ใครเคยเป็น Sick Man of Asia ฉายาคนป่วยที่วันนี้เวียนเทียนมาถึงคิวไทย

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา พาดหัวข่าวจาก Financial Times สื่อเศรษฐกิจระดับโลกทำเอาวงการธุรกิจไทยต้องนั่งไม่ติด เมื่อเขาแปะป้ายตัวโต ๆ ให้เราว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็น Sick Man of Asia หรือคนป่วยแห่งเอเชียรายใหม่ พร้อมตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับอดีตเสือเศรษฐกิจตัวนี้?”

คำว่า Sick Man of Asia ไม่ใช่แค่ฉายาที่ตั้งขึ้นมาล้อเลียนกันเล่น ๆ แต่มันคือป้ายตีตราที่มีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล ในโลกของเศรษฐศาสตร์การเมือง ฉายานี้เปรียบเสมือน ‘แฟ้มประวัติคนไข้’ ที่ใช้เรียกประเทศที่เคยรุ่งโรจน์ แต่ปัจจุบันกลับติดหล่มปัญหาเชิงโครงสร้างจนขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้

ในบทความนี้ Techsauce จะพาย้อนเวลากลับไปดูเส้นทางของฉายานี้ว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร ใครบ้างที่เคยได้รับฉายานี้มาก่อนหน้าเรา และที่สำคัญที่สุด... พวกเขาใช้วิธีไหนในการรักษาตัวเองจนกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง หรือบางรายยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่จนถึงทุกวันนี้

Sick Man คืออะไร ?

ในมุมมองของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ฉายานี้ไม่ได้เกี่ยวกับสุขภาพของคนในประเทศที่ย่ำแย่ แต่มันคือการเปรียบเปรยถึงความพิการเชิงนโยบาย ที่ทำให้คนร่างกายกำยำคนหนึ่ง กลับลุกขึ้นมาเดินหรือวิ่งไม่ได้เหมือนเก่า ซึ่งอาการป่วยที่ว่านี้ มักจะมาพร้อมกับ 3 อาการเบื้องต้นที่สังเกตได้ชัด ๆ ได้แก่

  1. ภาวะอัมพาตทางการเมือง (Political Paralysis) คือสภาวะที่การเมืองไร้เสถียรภาพ ขัดแย้งกันจนไม่สามารถเข็นนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ ออกมาใช้ได้ ประเทศเลยย่ำอยู่กับที่เพราะไม่มีทิศทางที่ชัดเจน
  2. เครื่องยนต์เศรษฐกิจล้าสมัย (Structural Decay) โครงสร้างเศรษฐกิจที่ยังพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่า (เช่น การรับจ้างผลิตของเดิม ๆ) ในขณะที่โลกเปลี่ยนไปหาเทคโนโลยีใหม่แล้ว แต่เรายังไม่มีนวัตกรรมใหม่มาทดแทน ทำให้รายได้เริ่มหดหาย
  3. ความสามารถในการแข่งขันถดถอย (Competitiveness Gap) การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน เมื่อต้นทุนเราสูงขึ้นแต่ประสิทธิภาพเท่าเดิม นักลงทุนจึงหนีไปหาประเทศที่สดใหม่กว่า แรงงานถูกกว่า หรือเทคโนโลยีดีกว่า

เมื่ออาการเหล่านี้รุมเร้าพร้อมกัน จากนักกีฬาระดับแถวหน้าของภูมิภาค จึงค่อยๆ กลายเป็นคนป่วยที่ต้องนอนพักฟื้นยาว ๆ

ใครเคยได้รับฉายา Sick man of Asia บ้าง ?

จีน รุ่นบุกเบิกที่ป่วยเพราะ ‘ปิดกั้น’

ในช่วงศตวรรษที่ 19 จีนไม่ใช่ประเทศที่ยากจน แต่เป็นประเทศที่ติดกับดักความสำเร็จเดิม

จีนยึดถือโมเดลเศรษฐกิจแบบเกษตรกรรมและระบบราชการรวมศูนย์ที่เคยทำให้พวกเขาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งมานับพันปี แต่กลับเลือกที่จะปฏิเสธการทำ Digital Transformation ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ การปฏิวัติอุตสาหกรรม

ความป่วยจีนแสดงออกผ่านภาวะการมองแค่ภายในและปิดกั้นนวัตกรรมจากตะวันตก ขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเครื่องจักรไอน้ำและพาณิชย์นาวีเสรี จีนกลับใช้โครงสร้างการบริหารที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชันและการเก็บภาษีที่ไร้ประสิทธิภาพ กลุ่มขุนนางโกงกินงบประมาณไม่ถึงประชาชน เมื่อเกิดสงครามฝิ่น จีนจึงพ่ายแพ้อย่างราบคาบเพราะทั้งความพร้อมและอาวุธที่สู้ไม่ได้ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้จีนต้องทำสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหลายฉบับ จนเสียอำนาจการตัดสินใจทางเศรษฐกิจและภาษีให้กับต่างชาติ กลายเป็นคนป่วยที่โดนรุมกินจนแทบสิ้นชาติ

แต่จุดเปลี่ยนสำคัญจากเหตุการณ์นี้ คือ จีนใช้เวลาเกือบศตวรรษในการเรียนรู้ความเจ็บปวด จนกระทั่งเกิดการผ่าตัดใหญ่ในยุคของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ตัดสินใจเปิดประเทศในปี 1978 เปลี่ยนจากระบบปิดมาเป็นโรงงานของโลก ยอมรับเงินลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างชาติ ซึ่งเป็นการยอมรับว่ายาที่ดีที่สุดคือการปฏิรูป จนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเบอร์ต้นของโลกได้ในปัจจุบัน

ฟิลิปปินส์ บทเรียนของการกลับมาป่วยซ้ำ

เคสของฟิลิปปินส์มีความน่าสนใจตรงที่มันแสดงให้เห็นว่า ฉายาคนป่วยไม่ใช่สิ่งที่สลัดหลุดแล้วหลุดเลย แต่มันคือการต่อสู้กับโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง ฟิลิปปินส์เคยเป็นดาวรุ่งที่เจริญอันดับต้นๆ ของเอเชียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทั้งทรัพยากรและคนเก่งที่พูดภาษาอังกฤษได้ทั่วประเทศ

อาการป่วยระยะแรกของฟิลิปปินส์เริ่มชัดเจนที่สุดในยุคของ ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจเสรีให้กลายเป็นระบบ Crony Capitalism หรือทุนนิยมพวกพ้องอย่างเต็มตัว การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จบิดเบือนนโยบายรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มเครือญาติและมิตรสหายทำให้กลไกการแข่งขันพังทลาย เงินภาษีมหาศาลถูกยักยอกออกนอกประเทศ 

ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างไทยและมาเลเซียกำลังเร่งสร้างนิคมอุตสาหกรรมเพื่อเป็นฐานการผลิตโลก ฟิลิปปินส์กลับทำได้เพียงกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ จนเศรษฐกิจหยุดชะงักและจมกองหนี้อยู่นานกว่า 20 ปี กลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชียรุ่นแรก ๆ ที่นักลงทุนต่างส่ายหน้า

จนกระทั่งในช่วงปี 2010 - 2016 แสงสว่างเริ่มกลับมาอีกครั้งภายใต้การนำของ เบนิกโน อากีโน ที่เข้ามาจัดการผ่าตัดระบบงบประมาณใหม่ เขานำหลักการความโปร่งใสมาใช้ ลงดาบกับคอร์รัปชันอย่างจริงจัง จนฟิลิปปินส์ได้รับอันดับความน่าเชื่อถือระดับ Investment Grade เป็นครั้งแรกในปี 2013 ความสำเร็จนี้ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกยกย่องว่าเป็นความภูมิใจของภูมิภาค และดูเหมือนว่าคนป่วยรายนี้จะหายขาดจนกลับมาวิ่งสปีดแซงหน้าเพื่อนบ้านได้อีกครั้ง

แต่ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจก็สอนเราว่าความสำเร็จนั้นเปราะบาง เมื่อเข้าสู่ยุคของ โรดริโก ดูเตอร์เต ฟิลิปปินส์กลับเผชิญกับภาวะ Economic Neglect หรือการละเลยเครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อไปมุ่งเน้นนโยบายประชานิยมและสงครามยาเสพติดที่รุนแรง แม้ดูเตอร์เตจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการยักษ์ใหญ่ภายใต้ชื่อ Build, Build, Build แต่การเร่งลงทุนโดยขาดการบริหารจัดการที่ดีทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นเกิน 50% ของ GDP พร้อมกับเกิดสภาวะ Double Deficit หรือการขาดดุลทั้งงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัด

อาการป่วยซ้ำแสดงผลออกมาอย่างรวดเร็วผ่านตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งสูงที่สุดในรอบทศวรรษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มคนยากจนที่เป็นฐานเสียงหลัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสั่นคลอนทันทีเมื่อสถาบันทางการเมืองเริ่มอ่อนแอลง และอันดับความโปร่งใสของประเทศร่วงกราวรูดจากอันดับที่ 95 ลงไปอยู่ที่ 111 ภายในเวลาเพียง 2 ปี เคสของฟิลิปปินส์จึงเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนว่า ต่อให้รักษาตัวจนหายดีแค่ไหน แต่หากสถาบันหลักของชาติอ่อนแอและคอร์รัปชันกลับมาพุ่งสูง ฉายา Sick Man of Asia ก็พร้อมจะกลับมาแปะป้ายที่หน้าประตูบ้านได้ทุกเมื่อ

พาดหัวจาก Financial Times ในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การวิจารณ์ แต่คือ Wake-up Call ครั้งสำคัญที่บอกว่าประเทศไทยไม่สามารถรักษาตัวเองด้วยนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อีกต่อไป

ประวัติศาสตร์ของรุ่นพี่อย่างจีน ฟิลิปปินส์ สอนเราอย่างชัดเจนว่าคนป่วยจะหายได้ ต้องเริ่มจากการยอมรับอาการและกล้าที่จะผ่าตัดใหญ่เชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการรื้อฟื้นขีดความสามารถในการแข่งขัน การเปิดรับนวัตกรรมใหม่ หรือการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่เอื้อต่อการเติบโตระยะยาว

ฉายา Sick Man of Asia ครั้งนี้จะเป็นเพียงอาการป่วยชั่วคราว หรือจะกลายเป็นสถานะถาวร คำตอบขึ้นอยู่กับว่าเราจะเริ่มลงมือรักษาตัวเองตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอจนกลายเป็นคนไข้ติดเตียงที่ทำได้เพียงมองดูเพื่อนบ้านวิ่งแซงหน้าเราไปอย่างถาวร

อ้างอิง: britannica, brookings, asia.nikkei

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

30 ล้านออเดอร์ในปีเดียว ถอดรหัสความสำเร็จของ Lotus’s Smart App ผู้นำ Grocery On-Demand ในไทย

เจาะ 4 กลยุทธ์เบื้องหลังความสำเร็จ Lotus’s Smart App กับยอดสั่งซื้อกว่า 21 ล้านออเดอร์ในปี 2568 พลิกโฉมวงการค้าปลีกไทยด้วยบริการส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ และส่งไวภายใน 1 ชม. ทั่วประเทศ...

Responsive image

ญี่ปุ่นอยู่กับภัยพิบัติอย่างไร? บทเรียนจากญี่ปุ่นถึงไทย ในวันที่ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องไกลตัว I Based On EP.12

น้ำท่วมใหญ่และแผ่นดินไหวที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดว่า ‘ภัยพิบัติ’ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป และในวันที่น้ำมาเร็วเกินคาด ไฟดับ สัญญาณสื่อสารล่ม และโรงพยา...

Responsive image

Dario Amodei คือใคร เปิดปูมหลังชายผู้อยู่เบื้องหลัง GPT-2, GPT-3 และ Claude

เจาะลึกประวัติ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic จากนักฟิสิกส์ Princeton สู่ผู้สร้าง GPT-3 และ Claude AI ดูไทม์ไลน์ชีวิตชายผู้เขย่าบัลลังก์ IBM และสถาปนิกผู้วางรากฐานความปลอดภัยให้โลก ...