สิ่งที่เรียนมากับสิ่งที่ได้ทำจริงมักไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และคนทำงานส่วนใหญ่ต้องหาคำตอบด้วยตัวเองว่าจะทำอย่างไรกับช่องว่างตรงนั้น คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร เรียนจบปริญญาตรีสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design สถาบันด้านการออกแบบชั้นนำของสหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่ตามมาหลังเรียนจบคือการนั่งเก้าอี้สูงสุดขององค์กรสามแห่งที่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น กระทรวงในรัฐบาลไทย และธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่
บทความนี้ย้อนกลับไปดูสิ่งที่คุณกอบกาญจน์ทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่กระโดดข้ามอุตสาหกรรมหลายรอบ แต่อธิบายได้ด้วยวิธีคิดชุดเดียว

หลังเรียนต่อที่ Wellesley College และจบสถาปัตยกรรมจาก Rhode Island School of Design คุณกอบกาญจน์เริ่มงานแรกในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ (Project Manager) ด้านงานตกแต่งภายในของมาบุญครองเซ็นเตอร์ หน้าที่จริงในตำแหน่งนั้นไม่ใช่การออกแบบ แต่คือการทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างสถาปนิก นักออกแบบภายใน และผู้รับเหมา
งานลักษณะนี้คือการแปลภาษาระหว่างวิชาชีพที่มีเป้าหมายต่างกัน สถาปนิกต้องการรักษาความตั้งใจของแบบ ผู้รับเหมาต้องการงานที่ทำได้จริงในงบและเวลาที่มี ส่วนคนคุมโครงการต้องทำให้ทั้งหมดจบลงเป็นอาคารที่เปิดใช้งานได้ นี่คือทักษะที่ปรากฏซ้ำในทุกตำแหน่งที่คุณกอบกาญจน์รับผิดชอบหลังจากนั้น
บนเวที SET Annual Conference on Family Business ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 1 ถึง 2 สิงหาคม 2567 คุณกอบกาญจน์เล่าย้อนถึงช่วงเวลานั้นว่าได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเป็นสถาปนิกจริงหรือไม่ และพบว่า ''หลายอย่างที่คิดว่าเรารัก มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ''
บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2512 จากการที่ ดร.กร สุริยสัตย์ และท่านผู้หญิงนิรมล สุริยสัตย์ ร่วมทุนกับ Toshiba Corporation ประเทศญี่ปุ่น คุณกอบกาญจน์เป็นบุตรคนที่สองของทั้งสองท่าน และเข้าสู่บริษัทในฐานะพนักงานระดับผู้จัดการฝ่ายโฆษณา ก่อนจะไต่ขึ้นสู่ตำแหน่งประธานกรรมการบริหารในเวลาต่อมา
การเป็นทายาทรุ่นที่สองในบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นหมายความว่าต้องพิสูจน์ตัวเองสองชั้น ทั้งกับพนักงานไทยที่รู้อยู่แล้วว่าผู้บริหารคนนี้คือลูกของเจ้าของกิจการ และกับผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นที่มีมาตรฐานการทำงานเฉพาะตัว ประโยคที่คุณกอบกาญจน์พูดซ้ำในหลายเวทีจึงเป็นประโยคที่ฟังดูเรียบง่ายแต่มีน้ำหนัก นั่นคือ ''ไม่ใช่ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่รัก แต่ทุกคนต้องเรียนรู้จะรักในสิ่งที่ตนทำได้''
สิ่งที่ทำให้บทบาทของคุณกอบกาญจน์ที่โตชิบา ไทยแลนด์ ต่างจากผู้บริหารบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป คือการที่บริษัทลงทุนกับงานศิลปะอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่าสามทศวรรษ ผ่านการประกวดศิลปกรรม ''นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต'' ซึ่งจัดครั้งแรกในปี 2532 และมีผลงานส่งเข้าประกวดสะสมกว่า 54,000 ชิ้น พร้อมกับโครงการศิลปกรรมสัญจรที่นำนิทรรศการออกไปจัดแสดงตามจังหวัดต่างๆ
เหตุผลเบื้องหลังการลงทุนนี้ถูกคุณกอบกาญจน์อธิบายไว้ชัดเจนว่า ''ศิลปะสามารถพัฒนาคนได้ เพราะกระตุ้นให้คิดและรู้สึก'' พร้อมเปรียบเทียบว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่บริษัทผลิตนั้นเป็นเพียงฮาร์ดแวร์ ส่วนศิลปะคือซอฟต์แวร์ของสังคม
การเปรียบเทียบนี้สะท้อนวิธีมองปัญหาแบบคนที่ถูกฝึกมาทางการออกแบบ นั่นคือการแยกให้ออกระหว่างวัตถุที่จับต้องได้กับระบบความคิดที่ทำให้วัตถุนั้นมีความหมาย ต่อมาคุณกอบกาญจน์ขยายบทบาทไปสู่โครงการ Early Years Project ซึ่งเป็นโครงการบ่มเพาะและสร้างเครือข่ายศิลปินรุ่นใหม่ร่วมกับหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยเปลี่ยนรูปแบบจากการประกวดชิงรางวัล มาเป็นการสนับสนุนศิลปินตั้งแต่ขั้นตอนเขียนโครงการจนถึงการจัดแสดงจริง
คุณกอบกาญจน์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม 2557 ถึง 23 พฤศจิกายน 2560 และเป็นรัฐมนตรีหญิงคนแรกของกระทรวงนี้
โจทย์ที่รับมาไม่ใช่การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเติบโตอยู่แล้ว แต่คือปัญหาการกระจุกตัวของรายได้ในจังหวัดท่องเที่ยวหลักเพียงไม่กี่แห่ง ขณะที่อีกหลายสิบจังหวัดแทบไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตนั้น ปัญหาลักษณะนี้ไม่ใช่ปัญหาการตลาด แต่เป็นปัญหาการจัดวางการไหลของผู้คนในพื้นที่ ซึ่งเป็นโจทย์ประเภทเดียวกับที่คนทำงานผังเมืองต้องแก้
คำตอบที่ออกมาจึงไม่ใช่การสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ แต่เป็นการหยิบจังหวัดที่มีของดีอยู่แล้วขึ้นมาจัดวางใหม่ให้กลายเป็นจุดหมาย ผ่านโครงการ ''12 เมืองต้องห้ามพลาด'' ที่คัดเลือก 12 จังหวัดจากทั่วประเทศ ประกอบด้วยลำปาง เพชรบูรณ์ น่าน เลย บุรีรัมย์ ราชบุรี สมุทรสงคราม ตราด จันทบุรี ชุมพร ตรัง และนครศรีธรรมราช หลักการสำคัญคือการวางแต่ละจังหวัดให้เชื่อมโยงกับจังหวัดท่องเที่ยวหลักที่อยู่ใกล้เคียง แทนที่จะปล่อยให้แข่งขันกันเอง ต่อมาขยายผลเป็น ''12 เมืองต้องห้ามพลาด Plus'' ที่ดึงจังหวัดข้างเคียงเข้ามาอยู่ในเส้นทางเดียวกันเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง
อีกเสาหนึ่งของงานในกระทรวงคือการประกาศให้ปี 2558 เป็นปีท่องเที่ยววิถีไทย ภายใต้แคมเปญ Discover Thainess ที่เปลี่ยนจุดขายของประเทศจากสถานที่ไปเป็นประสบการณ์และวิถีชีวิตแบบไทย โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติไว้ที่ 28 ล้านคน การเปลี่ยนจุดขายลักษณะนี้มีนัยเชิงโครงสร้างมากกว่าที่เห็น เพราะเมื่อสินค้าหลักของประเทศคือวิถีชีวิต จังหวัดที่ไม่มีชายหาดระดับโลกหรือโบราณสถานขนาดใหญ่ก็มีของขายได้ไม่ต่างจากจังหวัดท่องเที่ยวหลัก
เมื่อพ้นวาระในเดือนพฤศจิกายน 2560 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของปีนั้นปิดที่ 35.4 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศ 1.82 ล้านล้านบาท
หลังพ้นตำแหน่ง คุณกอบกาญจน์ให้สัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาสามปีนั้นว่า ''ได้มีโอกาสเรียนรู้เยอะมาก'' และย้ำแนวคิดที่ตกผลึกจากงานในกระทรวง นั่นคือการผลักดันให้คนรุ่นใหม่กลับไปสานต่อธุรกิจครอบครัวในท้องถิ่น พร้อมมองว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศไทยยังมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับในตลาดอาเซียน โดยเงื่อนไขสำคัญคือธุรกิจต้องเพิ่มคุณค่าให้สินค้า ไม่ใช่แข่งกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว
โจทย์เรื่องการจัดวางการไหลของผู้คนไม่ได้จบลงพร้อมกับวาระในกระทรวง เพราะอีกตำแหน่งที่คุณกอบกาญจน์ดำรงอยู่คือประธานกรรมการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้บริหารศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ศูนย์ฯ สิริกิติ์ปิดปรับปรุงครั้งใหญ่และกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2565 ด้วยเงินลงทุนกว่า 15,000 ล้านบาท ขยายพื้นที่ใช้สอยรวมจากเดิม 65,000 ตารางเมตร เป็น 300,000 ตารางเมตร หรือใหญ่กว่าเดิมประมาณ 5 เท่า โดยมีพื้นที่สำหรับจัดประชุมและแสดงสินค้า 78,500 ตารางเมตร ประกอบด้วยฮอลล์ขนาดใหญ่ 2 ฮอลล์ รวมพื้นที่กว่า 45,000 ตารางเมตร ห้องประชุมย่อยกว่า 50 ห้อง และที่จอดรถในอาคารรองรับได้กว่า 2,700 คัน
โจทย์ของศูนย์ประชุมขนาดนี้คือโจทย์เดียวกับที่เจอในกระทรวง เพียงแต่ย่อสเกลจากทั้งประเทศลงมาอยู่ในอาคารหลังเดียว นั่นคือการกำหนดว่าคนหลายหมื่นคนจะเข้ามาทางไหน เคลื่อนตัวไปทางใด หยุดพักตรงจุดใด และออกไปอย่างไรโดยไม่ติดขัด ซึ่งเป็นงานออกแบบการไหลของผู้คนแบบตรงตัวที่สุดในบรรดางานทั้งหมดที่ผ่านมา
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกอบกาญจน์กับธนาคารกสิกรไทยเริ่มตั้งแต่ปี 2554 ในฐานะกรรมการอิสระ ก่อนจะพ้นวาระในปี 2557 แล้วกลับเข้ามาอีกครั้งในปี 2561 ในตำแหน่งรองประธานกรรมการ จนกระทั่งคุณบัณฑูร ล่ำซำ ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ คณะกรรมการธนาคารจึงมีมติแต่งตั้งคุณกอบกาญจน์ขึ้นรับตำแหน่ง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563
การแต่งตั้งครั้งนั้นทำให้คุณกอบกาญจน์เป็นทั้งประธานกรรมการที่เป็นกรรมการอิสระคนแรก และประธานกรรมการหญิงคนแรกของธนาคาร ในจังหวะเวลาที่ประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงแรกของการระบาดของโควิด-19
แนวคิดที่คุณกอบกาญจน์วางไว้ตั้งแต่วันรับตำแหน่งคือการมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี (Disruption) ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในทุกภาคธุรกิจรวมถึงธนาคาร และหน้าที่ของธนาคารคือการทำตัวให้มีความหมายต่อชีวิตลูกค้า ส่วนหลักการบริหารคนที่ยึดถือมีสามข้อ ได้แก่ การสร้างคนให้กล้าคิดนอกกรอบ การทำให้คนเก่งร่วมมือกันไปในทิศทางเดียวกัน และการที่ผู้นำต้องเข้มแข็งและตั้งมั่นอยู่บนความถูกต้อง นอกจากนี้ยังผลักดันความหลากหลายในคณะกรรมการธนาคารจนมีกรรมการหญิง 7 คนจากทั้งหมด 17 คน
ช่วงเวลาที่คุณกอบกาญจน์นั่งตำแหน่งประธานกรรมการ คือช่วงเดียวกับที่กลุ่มบริษัท KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) เดินยุทธศาสตร์ที่ให้คนเป็นศูนย์กลางควบคู่กับการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็นอันดับแรก (Human-First x AI-First) พร้อมเดินหน้าลงทุนด้านเทคโนโลยีในระดับ 15,000 ล้านบาท และตั้งเป้าสร้างผลกระทบทางธุรกิจ 10,000 ล้านบาทภายในปี 2572 หมายความว่าการตัดสินใจเดิมพันกับเทคโนโลยีในระดับนี้ เกิดขึ้นในห้องประชุมที่มีคุณกอบกาญจน์เป็นประธาน
ขณะที่บทบาทในธนาคารกำลังเดินหน้า ธุรกิจต้นทางของครอบครัวกลับเจอความท้าทายคนละแบบ เมื่อ Toshiba ประเทศญี่ปุ่นตัดสินใจขายธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านออกไป โครงสร้างผู้ถือหุ้นฝั่งญี่ปุ่นของกิจการในไทยจึงเปลี่ยนมือไปอยู่กับ Midea กลุ่มทุนจีน โดยฝั่งไทยถือหุ้น 51 เปอร์เซ็นต์ และ Midea ถือ 49 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งฝั่งโตชิบา ไทยแลนด์ ยืนยันว่าไม่กระทบการดำเนินธุรกิจในประเทศ ต่อมาในปี 2568 Midea ประกาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การขาย และการกระจายสินค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมีโรงงานในไทยรวม 7 แห่ง
บนเวที SET Annual Conference on Family Business เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 คุณกอบกาญจน์อธิบายสถานการณ์ของธุรกิจเดิมอย่างตรงไปตรงมาว่าเป็น ''ธุรกิจพระอาทิตย์ตก'' และเล่าว่าครอบครัวกำลังผสานธุรกิจเดิมเข้ากับธุรกิจใหม่ โดยมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสวนอุตสาหกรรมเป็นหนึ่งในทิศทาง พร้อมกับมองว่าตลาดทั่วโลกกำลังเคลื่อนเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ส่วนคำถามเรื่องการส่งต่อสู่รุ่นที่สาม คุณกอบกาญจน์เล่าว่า ''ลูกสาวบอกว่าไม่อยากทำธุรกิจโดยตรง แต่อยากไปทำอีกแบบหนึ่ง'' และเลือกที่จะเข้าใจคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสมดุลชีวิตและการทำงานเพื่อสังคม พร้อมสรุปบทเรียนเรื่องธุรกิจครอบครัวไว้ว่า ''ธรรมนูญครอบครัวไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุด คือความรักในครอบครัว''
นอกเหนือจากตำแหน่งประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย ประธานกรรมการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด และรองประธานกรรมการหอการค้าไทย คุณกอบกาญจน์ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร รวมถึงเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) นายกกิตติมศักดิ์สมาคมไทย-ญี่ปุ่น และกรรมการสภากาชาดไทย
ล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2568 คุณกอบกาญจน์ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว Bangkok Art Biennale 2026 ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการต่อยอดงานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ทำมาตั้งแต่สมัยอยู่ในภาคเอกชนและภาครัฐ
เส้นทางที่ผ่านมาทั้งหมดจึงตอบคำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นได้พอสมควรว่าปริญญาสถาปัตยกรรมที่ไม่เคยถูกใช้สร้างอาคารนั้นถูกใช้ไปกับอะไร คำตอบคือถูกใช้กับการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่ไม่เข้ากัน ทั้งสถาปนิกกับผู้รับเหมาในตึกแห่งแรก ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ในบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า จังหวัดหลักกับจังหวัดรองในนโยบายท่องเที่ยว และคนกับปัญญาประดิษฐ์ในธนาคาร

รายละเอียดสุดท้ายที่ทำให้เส้นทางสายนี้ครบวง คือเซสชัน Shaping The NEXT Frontier of the Global Event Economy ที่คุณกอบกาญจน์จะขึ้นพูดนั้น จัดขึ้นในศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเป็นอาคารที่บริหารโดยบริษัทที่คุณกอบกาญจน์นั่งเป็นประธานกรรมการอยู่ หมายความว่าคนที่จะขึ้นเวทีไปพูดเรื่องอนาคตของเศรษฐกิจงานอีเวนต์ คือคนที่รับผิดชอบอาคารที่ผู้ฟังทั้งห้องกำลังนั่งอยู่ Techsauce Global Summit 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 ถึง 28 สิงหาคม 2569 ผู้สนใจสามารถซื้อบัตรได้ที่: https://bit.ly/4geyOuH
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด