ตอนนี้ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า Larry Ellison คือมหาเศรษฐีที่ตื่นขึ้นมาแล้วรวยที่สุดในโลก

เพราะในคืนวันพุธที่ผ่านมา Larry Ellison ผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle วัย 81 ปี ได้ก้าวขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก แซงหน้า Elon Musk แบบชั่วข้ามคืน จากเดิมที่มีทรัพย์สินราว 293,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อวาน พอตื่นเช้ามา เขากลายเป็นเจ้าของมูลค่าทรัพย์สินถึง 393,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
และมันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคเพียงอย่างเดียว แต่มันสะท้อนถึงการเดินหมากทางธุรกิจที่ยาวนานกว่า 40 ปี ทั้งการสร้าง Oracle ให้เป็นหนึ่งในบริษัทซอฟต์แวร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ Ellison มีสัดส่วนการถือหุ้นมากถึง 41% ของบริษัทในวันนี้
ถ้าถามว่าจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของ Larry Ellison เริ่มเป็นที่รู้จักคืออะไร คงต้องย้อนกลับไปในปี 1977 เป็นช่วงเวลาที่เส้นทางความมั่งคั่งของ Ellison เริ่มต้นขึ้น
รูปจาก CNN
ณ Santa Clara รัฐแคลิฟอร์เนีย Ellison กับเพื่อนสองคนเริ่มต้นบริษัทเล็ก ๆ ที่ชื่อ Software Development Laboratories งานชิ้นแรกที่พวกเขาได้รับว่าจ้างคือการสร้างฐานข้อมูลให้กับ CIA ภายใต้ชื่อรหัส Oracle
5 ปีถัดมา บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น Oracle และเข้าตลาดหุ้นในปี 1986 จากนั้นชื่อ Oracle Database ก็กลายเป็นกระดูกสันหลังด้านข้อมูลขององค์กรทั่วโลก เพราะคือยุคที่ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ (RDBMS) คืออาวุธหลักของแผนกไอที
Ellison รับบทผู้นำหลายหมวก ทั้ง President (1978–1996), Chairman เป็นช่วง ๆ, เกือบเอาชีวิตไม่รอดจากอุบัติเหตุโต้คลื่นในปี 1992 ก่อนคัมแบ็กในปี 1995 และนั่งเก้าอี้ CEO ยาวจน 2014 แล้วขยับมาเป็น Executive Chairman & CTO จนถึงวันนี้
กว่า 4 ทศวรรษ Oracle เคยรุ่ง เคยร่วง ขึ้นลงมาหลายยุค ตั้งแต่การแข่งขันกับ Microsoft และ Amazon ในคลาวด์ จนมาถึงวันนี้ที่โลกกำลังหิว “คอมพิวต์เพื่อ AI” อย่างไม่เคยมีมาก่อน ความต้องการ Data Center Infrastructure พุ่งขึ้นแทบทุกทวีป และ Oracle ก็อยู่ในตำแหน่งที่มีดิน มีน้ำ และมีไฟฟ้าพร้อมปลูกโรงงานคอมพิวต์ให้คนทั้งโลก
Oracle กลายเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ที่บริษัทเทคโนโลยีเกือบทั้งหมดต้องพึ่งพา ไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft หรือแม้แต่สตาร์ทอัพมาแรงอย่าง CoreWeave

ไตรมาสล่าสุด Oracle ประกาศว่าเพิ่งเซ็นสัญญามูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์กับลูกค้ารายใหญ่ถึง 4 ราย และยังมีอีกหลายสัญญาที่จะตามมา นั่นทำให้ตัวเลข รายได้รอรับ (Remaining Performance Obligations หรือ RPO) พุ่งสูงถึง 455,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รายได้จากธุรกิจ Oracle Cloud Infrastructure (OCI) คาดว่าจะโต 77% ในปีนี้ จาก 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอาจแตะ 144,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 4 ปีข้างหน้า
ซึ่งเบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ คือ ความต้องการศูนย์ข้อมูลสำหรับงาน AI ที่ผลักดันทำให้ราคาหุ้น Oracle พุ่งขึ้นมากกว่า 40% ในวันเดียว หนึ่งในนั้นคือดีลใหญ่ที่ OpenAI เดินเกมจ่ายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีให้ Oracle สร้างฐานประมวลผล Stargate โครงสร้างพื้นฐาน AI ในสหรัฐฯ ที่ตั้งงบรวม 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรยักษ์ใหญ่อย่าง:
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้นักลงทุนเริ่มมอง Oracle เป็นเจ้าของท่าเรือ ที่มีเรือสินค้าสำคัญมากมายมาจอดแน่ๆ ซึ่งก็ชี้ชัด ว่ายุคของ AI ที่ต้องการไฟฟ้า + โรงงานคอมพิวต์ ในปริมาณมหาศาล ใครที่ถือโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน ย่อมได้อานิสงส์ก่อน และนี่คือที่ทางใหม่ของ Oracle
รูปจาก Bloomberg
ถ้าถามว่าทำไมราคาหุ้นขึ้นแล้ว Ellison ถึงรวยกว่าใคร ๆ คำตอบคือ เขาถือหุ้น Oracle เยอะมาก ถึง 41% ซึ่งไม่ได้มาจากการซื้อเพิ่ม แต่เพราะ Ellison ใช้เงินมหาศาลกว่า 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นตัวเองคืนในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเราเรียกสิ่งนี้ว่า Buyback Game หรือ การที่บริษัทใช้เงินสด (และบางครั้งกู้เงิน) ไปซื้อหุ้นของตัวเอง คืนจากตลาด แล้วยกเลิกหรือเก็บไว้เป็นทุนสำรอง
การซื้อหุ้นคืนทำให้จำนวนหุ้นในตลาดลดลง พอหุ้นน้อยลง สัดส่วนของ Ellison ก็ใหญ่ขึ้น จากเดิม 22% กลายเป็น 41% แบบไม่ต้องทำอะไรเลย นี่คือเกมยาวที่เขาเล่นเงียบ ๆ มาตลอด
นอกจากนี้ Ellison ยังได้ปันผลระดับ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อไตรมาส และใช้หุ้น Oracle เป็นหลักค้ำกู้เงินเพื่อใช้จ่าย โดยไม่ต้องขายหุ้นออกมาเลย
ทรัพย์สินของ Ellison ที่เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเดียว เกิดจากการผสมกันของ 3 ปัจจัยอย่าง
Larry Ellison จึงไม่ได้เป็นแค่เศรษฐีที่ขึ้นมาแซงหน้าคนอื่นในชั่วข้ามคืน แต่คือสัญลักษณ์ของการวางหมากยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ รอวันที่โลกหมุนมาถึงจุดที่เขาเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว
อ้างอิง: bbc, edition.cnn, forbes, bloomberg
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด