
มีฉากหนึ่งในซีรีส์ ทนายปีศาจ บน Netflix ที่หลายคนอาจมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว ตัวละครเจ้าหน้าที่ในระบบศาลรับบทโดยคุณหม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือเชฟป้อม กำลังอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ และบนจอนั้นมีเกม Solitaire เปิดอยู่
ถ้าเป็นซีรีส์เรื่องอื่น นี่อาจเป็นแค่รายละเอียดประกอบฉากที่ทำให้ห้องทำงานดูสมจริงขึ้น แต่เมื่อวางอยู่ในทนายปีศาจ ซีรีส์ที่เล่าเรื่องช่องโหว่ของกฎหมาย ความล่าช้าของระบบ และพื้นที่สีเทาของความยุติธรรม เกมไพ่บนหน้าจอนี้กลับชวนให้ตีความต่อได้มากกว่านั้น
เพราะ Solitaire คือเกมที่ดูเล็กที่สุดเกมหนึ่งในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ แต่ส่งผลต่อวิธีที่คนจำนวนมหาศาลเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลในยุคแรก ๆ อย่างเงียบ ๆ
ปี 1990 Microsoft ใส่ Solitaire เข้ามากับ Windows 3.0 ในช่วงที่คนจำนวนมากยังไม่คุ้นกับคอมพิวเตอร์แบบกราฟิก หรือ GUI ซึ่งเป็นหน้าจอที่เราคลิกไอคอน เปิดหน้าต่าง และขยับวัตถุด้วยเมาส์ แทนการพิมพ์คำสั่งผ่านหน้าจอดำ ๆ แบบเดิม
The Strong National Museum of Play ระบุว่า Solitaire ถูกเลือกมาเพราะผู้ใช้เข้าใจกติกาเกมไพ่ได้ทันที และช่วยให้คนเรียนรู้การใช้อุปกรณ์ใหม่ในเวลานั้น นั่นคือเมาส์ โดยเฉพาะการคลิก ลาก และวางไพ่บนหน้าจอ
เบื้องหลังบทเรียนระดับโลกนี้เริ่มจากโปรเจกต์เล็ก ๆ ของคุณ Wes Cherry เด็กฝึกงาน Microsoft ที่เขียนเกมขึ้นในปี 1988 เพราะอยากมี Solitaire บน Windows หลังเคยเล่นเกมลักษณะเดียวกันบน Mac
เขาเล่าว่า ทีม Windows เลือกนำเกมนี้ไปใส่ใน Windows 3.0 ส่วนสิ่งที่เขาได้รับคือคอมพิวเตอร์ IBM XT สำหรับใช้แก้บั๊กระหว่างปีการศึกษา แทนค่าลิขสิทธิ์จากเกมที่ต่อมากระจายไปทั่วโลก
UX หรือประสบการณ์ผู้ใช้ คือประสบการณ์ที่ผู้ใช้มีต่อผลิตภัณฑ์ดิจิทัล ตั้งแต่วิธีเข้าใจหน้าจอ วิธีควบคุมสิ่งที่เห็น ไปจนถึงความรู้สึกว่าระบบใช้ง่ายหรือยาก Solitaire ทำหน้าที่นี้ได้เก่งมาก เพราะมันไม่สอนผ่านคู่มือ แต่สอนผ่านความเคยชินผ่านการเล่นเกม
Solitaire ทำหน้าที่สอนผู้ใช้ให้รู้จักการทำ Drag & Drop ด้วยโจทย์ของเกมที่ให้ย้ายไพ่จากกองหนึ่งไปอีกกองหนึ่งซ้ำ ๆ จนมือเริ่มจำได้เองว่า การคลิกค้างแล้วลากวัตถุบนหน้าจอคือพฤติกรรมปกติของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่
ช่วงต้นทศวรรษ 1990 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลยังเป็นของใหม่สำหรับคนทำงานจำนวนมาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่เติบโตมากับเอกสาร กระดาษ แฟ้ม และเครื่องพิมพ์ดีด การย้ายเข้าสู่โลกของหน้าต่าง ไอคอน เมาส์ และเคอร์เซอร์ จึงเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่
ปัญหาของเทคโนโลยีใหม่ในเวลานั้นจึงไม่ได้อยู่ที่เครื่องทำอะไรได้บ้าง แต่อยู่ที่คนกล้าแตะมันหรือเปล่า

Solitaire แก้ปัญหานี้ด้วยวิธีที่เรียบง่ายมาก คนจำนวนมากรู้จักไพ่ รู้ว่าต้องเรียงลำดับสีและตัวเลข และรู้ว่าการเล่นคนเดียวหมายถึงอะไร เกมจึงกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้คนลองผิดลองถูกกับเมาส์ โดยไม่มีความเสี่ยงเท่าการเปิดไฟล์งานจริงหรือสั่งพิมพ์เอกสารผิด
Solitaire ถูกติดตั้งมากับ Windows หลายเวอร์ชันตั้งแต่ปี 1990 จนถึง Windows 8.1 ในปี 2013 ก่อนจะกลายเป็นเกมที่ดาวน์โหลดแยกภายหลัง จนถึงตอนนี้น่าจะถูกติดตั้งบนคอมพิวเตอร์มากกว่าหนึ่งพันล้านเครื่องเข้าไปแล้ว
ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันทำให้ Solitaire อยู่ในตำแหน่งที่แปลกมากในประวัติศาสตร์เทคโนโลยี เกมนี้ไม่ได้ชนะด้วยกราฟิก ไม่ได้ชนะด้วยเนื้อเรื่อง ไม่ได้ชนะด้วยการแข่งขันออนไลน์ แต่มันชนะด้วยการอยู่ตรงนั้นกับผู้ใช้เสมอ ในเครื่องทำงาน ในห้องคอมพิวเตอร์ ในสำนักงานรัฐ ในโต๊ะพนักงาน และในช่วงเวลาว่างสั้น ๆ ระหว่างวัน
เคยมีรายงานว่า Microsoft Solitaire Collection มียอดเล่นเฉลี่ย 55 ล้านเกมต่อวัน หรือราว 20,000 ล้านเกมต่อปี ขณะที่เวอร์ชัน Hall of Fame ระบุว่าเกมนี้ถูกแปลเป็น 65 ภาษา และเล่นในมากกว่า 200 ตลาด รวมถึงแอนตาร์กติกา
ความแพร่หลายแบบนี้ทำให้ Solitaire กลายเป็นมากกว่าเกม มันคือความทรงจำร่วมของยุคที่คนเริ่มมีความสัมพันธ์กับคอมพิวเตอร์ผ่านเมาส์เป็นครั้งแรก
ถ้ามองในเชิงระบบ Solitaire เป็นเกมที่น่าสนใจมาก เพราะผู้เล่นไม่ได้ต่อสู้กับใครเลย ไม่มีศัตรู ไม่มีเวลาบีบบังคับในแบบเกมแอ็กชัน ไม่มีบทสนทนาซับซ้อน สิ่งที่ผู้เล่นทำคือพยายามจัดระเบียบไพ่ที่ถูกแจกมาแบบไม่สมบูรณ์
ในแต่ละตา ผู้เล่นมองเห็นข้อมูลบางส่วน ไพ่บางใบคว่ำอยู่ ไพ่บางใบเปิดอยู่ ทางเลือกบางทางดูเหมือนถูก แต่พอย้ายไพ่ไปแล้วอาจติด และหลายครั้งผู้เล่นต้องย้อนกลับมาคิดว่า ควรเปิดไพ่ใบไหนก่อน ควรย้ายกองไหนก่อน หรือควรรอจังหวะไหน
กติกาของ Solitaire จึงไม่ได้สอนแค่การลากเมาส์ แต่มันสอนวิธีคิดกับระบบที่มีข้อจำกัด สอนให้เรายอมรับว่าเราไม่ได้เห็นข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ต้น และสอนให้เราเข้าใจว่า การชนะไม่ได้มาจากการมีไพ่ดีที่สุดเสมอไป แต่มาจากการเรียงลำดับการตัดสินใจให้ถูกจังหวะ
เมื่อวางเกมนี้ไว้ในทนายปีศาจ ภาพของ Solitaire บนคอมพิวเตอร์ในระบบศาลจึงชวนให้คิดต่อ
ทนายปีศาจเล่าเรื่อง เมฆ ทนายหนุ่มที่เชื่อว่ากฎหมายควรปกป้องคนไร้ทางสู้ แต่เมื่อเขาถูกกล่าวหาว่าฆ่าลูกชายของนายตำรวจใหญ่ เขาต้องหันไปร่วมมือกับจิตตรี ทนายที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อชนะคดี
Netflix วางซีรีส์เรื่องนี้เป็นดราม่าชั้นศาลของไทยที่สำรวจบาดแผลของสังคม ความอยุติธรรมเชิงระบบ และพื้นที่สีเทาทางศีลธรรม ผ่านคดีที่เชื่อมโยงกันหลายชั้น
ในโลกแบบนั้น กฎหมายไม่ได้เป็นเพียงตัวบทที่เขียนอยู่บนกระดาษ แต่เป็นระบบที่มีลำดับขั้นตอน มีคนคุมกติกา มีข้อมูลที่บางฝ่ายเห็นและบางฝ่ายไม่เห็น และมีช่องว่างที่คนซึ่งเข้าใจระบบก่อนมักใช้ประโยชน์ได้ก่อน
Solitaire จึงทำงานเป็นสัญลักษณ์ได้ดีมาก เกมหนึ่งเกมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เก่า ๆ อาจสะท้อนโลกของซีรีส์ทั้งเรื่องได้ในระดับที่ไม่ต้องพูดออกมาตรง ๆ
สิ่งที่ทำให้ฉากนี้น่าสนใจคือ Solitaire เป็นเกมของยุคคอมพิวเตอร์สำนักงาน ต่างจากเกมของยุคสมาร์ตโฟนอย่างชัดเจน
ถ้าผู้กำกับเลือกให้ตัวละครเปิด TikTok เล่นเกมมือถือ หรือไถฟีดโซเชียล ความหมายจะเปลี่ยนไปทันที มันจะกลายเป็นภาพของความของความร่วมสมัย แต่ Solitaire ให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง มันคือภาพของระบบราชการ ระบบเอกสาร และคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่อยู่กับองค์กรไทยมานาน
ความตลกร้ายคือ เวอร์ชันแรกของ Solitaire เคยมีฟีเจอร์ที่เรียกว่า 'Boss Key' ซึ่งทำให้ผู้เล่นสลับหน้าจอเกมไปเป็นสเปรดชีตปลอมเพื่อหลอกเจ้านายได้ แต่ Microsoft ถอดฟีเจอร์นี้ออกก่อนปล่อยจริง รายละเอียดเล็ก ๆ นี้ทำให้ภาพจำของ Solitaire ผูกกับโลกออฟฟิศมากขึ้น เพราะเกมนี้เข้าใจดีว่าคอมพิวเตอร์สำนักงานมีทั้งงานที่ต้องทำ และช่องว่างเล็ก ๆ ที่คนใช้หลบออกจากงานชั่วคราว
บริษัทจำนวนมากผ่านการทำ Digital Transformation มาแล้วในระดับเครื่องมือ มีคอมพิวเตอร์ มีระบบจัดเก็บข้อมูล มีฐานข้อมูล มีหน้าจอให้กรอกเอกสาร แต่พฤติกรรมการทำงานในหลายแห่งยังยึดกับวิธีคิดแบบเดิม คือรอคิว รอแฟ้ม รอคนอนุมัติ รอขั้นตอน และรอให้ระบบค่อย ๆ ขยับไปทีละช่อง
Solitaire จึงเป็นภาพที่แม่นในเชิงวัฒนธรรม เพราะมันคือเกมที่อยู่ระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ เป็นเกมไพ่แบบแอนะล็อกที่ถูกย้ายเข้ามาอยู่ในคอมพิวเตอร์ เป็นของเล่นที่ดูดิจิทัล แต่โครงสร้างความคิดยังเป็นการจัดเรียงลำดับแบบเดิม
ประเด็นนี้ทำให้ฉากในทนายปีศาจเชื่อมกับโลกเทคโนโลยีได้ชัดขึ้น ในหลายองค์กร เทคโนโลยีใหม่ไม่ได้เปลี่ยนระบบโดยอัตโนมัติ สิ่งที่เปลี่ยนยากกว่าคือวิธีคิดของคนในระบบ
คอมพิวเตอร์อาจมาแทนแฟ้มกระดาษ แต่ถ้าการตัดสินใจยังต้องรอคนเดิม ขั้นตอนเดิม และอำนาจเดิม เทคโนโลยีก็เป็นแค่หน้าจอใหม่ของระบบเก่า
ปี 2019 Solitaire ถูกบรรจุเข้าสู่หอเกียรติยศเกมโลกของ The Strong National Museum of Play ในฐานะเกมที่มีอิทธิพลสูง มีอายุยืน มีการเข้าถึงระดับโลก และกลายเป็นไอคอนของวัฒนธรรมเกม
การได้รับการยอมรับนี้น่าสนใจ เพราะ Solitaire เป็นเกมที่แทบไม่มีภาพจำแบบเกมดังยุคใหม่ ไม่มีตัวละคร ไม่มีจักรวาล ไม่มีการแข่งขันอีสปอร์ต สิ่งที่มันมีคือความธรรมดา
แต่ความธรรมดานี่เองที่ทำให้มันทรงพลัง
Solitaire อยู่ในคอมพิวเตอร์ที่คนใช้ทำงานจริง มันอยู่ในเวลาที่พนักงานพักสายตา อยู่ในช่วงที่คนรอโหลดไฟล์ รอระบบประมวลผล รอหัวหน้าเรียก รอเอกสารเดิน มันจึงกลายเป็นเกมของช่องว่างระหว่างงาน มากกว่าเกมของเวลาว่างเต็มรูปแบบ
เมื่อนำไปวางในซีรีส์กฎหมายที่พูดถึงอำนาจ ระบบ และความยุติธรรม Solitaire จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็น Easter Egg เฉย ๆ แต่มันกลายเป็นภาษาภาพของระบบที่คุ้นเคยจนเราเลิกตั้งคำถาม
เราเห็นเกมนี้แล้วรู้สึกทันทีว่าเป็นคอมพิวเตอร์สำนักงาน เรารู้สึกว่าคนในฉากกำลังรออะไรบางอย่าง เรารู้สึกว่าระบบกำลังเดินไปช้า ๆ และเราอาจรู้สึกด้วยว่า ใครบางคนกำลังเล่นเกมในขณะที่ชีวิตของอีกคนถูกตัดสินอยู่ในระบบเดียวกัน
นี่คือพลังของรายละเอียดเล็ก ๆ ในงานเล่าเรื่อง รายละเอียดที่ดีไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเอง แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนดูเชื่อมความหมายได้เอง
อ้างอิง : museumofplay, History of Solitaire
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด