เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พาดหัวข่าวจาก Financial Times สื่อเศรษฐกิจระดับโลกทำเอาวงการธุรกิจไทยต้องนั่งไม่ติด เมื่อเขาแปะป้ายตัวโต ๆ ให้เราว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็น Sick Man of Asia หรือคนป่วยแห่งเอเชียรายใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเสือเศรษฐกิจตัวนี้?”
คำว่า Sick Man of Asia ไม่ใช่แค่ฉายาที่ตั้งขึ้นมาล้อเลียนกันเล่น ๆ แต่มันคือป้ายตีตราที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล ในโลกของเศรษฐศาสตร์การเมือง ฉายานี้เปรียบเสมือน ‘แฟ้มประวัติคนไข้’ ที่ใช้เรียกประเทศที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันกลับติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้างจนขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้
ในบทความนี้ Techsauce จะพาย้อนเวลากลับไปดูเส้นทางของฉายานี้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครบ้างที่เคยได้รับฉายานี้มาก่อนหน้าเรา และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาใช้วิธีไหนในการรักษาตัวเองจนกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง หรือบางรายยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

ในมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ฉายานี้ไม่ได้เกี่ยวกับสุขภาพของคนในประเทศที่ย่ำแย่ แต่มันคือการเปรียบเปรยถึงความพิการเชิงนโยบาย ที่ทำให้คนร่างกายกำยำคนหนึ่ง กลับลุกขึ้นมาเดินหรือวิ่งไม่ได้เหมือนเก่า ซึ่งอาการป่วยที่ว่านี้ มักจะมาพร้อมกับ 3 อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้ชัด ๆ ได้แก่
เมื่ออาการเหล่านี้รุมเร้าพร้อมกัน จากนักกีฬาระดับแถวหน้าของภูมิภาค จึงค่อยๆ กลายเป็นคนป่วยที่ต้องนอนพักฟื้นยาว ๆ
ในช่วงศตวรรษที่ 19 จีนไม่ใช่ประเทศที่ยากจน แต่เป็นประเทศที่ติดกับดักความสำเร็จเดิม
จีนยึดถือโมเดลเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมและระบบราชการรวมศูนย์ที่เคยทำให้พวกเขาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งมานับพันปี แต่กลับเลือกที่จะปฏิเสธการทำ Digital Transformation ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรม
ความป่วยจีนแสดงออกผ่านภาวะการมองแค่ภายในและปิดกั้นนวัตกรรมจากตะวันตก ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเครื่องจักรไอน้ำและพาณิชย์นาวีเสรี จีนกลับใช้โครงสร้างการบริหารที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชันและการเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ กลุ่มขุนนางโกงกินงบประมาณไม่ถึงประชาชน เมื่อเกิดสงครามฝิ่น จีนจึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบเพราะทั้งความพร้อมและอาวุธที่สู้ไม่ได้ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้จีนต้องทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ จนเสียอำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและภาษีให้กับต่างชาติ กลายเป็นคนป่วยที่โดนรุมกินจนแทบสิ้นชาติ
แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ คือ จีนใช้เวลาเกือบศตวรรษในการเรียนรู้ความเจ็บปวด จนกระทั่งเกิดการผ่าตัดใหญ่ในยุคของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ตัดสินใจเปิดประเทศในปี 1978 เปลี่ยนจากระบบปิดมาเป็นโรงงานของโลก ยอมรับเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ ซึ่งเป็นการยอมรับว่ายาที่ดีที่สุดคือการปฏิรูป จนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกได้ในปัจจุบัน
เคสของฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจตรงที่มันแสดงให้เห็นว่า ฉายาคนป่วยไม่ใช่สิ่งที่สลัดหลุดแล้วหลุดเลย แต่มันคือการต่อสู้กับโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ฟิลิปปินส์เคยเป็นดาวรุ่งที่เจริญอันดับต้นๆ ของเอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งทรัพยากรและคนเก่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ทั่วประเทศ
อาการป่วยระยะแรกของฟิลิปปินส์เริ่มชัดเจนที่สุดในยุคของ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสรีให้กลายเป็นระบบ Crony Capitalism หรือทุนนิยมพวกพ้องอย่างเต็มตัว การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จบิดเบือนนโยบายรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเครือญาติและมิตรสหายทำให้กลไกการแข่งขันพังทลาย เงินภาษีมหาศาลถูกยักยอกออกนอกประเทศ
ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างไทยและมาเลเซียกำลังเร่งสร้างนิคมอุตสาหกรรมเพื่อเป็นฐานการผลิตโลก ฟิลิปปินส์กลับทำได้เพียงกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนเศรษฐกิจหยุดชะงักและจมกองหนี้อยู่นานกว่า 20 ปี กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียรุ่นแรก ๆ ที่นักลงทุนต่างส่ายหน้า
จนกระทั่งในช่วงปี 2010 - 2016 แสงสว่างเริ่มกลับมาอีกครั้งภายใต้การนำของ เบนิกโน อากีโน ที่เข้ามาจัดการผ่าตัดระบบงบประมาณใหม่ เขานำหลักการความโปร่งใสมาใช้ ลงดาบกับคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จนฟิลิปปินส์ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เป็นครั้งแรกในปี 2013 ความสำเร็จนี้ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกยกย่องว่าเป็นความภูมิใจของภูมิภาค และดูเหมือนว่าคนป่วยรายนี้จะหายขาดจนกลับมาวิ่งสปีดแซงหน้าเพื่อนบ้านได้อีกครั้ง
แต่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจก็สอนเราว่าความสำเร็จนั้นเปราะบาง เมื่อเข้าสู่ยุคของ โรดริโก ดูเตอร์เต ฟิลิปปินส์กลับเผชิญกับภาวะ Economic Neglect หรือการละเลยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อไปมุ่งเน้นนโยบายประชานิยมและสงครามยาเสพติดที่รุนแรง แม้ดูเตอร์เตจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการยักษ์ใหญ่ภายใต้ชื่อ Build, Build, Build แต่การเร่งลงทุนโดยขาดการบริหารจัดการที่ดีทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเกิน 50% ของ GDP พร้อมกับเกิดสภาวะ Double Deficit หรือการขาดดุลทั้งงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัด
อาการป่วยซ้ำแสดงผลออกมาอย่างรวดเร็วผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มคนยากจนที่เป็นฐานเสียงหลัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนทันทีเมื่อสถาบันทางการเมืองเริ่มอ่อนแอลง และอันดับความโปร่งใสของประเทศร่วงกราวรูดจากอันดับที่ 95 ลงไปอยู่ที่ 111 ภายในเวลาเพียง 2 ปี เคสของฟิลิปปินส์จึงเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ต่อให้รักษาตัวจนหายดีแค่ไหน แต่หากสถาบันหลักของชาติอ่อนแอและคอร์รัปชันกลับมาพุ่งสูง ฉายา Sick Man of Asia ก็พร้อมจะกลับมาแปะป้ายที่หน้าประตูบ้านได้ทุกเมื่อ

พาดหัวจาก Financial Times ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่คือ Wake-up Call ครั้งสำคัญที่บอกว่าประเทศไทยไม่สามารถรักษาตัวเองด้วยนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป
ประวัติศาสตร์ของรุ่นพี่อย่างจีน ฟิลิปปินส์ สอนเราอย่างชัดเจนว่าคนป่วยจะหายได้ ต้องเริ่มจากการยอมรับอาการและกล้าที่จะผ่าตัดใหญ่เชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขัน การเปิดรับนวัตกรรมใหม่ หรือการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อการเติบโตระยะยาว
ฉายา Sick Man of Asia ครั้งนี้จะเป็นเพียงอาการป่วยชั่วคราว หรือจะกลายเป็นสถานะถาวร คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มลงมือรักษาตัวเองตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอจนกลายเป็นคนไข้ติดเตียงที่ทำได้เพียงมองดูเพื่อนบ้านวิ่งแซงหน้าเราไปอย่างถาวร
อ้างอิง: britannica, brookings, asia.nikkei
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด