Dario Amodei คือใคร เปิดปูมหลังชายผู้อยู่เบื้องหลัง GPT-2, GPT-3 และ Claude

หากจุดเริ่มต้นของการที่คนทั้งโลกรู้จักและสนใจ AI มาจากชื่อของ Sam Altman ผู้เปรียบเสมือนใบหน้าและแรงขับเคลื่อนทางการตลาดที่ทำให้ ChatGPT กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก... ชื่อของ Dario Amodei ก็คือ ผู้วางรากฐานและโครงสร้างเหล่านั้นขึ้นมาด้วยมือของเขาเอง

โดยเฉพาะในสัปดาห์นี้ (กุมภาพันธ์ 2026) ชื่อของเขากลับมาร้อนระอุขึ้นหน้า 1 ข่าวเทคโนโลยีทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อเขากลายเป็นแม่ทัพใหญ่ที่เปิดศึก 2 ด้าน ได้แก่

Anthropic ออกมาแฉว่า AI ของจีนอย่าง DeepSeek, MiniMax และ Moonshot AI ได้ทำการละเมิดข้อตกลงอย่างร้ายแรง โดยการสร้างบัญชีปลอมกว่า 24,000 บัญชีเพื่อดูดวิชา จากโมเดล Claude ไปฝึกฝน AI ของตนเองกว่า 16 ล้านครั้ง ซึ่ง Dario ชี้ว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ แต่เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ และเป็นการตอกย้ำว่ามาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ นั้นมาถูกทางแล้ว

นอกจากนี้ ชื่อของเขายังกลายเป็นไวรัลในโลกการเงิน เมื่อมีกระแสข่าวว่าความอัจฉริยะของ Claude ในการจัดการรหัสคอมพิวเตอร์โบราณอย่าง COBOL กำลังเข้าไปสั่นคลอนอาณาจักรยักษ์ใหญ่อย่าง IBM จนทำให้มูลค่าตลาดหายไปมหาศาล ตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Dario ในฐานะชายผู้ที่การขยับตัวเพียงนิดเดียว ก็สามารถเปลี่ยนทิศทางของอุตสาหกรรมโลกได้

*COBOL คือภาษาโปรแกรมเก่าที่ระบบธนาคารและองค์กรใหญ่ยังใช้กันมาก ซึ่ง IBM ดูแลอยู่ หมายความว่าถ้า AI จัดการโค้ด COBOL ได้ง่ายขึ้น ก็อาจกระทบรายได้ส่วนที่ IBM ดูแลระบบเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนกังวล

คำถามสำคัญที่หลาย ๆ คนยังสงสัยในตัวผู้ชายคนนี้คือ 

    เขาคือใคร มาจากไหน และทำไมถึงเก่งได้ขนาดนี้

Dario Amodei คือใคร ?

1983 - 2005 เด็กชายผู้มองโลกผ่านสมการ

Dario Amodei เกิดในปี 1983 ณ เมืองซานฟรานซิสโก ในครอบครัวที่มีพ่อเป็นช่างฝีมือเครื่องหนังชาวอิตาลี-อเมริกัน และแม่เป็นผู้จัดการโครงการห้องสมุด เขาไม่ใช่เด็กที่อยากรวยแบบมหาเศรษฐี แต่เป็นเด็กที่อยากเข้าใจโลกในแบบที่มันเป็นจริง ๆ

เขาฉายแววอัจฉริยะด้วยการเป็นตัวแทนสหรัฐฯ ไปแข่งฟิสิกส์โอลิมปิกในปี 2000 หลังจากจบมัธยมจาก Lowell High School เขาได้เข้าศึกษาต่อที่ Caltech ก่อนจะย้ายไปสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีด้านฟิสิกส์จาก Stanford University สำหรับ Dario ฟิสิกส์ไม่ใช่แค่เรื่องของแรงหรือมวล แต่เป็นภาษาที่ใช้อธิบายความจริงทุกอย่างบนโลก

2006 - 2011 จุดเปลี่ยนและความซับซ้อนของชีวิต

หลังจบจาก Stanford เขาเดินทางต่อไปยัง Princeton University เพื่อคว้าปริญญาเอกในสาขาชีวฟิสิกส์ ในช่วงเวลานี้เองที่เหตุการณ์ส่วนตัวจากการเสียชีวิตของพ่อด้วยโรคหายาก ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาสนใจเรื่องกลไกของสมองและชีววิทยามากขึ้น

เขาใช้เวลาในฐานะ Postdoc (ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกแล้ว และทำงานวิจัยแบบเต็มเวลา) ที่คณะแพทยศาสตร์ Stanford เพื่อนำ Machine Learning มาวิเคราะห์ข้อมูลทางชีวแพทย์ นี่คือจุดเริ่มต้นที่เขาเปลี่ยนจากการมองอนุภาคฟิสิกส์ มามองโครงข่ายประสาททั้งในมนุษย์และเครื่องจักร

2012 - 2016 ช่วงเวลาแห่งการเก็บวิชาในยักษ์ใหญ่

หากเปรียบช่วงเวลาหลังจบปริญญาเอกคือการออกท่องโลกกว้างเพื่อสะสมประสบการณ์ Dario Amodei ในวัยเกือบ 30 ปี ไม่ได้เลือกเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบในสายวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เขาเลือกที่จะกระโดดเข้าไปอยู่ในศูนย์กลางของพายุเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลก

  • พฤษภาคม 2013 - ธันวาคม 2014 ระยะเวลา 1 ปี 8 เดือน ที่ Skyline Targeted Proteomics จุดเริ่มต้นอาชีพของเขาดูจะถ่อมตัวกว่าที่ใครคิด Dario เริ่มต้นจากการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์พาร์ทไทม์ (Part-time Software Developer) ที่ Skyline Targeted Proteomics Environment แต่เชื่อไหมว่านี่คือจุดบรรจบระหว่างความรู้ด้านฟิสิกส์และชีวฟิสิกส์ที่เขาจบปริญญาหลังจากมหาวิทยาลัย Princeton ที่นี่เขามีโอกาสได้ใช้ทักษะการเขียนโปรแกรมเพื่อสร้างเครื่องมือวิเคราะห์โปรตีน ซึ่งเป็นการฝึกฝนให้เขารู้วิธีจัดการกับข้อมูลที่มีความซับซ้อนสูงในเชิงโครงสร้าง ซึ่งต่อมากลายเป็นพื้นฐานสำคัญในการจัดการข้อมูลมหาศาลของ AI
  • พฤศจิกายน 2014 - ตุลาคม 2015 ระยะเวลา 1 ปี ที่ Baidu, Inc. สถานที่ต่อมาที่ Dario ร่วมงานในตำแหน่ง Research Scientist ณ เมืองซันนีเวล ที่นี่เขาได้ร่วมงานกับ Andrew Ng (ปรมาจารย์ด้าน AI) และทีมวิศวกรหัวกะทิเพื่อแก้ปัญหายาก ๆ ในด้าน Deep Learning และ AI ผลงานที่น่าทึ่งของเขาในช่วงนี้คือ
    • Deep Speech 2 เขาเป็นหัวใจหลักในการทำวิจัยด้าน Machine Learning สำหรับ Deep Speech 2 ซึ่งได้รับการจัดอันดับโดย MIT Technology Review ให้เป็น 1 ใน 10 นวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดในปี 2016
    • การปฏิวัติการจดจำเสียง เขาออกแบบและวางระบบ Neural Network ที่ช่วยลดอัตราความผิดพลาดของคำ (Word Error Rate - WER) ได้ถึง 35% สำหรับระบบเสียงภาษาอังกฤษ และ 15% สำหรับภาษาจีน
    • เขาทำให้ตัวถอดรหัส (Decoder) ทำงานเร็วขึ้นถึง 10 เท่า ทั้งในภาษาจีนและอังกฤษ รวมถึงเพิ่มความเร็วในการเทรนระบบภาษาจีนอีก 27% และลดการใช้หน่วยความจำลงได้ถึง 50%
  • ตุลาคม 2015 - กรกฎาคม 2016 ระยะเวลา 10 เดือน ที่ Google Brain ในตำแหน่ง นักวิจัยอาวุโส (Senior Research Scientist) งานหลักของเขาคือการเป็นนักวิจัยด้าน Deep Learning เพื่อขยายขีดความสามารถของโครงข่ายประสาทเทียมให้ฉลาดและซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น สิ่งที่ทำให้เขาโดดเด่นกว่านักวิจัยคนอื่นใน Google Brain คือเขาไม่ได้มองแค่เรื่องความเก่งของ AI เท่านั้น แต่เขาเริ่มทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบ AI

2016 - 2020 ยุคทองที่ OpenAI และการค้นพบกฎเหล็ก

หากปี 2012-2016 คือช่วงเวลาของการสะสมอาวุธในยักษ์ใหญ่อย่าง Google และ Baidu ปี 2016 คือจุดเริ่มต้นที่ Dario Amodei ก้าวเข้าสู่พื้นที่ที่ไม่มีใครเคยไปถึง เขาคือหนึ่งในพนักงานยุคบุกเบิกของ OpenAI องค์กรที่ในตอนนั้นยังมีสถานะเป็นเพียงห้องแล็บวิจัยไม่แสวงหาผลกำไรที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์

  • จากผู้ดูแลความปลอดภัย สู่แม่ทัพใหญ่ฝ่ายวิจัย 
    • Dario เริ่มต้นที่ OpenAI ในตำแหน่ง Team Lead for AI Safety (กรกฎาคม 2016 - กันยายน 2018) งานของเขาในตอนนั้นเหมือนการสร้างเข็มทิศจริยธรรมให้กับเครื่องจักร เขาเป็นหัวหอกในการวิจัยเรื่องการทำให้ระบบ AI สามารถตีความได้ และการฝังค่านิยมของมนุษย์ลงไปในโค้ด
    • ต่อมาเขาขยับขึ้นเป็น Research Director (กันยายน 2018 - ธันวาคม 2019)และก้าวสู่จุดสูงสุดในฐานะ Vice President of Research (ธันวาคม 2019 - ธันวาคม 2020) ในบทบาทนี้ Dario คือ สถาปนิกผู้วางโรดแมปการวิจัยประจำปีและกำหนดทิศทางทั้งหมดของ OpenAI
  • ผู้สร้างตำนาน GPT-2 และ GPT-3 ภายใต้การนำของเขา Dario คือแม่ทัพที่กุมบังเหียนทีมวิจัยในการสร้าง GPT-2 และ GPT-3 ซึ่งเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ทำให้โลกต้องตะลึงกับความสามารถในการเขียนบทความ แต่งกลอน หรือแม้แต่เขียนโปรแกรม เขายังเป็นผู้ร่วมคิดค้นเทคนิค Reinforcement Learning from Human Feedback (RLHF) หรือการเรียนรู้จากคำแนะนำของมนุษย์ ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ทำให้ AI คุยกับคนรู้เรื่องและมีเหตุมีผลอย่างที่เราเห็นใน ChatGPT ทุกวันนี้
  • การค้นพบ Scaling Laws (2020) คือสูตรลับที่เปลี่ยนโลก สิ่งที่ทำให้ Dario Amodei กลายเป็นตำนานที่ยังมีชีวิตในหมู่ผู้สร้าง AI คือการเขียนงานวิจัยระดับคัมภีร์ที่ชื่อว่า Scaling Laws for Neural Language Models ในปี 2020 ก่อนหน้านี้ การสร้าง AI ที่ฉลาดขึ้นเเหมือนการเสี่ยงดวง แต่ Dario และทีมงานได้เปลี่ยนมันให้กลายเป็นวิทยาศาสตร์ที่ทำนายได้ เขาค้นพบว่าเราสามารถทำนายประสิทธิภาพของ AI ได้ล่วงหน้าผ่าน 3 ปัจจัยหลักที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน ได้แก่
    • พลังประมวลผล (Compute) ปริมาณพลังงานและชิปประมวลผลที่ใช้ในการเทรน
    • ปริมาณข้อมูล (Data) จำนวนตัวอักษรและองค์ความรู้ที่ป้อนให้ AI เรียนรู้
    • ขนาดของโมเดล (Parameters) จำนวนจุดเชื่อมต่อหรือเซลล์ประสาทเทียมภายในโครงสร้างโมเดล 
    • ทฤษฎีนี้ยืนยันว่า หากเราทุ่มทรัพยากรลงไปในสัดส่วนที่ถูกต้อง เราจะสามารถสร้างสมองกลที่ฉลาดล้ำเลิศได้จริง การค้นพบนี้เองที่กระตุ้นให้เกิดสงครามชิป และการแข่งกันสร้าง Supercomputer ไปทั่วโลก เพราะทุกคนรู้แล้วว่าความฉลาดซื้อได้ด้วยทรัพยากร

จุดแตกหัก เมื่ออุดมการณ์สวนทางกับธุรกิจ

เมื่อทฤษฎี Scaling Laws พิสูจน์แล้วว่ายิ่งใหญ่และทำเงินได้มหาศาล OpenAI เริ่มเปลี่ยนทิศทางจากการเป็นแล็บวิจัยที่โปร่งใส ไปสู่การรับเงินลงทุนจากยักษ์ใหญ่ นั่นคือ Microsoft และเร่งรีบพัฒนาเพื่อการพาณิชย์

สำหรับ Dario ที่เริ่มต้นเส้นทางจากความกังวลเรื่อง AI Safety มาโดยตลอด เขามองว่าการเร่งรีบโดยละเลยการควบคุมความปลอดภัยคือความเสี่ยงต่อมนุษยชาติ เขาเชื่อว่า AI ที่ฉลาดล้ำเลิศระดับนี้ หากไม่มีรัฐธรรมนูญ หรือระบบควบคุมที่แน่นหนาพอ มันอาจกลายเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้

ในเดือนธันวาคม 2020 เขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง VP of Research พร้อมกับน้องสาวและทีมงานกะทิกว่า 10 คน เพื่อไปสร้างทางเลือกใหม่ที่โลกต้องการ นั่นคือ Anthropic

พวกเขาเริ่มต้นใหม่ในฐานะ Public Benefit Corporation" (บริษัทเพื่อประโยชน์สาธารณะ) โดยมีเป้าหมายเดียวคือการสร้าง AI ที่ฉลาดที่สุดภายใต้เงื่อนไขว่ามันต้องปลอดภัยและตีความได้เป็นอันดับหนึ่ง

การลาออกครั้งนั้นนำมาซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงที่สุดในยุคปัจจุบัน ความเป็นคู่แข่งระหว่าง Dario และ Sam Altman นั้นเข้มข้นจนคนทั้งโลกสัมผัสได้

แม้แต่ในปี 2026 ที่ทั้งคู่ต้องนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันในงานระดับโลกอย่าง India AI Impact Summit กระแสข่าวที่ว่าทั้งคู่ไม่ยอมจับมือกันก็กลายเป็นเครื่องยืนยันว่าอุดมการณ์ที่สวนทางกันในวันนั้น ได้กลายเป็นกำแพงสูงชันที่ยากจะทำลายในวันนี้

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จับตา IrisGo สตาร์ทอัพหน้าใหม่ ก่อตั้งโดยผู้สร้าง Siri ภาษาจีน สร้าง AI ที่จับตาทุกการกระทำบน PC เพื่อสร้าง Workflow โดยไม่ต้องพิมพ์สั่ง

IrisGo สตาร์ทอัพ AI น้องใหม่หนุนหลังโดย Andrew Ng, Nvidia และ Google ที่จะเปลี่ยนโฉมงานออฟฟิศอันซ้ำซากให้เป็นอัตโนมัติด้วยระบบ Proactive AI บนเดสก์ท็อป...

Responsive image

Private Banker คืออะไร และทำไมคนรวยถึงต้องมีคนนี้คอยดูแล

Private Banker คืออะไร ทำงานอยู่ในโลกที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ดูแลพอร์ตหลักพันล้าน วางแผนมรดก และรู้จักลูกค้าลึกกว่าใครในชีวิต...

Responsive image

Obsidian แอปจดโน้ตที่มีพนักงานแค่ 8 คน แต่มีมูลค่าบริษัท 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

Obsidian คือแอปจดโน้ตที่มีผู้ใช้กว่า 1.5 ล้านคน ทำรายได้ 25 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยไม่รับเงินนักลงทุนแม้แต่ดอลลาร์เดียว เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากการตัดสินใจครั้งเดียวในปี 2020 และป...