับรัฐวิสาหกิจมากกว่ารายย่อย ทำให้คนทั่วไปไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่องเครดิต

ความไม่คุ้นเคยนี้ นำไปสู่ความไม่ไว้ใจ โดยเฉพาะกับการซื้อขายบนโลกออนไลน์ ซึ่งในสายตาของผู้คนยุคนั้นคือการ ‘จ่ายเงินให้คนแปลกหน้า’ โดยไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าสินค้าจะถูกส่งมาจริง

ในขณะที่ฝั่งตะวันตกสร้าง E-commerce บนฐานของบัตรเครดิต จีนกลับไม่มีโครงสร้างพื้นฐานแบบเดียวกันรองรับ ทั้งในแง่เครื่องมือทางการเงิน และทัศนคติของผู้บริโภค

แต่จุดเปลี่ยนก็ได้เริ่มต้นขึ้นที่หางโจว จากบริษัทเทคโนโลยีเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่ภายหลังโลกจะรู้จักกันในชื่อ Ant Group บริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยการขายเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เริ่มจากการแก้ปัญหาพื้นฐานที่สุด นั่นคือ “ทำอย่างไรให้คนธรรมดากล้าจ่ายเงินผ่านหน้าจอ”

2003 ก่อนจะวิ่ง ต้องถอยเพื่อก้าว

โจทย์ที่ยากที่สุดนี้ เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับความพยายามของชายที่ชื่อ แจ็ค หม่า ในการสร้างอาณาจักรมาแข่งกับ eBay นั่นก็คือ Taobao อีคอมเมิร์ซชื่อดังจากจีนในปัจจุบัน ที่ถ้าย้อนกลับไปในช่วงยุคที่ Taobao เพิ่งตั้งไข่ คำว่า ‘อีคอมเมิร์ซ’ สำหรับคนจีนคือเรื่องเพ้อฝัน ประโยคที่ว่า "ถ้าไม่ได้เห็นของ ก็จะไม่ยอมจ่ายเงิน" ไม่เกินจริงเลย 

แม้ในซีกโลกตะวันตก eBay เติบโตได้เพราะรากฐานของระบบบัตรเครดิตที่แข็งแกร่งและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคที่เข้มงวด แต่จีนในวันนั้น อีคอมเมิร์ซคือพื้นที่สีเทาที่ไร้ระเบียบ และไม่มีหลักประกันใด ๆ ว่าพ่อค้าที่อยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรจะส่งของให้จริง ๆ หลังจากได้รับเงินโอนไปแล้ว

การโอนเงินให้คนแปลกหน้าผ่านตู้ ATM หรือเคาน์เตอร์ธนาคารในยุคนั้น จึงถูกเปรียบเปรยว่าไม่ต่างจากการโยนเงินทิ้งลงในหลุมดำที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ผู้ซื้อมีความกังวลอยู่ตลอดเวลาว่าภาพถ่ายสินค้าที่สวยหรูบนหน้าจอคอมพิวเตอร์จอตู้เหล่านั้นอาจเป็นเพียงภาพปลอม 

ขณะที่ผู้ขายเองก็ไม่กล้าส่งสินค้าออกไปก่อนเพราะกลัวว่าจะถูกโกงเงินเช่นกัน สภาวะต่างคนต่างกลัวนี้เองที่ทำให้กงล้อของ Taobao หมุนไปได้อย่างยากลำบากในวันแรก ๆ

ถึงแม้ แจ็ค หม่า จะประกาศให้ใช้งานฟรีเพื่อสู้กับ eBay ที่เก็บค่าธรรมเนียม แต่นั่นก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะต่อให้ฟรีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ปลอดภัยผู้คนก็พร้อมจะหันหลังให้ทันที

  ดังนั้น โจทย์จึงไม่ใช่เรื่องของตัวเงิน แต่คือการสร้าง Trust หรือความเชื่อใจ

ซึ่งถ้าย้อนกลับไปในยุคเริ่มต้นของธุรกิจอินเทอร์เน็ต แจ็ค หม่า ตระหนักดีว่าหัวใจของอีคอมเมิร์ซทั่วโลกประกอบด้วยสามด้านสำคัญ คือ 

การแลกเปลี่ยนข้อมูล คนซื้อคนขายเจอกัน ตกลงราคากันได้ 
การโยกย้ายเงินทุน การโอนเงินชำระค่าสินค้าที่ปลอดภัย
การขนส่งสินค้า (โลจิสติกส์) การส่งสินค้าให้ถึงมือผู้รับ

แต่ในเมืองจีนยุคปี 2000 การจะทำทั้ง 3 อย่างให้ดีพร้อมกันเป็นเรื่องที่ ‘ยากเกินตัว’ สำหรับบริษัทเกิดใหม่ ในยุคนั้นมีเว็บไซต์ชื่อ 8848 ที่พยายามจะทำทุกอย่างเอง โดยเฉพาะการสร้างระบบจัดส่งสินค้าของตัวเอง ผลคือ บริษัทต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลจนสุดท้ายต้องล้มละลายไป แจ็ค หม่า จึงนำเรื่องนี้มาเป็นบทเรียนว่าหากพยายาม’งัดกับโจทย์ที่ยากเกินไป บริษัทจะพังก่อนถึงเส้นชัย

แจ็ค หม่า เห็นบทเรียนนั้นและใช้ปรัชญา รู้ว่ายากจึงถอย ซึ่งปรัชญานี้ถูกใช้ไปกับแพลตฟอร์มรุ่นพี่อย่าง Alibaba เป็นแพลตฟอร์มที่ออกแบบมาเพื่อให้โรงงานหรือซัพพลายเออร์ในจีน และคู่ค้าหรือผู้ซื้อจากต่างชาติมาเจอกันเพื่อทำธุรกิจซื้อขายสินค้าล็อตใหญ่ โดยรายได้หลักมาจากค่าสมาชิกที่เรียกว่า Gold Supplier ซึ่งเน้นไปที่การโฆษณาและการยืนยันตัวตนว่าโรงงานนั้นมีตัวตนอยู่จริง

แจ็ค หม่า ตัดสินใจถอยจากการทำระบบขนส่งเองใน Alibaba โดยเลือกที่จะไม่แบกรับภาระเรื่องการส่งของ แต่โยนหน้าที่นี้ให้ระบบไปรษณีย์และบริษัทเอกชนเป็นผู้จัดการแทน การถอยจากเรื่องยาก ๆ ทำให้เขามีสมาธิไปกับการสร้างแพลตฟอร์มโดยเน้นไปที่ปัจจัยของการแลกเปลี่ยนข้อมูล จน Alibaba กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลธุรกิจขนาดใหญ่และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว

2004 กำเนิดจือฟู่เป่า (Alipay) และระบบที่ปลอดภัยขั้นกว่า

ก่อนจะเริ่มทำระบบการเงินที่คนเชื่อใจ ต้องบอกก่อนว่าธนาคารในยุคนั้นของจีนไม่ใช่ธนาคารที่มีระบบแย่เลย ความจริงคือมีเทคโนโลยีที่สามารถโอนเงินระหว่างกันได้อยู่แล้ว เช่น การใช้เช็คหรือการโอนเงินระหว่างบริษัท (B2B) ซึ่งธนาคารทำมาเป็นหลายสิบปี 

ดังนั้น ตอนนั้นจีนก็มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการเงินแล้ว แต่ปัญหาคือมันถูกออกแบบมาให้องค์กรที่ไว้ใจกัน ใช้ ไม่ได้ออกแบบมาให้คนแปลกหน้าสองคนที่อยู่คนละซีกประเทศมาซื้อขายกัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน แจ็ค หม่า เปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีระบบเครดิตสมบูรณ์แบบมาก แม้ชาวอเมริกันจะมีบัตรเครดิตและกฎหมายคุ้มครองที่เข้มงวด แต่พวกเขาก็ยังนิยมใช้ PayPal เป็นเครื่องมือชำระเงิน 

ซึ่ง Paypal คือ ผู้บุกเบิกระบบการชำระเงินออนไลน์รายแรกๆ ของโลกจากสหรัฐอเมริกา หน้าที่ของมันคือการเป็นกระเป๋าเงินดิจิทัลที่เชื่อมต่อกับบัญชีธนาคารหรือบัตรเครดิตของคุณ แต่ข้อเสียคือ หากคุณโอนเงินให้ผู้ขายโดยตรง (แบบที่ PayPal ยุคแรกทำ) เงินจะเข้ากระเป๋าผู้ขายทันที

นี่คือจุดที่น่าสนใจที่สุด เพราะ แจ็ค หม่า วิเคราะห์ว่าเหตุผลที่ PayPal ดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคงในสหรัฐฯ หรือยุโรป ทั้งที่มีความเสี่ยง P2P สูง เป็นเพราะรากฐานอารยธรรมเครดิตที่ต่างกัน ในตะวันตกหากคุณโกงแม้แต่ครั้งเดียว ชื่อของคุณจะถูกขึ้นบัญชีดำในระบบเครดิตทันที และคุณจะไม่สามารถทำธุรกรรม กู้เงิน หรือใช้ชีวิตทางการเงินได้ปกติอีกต่อไป

ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง จีนไม่มีระบบเครดิตส่วนกลาง สัดส่วนการใช้บัตรเครดิตต่ำมาก และผู้คนมักตัดสินกันด้วยอารมณ์หรือสายสัมพันธ์มากกว่ากฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

เมื่อแจ็ค หม่า ตระหนักว่าโมเดลแบบ PayPal ใช้กับคนจีนไม่ได้ผล เพราะความไม่ไว้วางใจมันฝังลึกเกินไป เขาจึงตัดสินใจปฏิเสธโมเดลของ PayPal และสร้างสิ่งที่เหนือกว่าขึ้นมา นั่นคือ ระบบ Escrow ของจือฟู่เป่า หรือในเวลาต่อมาเรารู้จักกันในชื่อ Alipay

Escrow กลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้คนกล้าควักเงินจ่ายให้คนแปลกหน้าบนอินเทอร์เน็ต หลักการของมันคล้ายการมีคนกลางที่ถือเงินให้โดยมีกติกาง่าย ๆ คือ

  1. ผู้ซื้อ โอนเงินมาฝากไว้ที่ Alipay
  2. Alipay กักเงินไว้ และส่งสัญญาณบอกผู้ขายว่า "เงินปลอดภัยแล้ว ส่งของได้"
  3. ผู้ขาย ส่งของด้วยความสบายใจว่าจะได้เงินแน่
  4. ผู้ซื้อ ได้รับของ ตรวจสอบจนพอใจ แล้วค่อยกดยืนยัน ระบบจึงจะโอนเงินให้ผู้ขาย

ช่วงแรกในปี 2003-2004 เบื้องหลังระบบ Alipay อาณาจักรการเงินระดับล้านล้านในวันนี้ ใครจะเชื่อว่ามันเริ่มต้นขึ้นอย่างทุลักทุเลในมุมหนึ่งของสำนักงาน Alipay ในยุคแรกไม่มีแม้แต่ทีมงานประจำด้วยซ้ำ แต่ใช้พนักงานแผนกการเงินของ Taobao เพียง 3 คนมาทำงานควบตำแหน่ง และอุปกรณ์ของพวกเขามีเพียงคอมพิวเตอร์จอตู้เทอะทะและเครื่องแฟกซ์เก่า ๆ เป็นอาวุธคู่กาย

ภาพถ่ายของแจ็ค หม่าและพนักงานรุ่นแรกๆ ของอาลีบาบา ถ่ายหลังจากที่ Alipay ทำธุรกรรมครั้งแรกไม่นาน หมายเลขธุรกรรม: 200310126550336 กลายเป็นธุรกรรมที่สำเร็จครั้งแรกของ Alipay และทำให้เจียว เจิ้นจง นักศึกษาชาวจีน เป็นบุคคลแรกในโลกที่ชำระเงินด้วย Alipayในยุคนั้น ระบบยังไม่ถูกเชื่อมต่อกับธนาคารโดยสมบูรณ์ Alipay เวอร์ชัน 1.0 ทุกอย่างจึงเป็นระบบ Manual อย่างแท้จริง พนักงานต้องใช้โปรแกรม Excel และแรงงานคนในการตรวจสอบบัญชีทั้งหมด 

เจียว เจิ้งจง (ขวา) ผู้ใช้ Alipay คนแรกของโลก ภาพนี้ถ่ายด้วยกล้องฟูจิฟิล์มมือสองที่เขาซื้อจาก Taobaoธุรกรรมประวัติศาสตร์รายแรกคือการขายกล้องถ่ายรูปฟูจิมือสอง ในราคา 700 กว่าหยวน ตลอดเดือนตุลาคมปีนั้น มีธุรกรรมเกิดขึ้นเพียง 30 กว่าราย รวมเป็นเงินหมื่นหยวนเศษๆ แต่นี่คือสัญญาณแรกที่พิสูจน์ว่าคนแปลกหน้าสามารถทำธุรกิจกันได้ผ่านระบบตัวกลาง

นี่คือกล้องมือสองที่เจียว เจิ้งจง นักศึกษาชาวจีน ซื้อจาก Taobao การซื้อครั้งนี้ทำให้เขาเป็นผู้ใช้ Alipay คนแรก

ต่อมาในงาน World Economic Forum ปี 2005 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แจ็คได้ขึ้นกล่าววาทะที่เป็นเหมือนคำพยากรณ์ว่า "ปี 2005 จะเป็นปีแห่งความปลอดภัยด้านการชำระเงินของอีคอมเมิร์ซจีน" หลังจากคำพูดนี้เผยแพร่ไปทั่วโลก


ระบบ Escrow ของ Alipay เริ่มจุดติด พฤติกรรมคนจีนก็เปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง ทุกคนเริ่มกล้าควักเงินจ่ายให้คนแปลกหน้าบน Taobao ส่งผลให้ยอดคำสั่งซื้อพุ่งกระฉูดจนกลายเป็นสึนามิข้อมูลที่วิ่งเข้าหาธนาคาร


ในเวลานั้น ธนาคาร ICBC (ธนาคารอุตสาหกรรมและพาณิชย์แห่งประเทศจีน) สาขาซีหู คือพันธมิตรรายแรกที่หาญกล้ากระโดดเข้ามาจับมือกับเถาเป่า แต่สิ่งที่พวกเขาไม่ได้เตรียมใจไว้คือ ปริมาณงานที่มหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์จะรับไหว

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2005 เมื่อยอดขายพุ่งทะยานจากแคมเปญลดราคา ธนาคาร Commercial Bank of China (ICBC) ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักถึงกับบ่นว่า “เจ้า Taobao นี่ทำเอาธนาคารของเราเหนื่อยแทบขาดใจ” เพราะกระบวนการโอนเงินที่ต้องผ่านธนาคารกลางและใช้เอกสารจำนวนมหาศาล และแน่นอนว่าระบบเหล่านี้ขาดประสิทธิภาพอย่างรุนแรง

ในยุคแรก ระบบของ Alipay ยังไม่ได้เชื่อมต่อกับธนาคารแบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์ พนักงานประจำเคาน์เตอร์ธนาคาร 1 คน สามารถจัดการเรื่องโอนเงินแบบ Manual ได้สูงสุดเพียงวันละ 200 รายการเท่านั้น แต่ Taobao เติบโตเร็วมาก จนยอดสั่งซื้อพุ่งไปถึงวันละ 20,000 - 30,000 รายการ

เมื่อคนทำไม่ทัน เงินค่าสินค้าจึงค้างอยู่ในระบบนานถึงครึ่งค่อนเดือน กว่าจะโอนไปถึงมือผู้ขาย จนร้านค้าพากันด่ากราดและสาปแช่งในกระทู้ของ Taobao

เกอหย่งตี้ ผู้รับผิดชอบธนาคารสาขานั้น ถึงกับต้องออกมาโพสต์ขอโทษลูกค้าด้วยตัวเอง และตัดสินใจแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยวิธีที่ดูไม่เทคที่สุดในโลก คือ เขาระดมพนักงานจากฝ่ายเงินฝากและสาขาย่อยอื่น ๆ มาเพิ่มอีกหลายสิบคน

ธนาคารส่งคนเหล่านี้ไปที่ทำการของ Taobao ทุกวัน เพื่อรับรายการเดินบัญชี (ที่เป็นกระดาษและข้อมูลดิบ)จากนั้นขับขนรายการเหล่านั้นกระจายไปตามธนาคารสาขาต่าง ๆ เพื่อให้พนักงานหลายร้อยคนช่วยกันคีย์ข้อมูลแบ่งเบาภาระ

แจ็ค หม่า รู้ดีว่าการใช้คนและรถยนต์ขนข้อมูลไม่ใช่ทางออกระยะยาว เขาจึงตัดสินใจดึงทีมผู้เชี่ยวชาญจาก Sun Microsystems ซึ่งเป็นผู้สร้างภาษา Java (ภาษาที่แอปธนาคารและ ATM เกือบทั้งโลกใช้) มาเป็นสถาปนิกวางระบบใหม่ร่วมกับธนาคาร ICBC โดยให้ Alipay ทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าในการรับชำระและยืนยันตัวตน แล้วส่งข้อมูลดิจิทัลไปยังเครือข่ายของธนาคารเพื่อประมวลผลต่อทันที 


ความสำเร็จนี้ดึงดูดธนาคารยักษ์ใหญ่อื่น ๆ อย่าง China Merchants Bank และ China Construction Bank ให้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายในที่สุด  (ภายในปี 2010 Alipay ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อกับธนาคารในจีนมากกว่า 200 แห่ง)

2011 มรสุมศรัทธา Gold Suppliers

ในขณะที่ Taobao ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการสร้างความเชื่อใจระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายรายย่อยผ่านระบบ Escrow จนพฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติของชาวจีน ทว่าในอีกฟากหนึ่งของอาณาจักร พี่ใหญ่อย่าง Alibaba.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดั้งเดิมกลับต้องเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรงจนเกือบทำลายความน่าเชื่อถือที่สร้างมาทั้งชีวิต

โมเดลรายได้ของ Alibaba.com ในยุคนั้นไม่ได้อยู่ที่ค่าธรรมเนียมธุรกรรม แต่มาจากค่าสมาชิกที่เรียกว่า Gold Supplier ตราสัญลักษณ์สีทองนี้คือคำมั่นสัญญาที่อาลีบาบาให้ไว้กับคู่ค้าต่างชาติว่า "ร้านค้าที่มีตรานี้ผ่านการตรวจสอบตัวตนแล้ว และเป็นโรงงานที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่มิจฉาชีพ"

ทว่าช่องโหว่ร้ายแรงแฝงตัวอยู่ในมูลค่าธุรกรรมระดับโรงงาน ซึ่งมักมีวงเงินมหาศาลเกินกว่าที่ระบบชำระเงินออนไลน์หรือบัตรเครดิตในยุคนั้นจะรองรับได้ ธุรกรรมส่วนใหญ่จึงต้องไหลออกไปสู่การโอนผ่านธนาคารหรือระบบ Western Union

มิจฉาชีพมองเห็นโอกาสนี้ และที่น่าเศร้าที่สุดคือมีพนักงานขายของอาลีบาบามากกว่า 100 คน ยอมทรยศต่ออุดมการณ์ของบริษัทด้วยการรับสินบนเพื่ออนุมัติสถานะ Gold Supplier ให้กับร้านค้าปลอมเหล่านั้น เมื่อคู่ค้าต่างชาติเห็นตราการันตีสีทอง จึงยอมโอนเงินตรงเข้าบัญชีมิจฉาชีพทันที ผลลัพธ์คือความเสียหายที่กระจายไปทั่วโลกและศรัทธาที่พังทลาย

แจ็ค หม่า ถึงกับตกตะลึงเมื่อพบว่าความเชื่อใจที่เขาสร้างมาถูกทำลายโดยคนในบ้านตัวเอง ในปี 2011 เขาตัดสินใจผ่าตัดใหญ่ ด้วยการปลดผู้บริหารระดับสูงอย่าง David Wei (CEO) และ Elvis Lee (COO) ทันที เพื่อส่งข้อความที่ชัดเจนว่า "ถ้าเราปกป้องความเชื่อใจไม่ได้ เราก็ไม่มีสิทธิ์ทำธุรกิจต่อ"

วิกฤตครั้งนี้คือจุดเชื่อมโยงสำคัญที่ทำให้ Alipay ไม่ควรเป็นเพียงแผนกหนึ่งในบริษัทอีคอมเมิร์ซอีกต่อไป มันต้องแยกตัวออกมาเป็นเอกเทศ รวบรวมฟังก์ชันความปลอดภัยและการเงินทั้งหมดไปไว้ภายใต้โครงสร้างใหม่ และนั่นคือต้นกำเนิดของ Ant Financial (ซึ่งต่อมาคือ Ant Group) บริษัทที่ไม่ได้เป็นธนาคาร แต่มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกการเงินไปตลอดกาล

2013 ยุครุ่งโรจน์และการขยายอาณาจักรสินเชื่อที่สร้างจาก Data แทนโฉนด

ในปี 2013-2014 คือช่วงเวลาแห่งการรีแบรนด์ครั้งใหญ่สู่ชื่อ Ant Financial ชื่อที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมดตัวเล็ก ๆ ที่มักถูกระบบธนาคารมองข้าม พวกเขาไม่ได้ต้องการเป็นแค่แอปกดจ่ายเงิน แต่ต้องการเป็นระบบนิเวศการเงินที่อยู่กับผู้คนในทุกจังหวะชีวิต

จุดเริ่มต้นที่สั่นสะเทือนวงการธนาคารจีนเกิดขึ้นในปี 2013 ด้วยฟีเจอร์ที่เกิดจากไอเดียง่าย ๆ อย่าง Yu’E Bao (อวี่เอ๋อบ่าว) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้นำเงินทอน หรือยอดเงินคงเหลือในบัญชี Alipay มาลงทุนในกองทุน Money Market Fund ความอัจฉริยะของมันคือ การทลายกำแพงการลงทุนด้วยเงินเริ่มต้นเพียง 1 หยวน แตกต่างจากกองทุนทั่วไปที่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่

ด้วยผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและความคล่องตัวที่ถอนมาใช้จ่ายได้ทันที ทำให้ Yu’E Bao เติบโตอย่างก้าวกระโดดจนกลายเป็นกองทุนตลาดเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan ไปได้อย่างเหลือเชื่อ สิ่งนี้ทำให้เห็นได้ชัดเลยว่า เมื่อเทคโนโลยีเข้าถึงคนตัวเล็ก พลังของมันสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับมหภาคได้จริง

2015-2019 จากมหาอำนาจในบ้าน สู่โครงข่ายการเงินไร้พรมแดน

ในช่วงปี 2015-2019 พวกเขาเริ่มต้นยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมด้วยแนวคิด Follow the Touristหรือการตามรอยนักท่องเที่ยว เพื่อปักหมุดอาณาจักร Alipay ลงบนแผนที่โลกอย่างเป็นระบบ ยุทธศาสตร์นี้เริ่มต้นจากสถิติที่น่าสนใจคือในปี 2016 มีผู้ใช้งานอยู่ราว 450 ล้านคน แต่หลังจากรุกคืบทั้งในและต่างประเทศ จำนวนผู้ใช้งานได้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนแตะระดับ 1.2 พันล้านคนในเวลาต่อมา 

ซึ่งเป็นผลมาจากการขยาย Global Footprint ไปยังร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า และดิวตี้ฟรีในกว่า 55 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้นักช้อปชาวจีนสามารถสแกนจ่ายผ่านแอปเดิมที่ใช้ในบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องแลกเงินสด พร้อมทั้งยังสร้างจิ๊กซอว์สำคัญอย่างการรับเงินคืนภาษี เข้าบัญชี Alipay ได้โดยตรงที่สนามบินชั้นนำทั่วโลก

หลังจากการดูแลนักท่องเที่ยวจีนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม Ant Group ได้ยกระดับวิสัยทัศน์สู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับสากลผ่านโซลูชัน Alipay+ ในปี 2020 ซึ่งเปรียบเสมือนทางด่วนที่เชื่อมต่อกระเป๋าเงินดิจิทัลทั่วโลกเข้าด้วยกัน 

โดยร้านค้าที่รองรับระบบนี้จะสามารถรับเงินจาก e-Wallet ของประเทศอื่น ๆ ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็น TrueMoney ของไทย, GCash ของฟิลิปปินส์ หรือ Kakao Pay ของเกาหลีใต้ สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Ant Financial ไม่ได้ต้องการลงไปแข่งกับ e-Wallet ท้องถิ่น 

แต่ต้องการทำหน้าที่เป็น Interoperability Highway ที่เชื่อมให้ทุกกระเป๋าสามารถใช้จ่ายข้ามประเทศได้ไร้รอยต่อ นอกจากนี้พวกเขายังใช้ทางลัดผ่านกลยุทธ์ Strategic Investment ด้วยการเข้าไปถือหุ้นในบริษัท Fintech ท้องถิ่นเพื่อฝังเทคโนโลยีของตัวเองลงไป เช่น การลงทุนใน Ascend Money ของไทย หรือการเข้าซื้อกิจการ WorldFirst ในปี 2019 เพื่อรุกตลาดการโอนเงินระหว่างประเทศสำหรับ SME ทั่วโลก

ความสำเร็จในการขยายตัวระดับโลกนี้มีรากฐานมาจากโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่ทรงพลังอย่าง Ant Graph Intelligence Platform ที่สามารถประมวลผลข้อมูลกราฟที่มีโหนดนับหมื่นล้านโหนดได้ในระดับมิลลิวินาที ช่วยให้การประเมินความเสี่ยงและการปล่อยสินเชื่อทำได้อย่างแม่นยำแม้ในระดับสากล ผสมผสานกับการนำ AI มาใช้ในงานบริการลูกค้าและระบบ 310 (กู้ใน 3 นาที อนุมัติใน 1 วินาที และพนักงานเข้าแทรกแซงเป็น 0) ซึ่งถูกนำไปปรับใช้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กว่า 29 ล้านรายในจีน และเริ่มแผ่ขยายอิทธิพลไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อาณาจักรมดตัวนี้กำลังสยายปีกไปทั่วโลกอย่างสง่างาม พร้อมแผนการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มูลค่า 3.45 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วงปลายปี 2020 ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น Ant Group แต่ก็กลับเกิดเหตุการณ์เบรกกะทันหันที่สั่นสะเทือนวงการการเงินไปทั้งโลก เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลของจีนเริ่มมองว่ามวลรวมความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงที่ยากจะควบคุมจนนำไปสู่การระงับ IPO ที่ช็อกโลกที่สุดครั้งหนึ่ง

อ้างอิง: 

  1. [จุดเริ่มต้นและกลไก Escrow]
    d3.harvard.edu
    christenseninstitute
    alibabaglobalinitiatives.medium
  2. [มรสุมศรัทธา Gold Suppliers]
    forbes
    hackernoon
  3. [ยุครุ่งโรจน์และการขยายอาณาจักร]
    news.cgtn
    forbes
    techcrunch
    bloomberg
    bloomberg
    forbes
    forbes
    forbes
    wired
  4. [การขยายตัวไปทั่วโลก]
    thebanker
    reuters
    zyanza
    ft

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ใครเคยเป็น Sick Man of Asia ฉายาคนป่วยที่วันนี้เวียนเทียนมาถึงคิวไทย

ฉายา Sick Man of Asia หลังสื่อโลกตีตราไทยเป็นคนป่วยรายใหม่ ย้อนรอยประวัติศาสตร์รุ่นพี่ จีน ฟิลิปปินส์ พร้อมวิเคราะห์ 3 โรคแทรกซ้อน การเมืองอัมพาต เครื่องยนต์เศรษฐกิจล้าสมัย และวิกฤ...

Responsive image

Disneyland ไทย ทำไมไม่มาสักที เทียบญี่ปุ่น ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ มีจิ๊กซอว์ตัวไหนที่ไทยยังหาไม่เจอ เพราะดีลนี้ไม่ได้มีแค่เรื่อง ‘เงิน’

ถอดรหัสยุทธศาสตร์ Disney ทำไมไทยยังสอบไม่ผ่านการเป็นที่ตั้งสวนสนุกระดับโลก? วิเคราะห์ปัจจัยด้านกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานความโปร่งใสผ่านเลนส์นักธุรกิจ...

Responsive image

จากสมุดทดเลข ‘Ready Reckoner’ สู่จักรกลอัจฉริยะในปัจจุบัน สรุปไทม์ไลน์ 500 ปี วิวัฒนาการคอมพิวเตอร์

สรุปประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ครบทุกยุค จากลูกคิด เครื่องจักรไอน้ำของ Babbage สู่ยุค AI และ Quantum Computing เจาะลึกเหตุการณ์สำคัญและบุคคลเปลี่ยนโลกอย่าง Ada Lovelace และ Alan Turin...