จุดกำเนิด SK Hynix บริษัทที่ผ่านมา 3 แชโบล

ถ้าให้พูดถึงบริษัทที่กำไรทะลุสถิติที่สุดจากกระแส AI boom ตอนนี้ คนส่วนใหญ่จะนึกถึง Nvidia เป็นชื่อแรก แต่มีอีกบริษัทหนึ่งที่ทำกำไรพุ่งขึ้น 415% ในปีเดียว จนแซงหน้า Samsung กลายเป็นบริษัทมูลค่าสูงสุดของเกาหลีใต้ และกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยมูลค่าระดับ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถ้าสำเร็จจะเป็น IPO ของบริษัทต่างชาติที่ใหญ่มากอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ Nasdaq

บริษัทนั้นคือ SK Hynix และสิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจกว่าตัวเลขกำไร คือก่อนจะมาถึงจุดนี้ บริษัทเคยเกือบล้มละลายมาแล้วสองรอบ ถูกรัฐบาลบังคับให้ควบรวมกับคู่แข่งทั้งที่ไม่อยากรวม ถูกธนาคารเจ้าหนี้เข้ายึดกิจการ และถูกกลุ่มทุนที่ไม่ได้ทำธุรกิจชิปมาก่อนซื้อไปในดีลที่ตลาดตอนนั้นฟันธงว่า เสี่ยงเกินไป

แล้วบริษัทที่เกือบตายมาสองรอบ พลิกกลับมายืนอยู่จุดสูงสุดของอุตสาหกรรมชิปโลกได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นเกิดมาเพื่อเป็น ‘ตัวประกอบ’ ในอู่รถยนต์

ย้อนกลับไปในปี 1983 Chung Ju-yung ผู้ก่อตั้งกลุ่ม Hyundai ได้ตั้งบริษัท Hyundai Electronics Industries ขึ้นมา โดยเหตุผลตอนนั้นไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความหลงใหลในเซมิคอนดักเตอร์เลย แต่เป็นเพราะเขามองเห็นว่าระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ ซึ่งเป็นธุรกิจแกนหลักของ Hyundai ในเวลานั้น เป้าหมายหลักคือ แค่อยากขยายอาณาจักรจากรถยนต์ เรือ และอุตสาหกรรมหนัก เข้ามาแตะวงการ IT ที่ตอนนั้นยังเป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเกาหลีใต้

ในช่วงแรกเริ่ม บริษัทแทบจะไม่มีองค์ความรู้เป็นของตัวเองเลย ต้องอาศัยการรับจ้างผลิตหรือ OEM ให้กับแบรนด์ต่างชาติเพื่อครูพักลักจำ จนกระทั่งเริ่มตั้งไข่ได้และพัฒนาชิปความจำของตัวเองสำเร็จ โดยเริ่มผลิต SRAM และขยับมาทำชิป DRAM ในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงกลางยุค 80s 

รูปจาก SK Groupซึ่งเจ้า DRAM นี้ก็คือชิปความจำที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลชั่วคราวเวลาคอมพิวเตอร์ทำงาน เปรียบง่าย ๆ เหมือนโต๊ะทำงาน ยิ่งโต๊ะกว้างเท่าไหร่ คอมพิวเตอร์ก็ยิ่งเปิดงานหลายอย่างพร้อมกันได้ลื่นขึ้นเท่านั้น และนี่คือจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ของบริษัทที่จะกลายเป็นเบอร์ต้นของโลกในอีก 40 ปีต่อมา

มรสุมต้มยำกุ้งและการควบรวมที่ถูกบังคับ

ทุกอย่างกำลังไปได้ดีจนกระทั่งเจอมรสุมวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 1997 ตอนนั้นกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่หรือแชโบลของเกาหลีใต้ต่างพากันมีหนี้ท่วมกันถ้วนหน้า รัฐบาลเกาหลีใต้ในยุคนั้นเลยต้องยื่นมือเข้ามาจัดระเบียบอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ผ่านนโยบายโหดที่เรียกกันว่า Big Deal โดยสั่งบังคับให้ Hyundai Electronics ต้องเข้าควบรวมกิจการกับคู่แข่งอย่าง LG Semicon ทั้งที่จริง ๆ แล้วทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยากจะมารวมร่างกันเลยสักนิด

การควบรวมที่โดนบังคับครั้งนั้นทำให้บริษัทใหม่ที่เปลี่ยนชื่อมาเป็น Hynix Semiconductor ต้องแบกรับหนี้สินมหาศาลที่ติดมาจากฝั่ง LG แถมเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ในปี 2001 ตลาดชิปความจำโลกเกิดฟองสบู่แตก ราคาชิปดิ่งลงฮวบถึง 80% ส่งผลให้ Hynix ขาดทุนยับเยินกว่า 5 ล้านล้านวอนในเวลาแค่ปีเดียว สภาพตอนนั้นคือล้มละลายทางเทคนิคไปแล้ว จนธนาคารเจ้าหนี้ต้องเข้ามาอุ้มและตัดขาดบริษัทออกจากกลุ่ม Hyundai เพื่อเร่ขายทิ้ง แต่ขายเท่าไหร่ก็ไม่มีใครเอาอยู่นานนับสิบปี เพราะใคร ๆ ก็มองว่าเป็นธุรกิจที่เผาเงินเล่น

จนกระทั่งจุดเปลี่ยนมาถึงในปี 2012 เมื่อ SK Group ตัดสินใจกระโดดเข้ามาซื้อหุ้น Hynix ไปด้วยมูลค่าประมาณ 3.04 พันล้านดอลลาร์ ดีลนี้ในตอนนั้นโดนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินรุมเตือนกันยับว่าเสี่ยงเกินไป เพราะอุตสาหกรรมชิปมันผันผวนสูงมาก แถมต้องถมเงินลงทุนมหาศาลแบบไม่มีวันจบสิ้น ในขณะที่ตอนนั้นพี่ใหญ่อย่าง Samsung ก็นอนมาแบบไร้คู่แข่ง ไม่มีใครคาดคิดเลยว่ากลุ่มทุนที่เด่นเรื่องค่ายมือถืออย่าง SK จะเป็นคนเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของ Hynix ไปตลอดกาล

เดิมพันครั้งประวัติศาสตร์กับ HBM เทคโนโลยีที่เคยไม่มีใครต้องการ

ความจริงแล้ว ไอเดียพลิกโลกนี้ไม่ได้เริ่มจากฝั่ง SK Group เสียทีเดียว เพราะย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2009 ช่วงที่บริษัทยังไร้ญาติขาดมิตรและอยู่ใต้การดูแลของธนาคารเจ้าหนี้ ทีมวิศวกรของ Hynix ได้แอบซุ่มพัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า HBM (High Bandwidth Memory) ขึ้นมาแล้ว หลังจากพวกเขาค้นพบวิธีทลายขีดจำกัดการรับส่งข้อมูลของชิปความจำแบบเดิม ๆ แต่แน่นอนว่าลำพังแค่เงินจากธนาคารคงไม่พอจะขับเคลื่อนอะไรได้ จนกระทั่งปี 2012 เมื่อ SK Group ก้าวเข้ามาเทคโอเวอร์ พวกเขาจึงกลายเป็นทุนสำคัญที่ทุ่มเงินลงทุนก้อนโตระดับแสนล้านวอนเพื่อชุบชีวิตโปรเจกต์นี้อย่างจริงจัง

กลยุทธ์ของ SK Hynix ในเวลานั้นถือว่าเฉียบคมมาก พวกเขาเลือกที่จะไม่ลงไปเล่นสงครามราคากับพี่ใหญ่อย่าง Samsung ในตลาดชิป DRAM ทั่วไปที่นับวันจะกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ราคาถูก แต่หันมาเทหมดหน้าตักให้กับ HBM ซึ่งเป็นชิปความจำสมรรถนะสูงที่ใช้วิธีจับชิปมาวางซ้อนกันเป็นตึกสูงในแนวตั้ง แล้วเจาะรูเชื่อมต่อกันด้วยเทคโนโลยี TSV ทำให้ข้อมูลไหลผ่านได้กว้างและเร็วกว่าถนนเลนเดิมมหาศาล

ทว่าในช่วงแรก เดิมพันนี้เกือบกลายเป็นฝันร้าย เพราะเทคโนโลยีนี้ล้ำหน้าเกินไปจนแทบไม่มีตลาดรองรับ โรงงานแพ็กเกจจิ้งถึงขั้นต้องเดินเครื่องต่ำกว่ากำลังผลิตจนดูเหมือนกำลังเอาเงินไปทิ้งเปล่า

แต่แล้ว จังหวะครั้งประวัติศาสตร์ก็มาถึงในช่วงปลายปี 2022 เมื่อ OpenAI เปิดตัว ChatGPT จุดชนวนให้กระแส Generative AI ระเบิดไปทั่วโลกแทบจะในชั่วข้ามคืน ส่งผลให้ความต้องการระบบประมวลผลอัจฉริยะพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ ซึ่งชิป GPU ตัวแรงของ Nvidia ที่ใช้เทรน AI นั้น จะทำงานไม่ได้เลยหากขาดชิปความจำที่เร็วแรงระดับ HBM และนั่นทำให้ SK Hynix ที่ซุ่มซ้อมถมเงินทุนอยู่กับเทคโนโลยีนี้มานานกว่าทศวรรษ กลายเป็นรายเดียวในโลกที่มีสินค้าพร้อมป้อนให้ Nvidia ได้ทันที คว้าเค้กก้อนใหญ่ที่สุดในฐานะพาร์ตเนอร์อันดับหนึ่ง และทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือตัวเลขที่ไม่มีใครในอุตสาหกรรมชิปเคยเห็นมาก่อน

ผลลัพธ์จากการมองการณ์ไกลในวันนั้น สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขทางการเงินที่คนในวงการชิปไม่เคยเห็นมาก่อน ในช่วงปี 2025 เป็นต้นมา SK Hynix สามารถแซง Samsung ขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งในตลาด DRAM ได้สำเร็จ และเมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 2026 บริษัททำรายได้ทะยานไปถึง 35,550 ล้านดอลลาร์สหรับน สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าจากปีก่อนหน้า ส่วนกำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นถึง 5 เท่า มีอัตรากำไรสูงถึง 72% 

จากบริษัทที่ไม่มีใครเหลียวแลเมื่อ 15 ก่อน วันนี้ SK Hynix กำลังจะก้าวไปอีกขั้นด้วยการพาตัวเองเข้าสู่กระดานหุ้น Nasdaq ในสหรัฐฯ เม็ดเงินระดมทุนที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 29,000 ล้านดอลลาร์นี้ จะกลายเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้นักลงทุนฝั่งตะวันตกและกองทุนระดับโลกสามารถเข้าถึงหุ้นของบริษัทได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระดานเกาหลีใต้เหมือนแต่ก่อน และจะเป็นการตอกย้ำสถานะความเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกอย่างเต็มตัว

แม้ว่าเส้นทางของ SK Hynix จะดูเหมือนพุ่งทะยาน แต่ในความเป็นจริง สมรภูมิชิปความจำยังคงผันผวนสูงและพร้อมพลิกผันได้ตลอดเวลา เห็นได้ชัดจากช่วงสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา เมื่อหุ้นของ SK Hynix ดิ่งฮวบลงถึง 14.5% ในวันเดียว หลังจากยักษ์ใหญ่อย่าง Meta ประกาศแผนบุกธุรกิจ Cloud เพื่อปล่อยเช่ากำลังประมวลผล AI ส่วนเกิน ข่าวนี้ทำให้ตลาดเริ่มกลับมาตั้งคำถามกับโครงสร้าง Demand ว่าหลังจากกระแสการแห่ตุนชิปของบรรดา Big Tech ในช่วงสองปีแรกผ่านพ้นไป รูปแบบการสั่งซื้อชิปหลังจากนี้จะเปลี่ยนผ่านไปสู่เฟสไหน

สิ่งที่อุตสาหกรรมกำลังจับตามองในตอนนี้คือ วัฏจักรของชิปความจำรอบนี้จะยาวนานแค่ไหน และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สร้างกันไว้จะกระจายตัวไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ ได้เร็วพอที่จะสร้าง Demand ระลอกใหม่ทันท่วงทีหรือไม่ 

ซึ่งหมุดหมายสำคัญอย่างการทำ IPO บนกระดาน Nasdaq ในสหรัฐฯ ของ SK Hynix ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จึงไม่ใช่แค่การระดมทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตเท่านั้น แต่จะเป็น Barometer ชิ้นสำคัญที่จะสะท้อนมุมมองเชิงกลยุทธ์ของนักลงทุนสถาบันระดับโลกว่า พวกเขามองภาพระยะยาวของ Ecosystem นี้ไว้อย่างไร และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่มี SK Hynix เป็นกระดูกสันหลัง จะก้าวข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านของตลาดในรอบนี้ไปในทิศทางไหน

อ้างอิง: news.skhynix, everycrsreport, theregister, investing, fortune, asiatechreview, techcrunch, bloomberg, fortune

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Cecilia Shen คือใคร? รู้จักผู้ก่อตั้ง Utopai สตูดิโอ AI ที่หวังสร้างหนังท้าชนฮอลลีวูด

เดิมที AI ในวงการภาพยนตร์มักถูกมองว่าเป็นแค่ตัวช่วยเขียนบท ตัดต่อ หรือทำเอฟเฟกต์ให้เสร็จไวขึ้น แต่วันนี้มีสตาร์ทอัพที่คิดการใหญ่กว่านั้น พวกเขากำลังสร้าง 'สตูดิโอภาพยนตร์ AI' ที่สา...

Responsive image

การเดินทาง 25 ปีของ XBOX ธุรกิจที่เคยเกิดมาเพื่อสกัด PlayStation เพราะความกลัว

ซีอีโอใหม่ Xbox ยอมรับธุรกิจไม่แข็งแรง ขาดทุน 64 เซนต์ต่อทุกดอลลาร์ที่ลงทุน เดินหน้า Reset ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ หั่นชั้นบริหารจาก 14 เหลือ 5 พร้อมย้อนดูจุดกำเนิด Xbox เคร...

Responsive image

รู้จักคุณปู่ Vint Cerf ชายผู้สร้างอินเทอร์เน็ต ที่กำลังจะเกษียณงานในวัย 83 สิ้นสุดการทำหน้าที่เชื่อมต่อคนทั้งโลก

รู้จัก Vint Cerf บิดาแห่งอินเทอร์เน็ต ผู้สร้าง TCP/IP ให้โลกเชื่อมถึงกัน ย้อนรอยตำนาน 50 ปี และคำเตือนสุดท้ายถึงวงการ AI ก่อนเกษียณจาก Google ในวัย 83 ปี...