จีนทำสำเร็จครั้งแรกของโลก ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพาะจาก iPSC ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่พบเนื้องอก

หัวใจของมนุษย์แทบไม่สร้างเซลล์กล้ามเนื้อขึ้นใหม่หลังคลอด นั่นคือเหตุผลที่ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) ซึ่งกระทบผู้คนทั่วโลกมากกว่า 56 ล้านคนตามข้อมูลที่ทีมวิจัยอ้างอิงจากวารสาร Nature Reviews Cardiology จึงเป็นภาวะที่ยาและอุปกรณ์การแพทย์ทำได้เพียงชะลอความเสื่อม ไม่ใช่ย้อนกลับความเสียหาย ทางเลือกที่ใกล้เคียงการรักษาให้หายมากที่สุดยังคงเป็นการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งจำนวนผู้บริจาคมีจำกัดอย่างมากในทุกประเทศ

ทีมแพทย์จากโรงพยาบาล Nanjing Drum Tower Hospital ในสังกัดมหาวิทยาลัย Nanjing ประเทศจีน เผยแพร่ผลการทดลองทางคลินิกชื่อ HEAL-CHF ลงในวารสาร Nature Medicine เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2026 โดยเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial) ครั้งแรกของโลกที่ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ (Cardiomyocytes) ซึ่งเพาะขึ้นจากเซลล์ต้นกำเนิดพลูริโพเทนต์ชักนำ (induced Pluripotent Stem Cells หรือ iPSC) เข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจของผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงโดยตรง ผลการติดตาม 12 เดือนพบว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ 9 คนจาก 10 คนมีอาการดีขึ้นถึงระดับที่ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ควบคู่ไปกับเงื่อนไขในตัวงานวิจัยหลายข้อที่กำหนดว่าตัวเลขนี้อ่านได้ไกลเพียงใด

การทดลองออกแบบมาอย่างไร

ทีมวิจัยคัดกรองผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรงทั้งหมด 625 คน พบผู้ที่ผ่านเกณฑ์ 55 คน และคัดเลือกเข้าร่วมการทดลองจริงเพียง 20 คน แบ่งเป็นสองกลุ่มเท่ากันด้วยการสุ่ม ผู้เข้าร่วมมีอายุเฉลี่ยราว 54 ปี เป็นผู้ชาย 18 คนและผู้หญิง 2 คน ทุกคนมีอาการอยู่ในระดับ 3 หรือ 4 ตามเกณฑ์ New York Heart Association (NYHA) และมีสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย (Left Ventricular Ejection Fraction หรือ LVEF) ไม่เกิน 45% ช่วงรับผู้ป่วยเริ่มเดือนตุลาคม 2021 และปิดรับเดือนพฤษภาคม 2023

'ผู้ป่วยทั้ง 20 คนได้รับการผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting หรือ CABG) เหมือนกันหมด' 

ความต่างระหว่างสองกลุ่มอยู่ที่กลุ่มทดลอง 10 คนได้รับการฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจำนวน 200 ล้านเซลล์เพิ่มเข้าไปในกล้ามเนื้อหัวใจ 10 จุดรอบบริเวณที่กล้ามเนื้อตาย หลังจากต่อเส้นเลือดในการผ่าตัดบายพาสเสร็จแล้ว ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการผ่าตัดบายพาสเพียงอย่างเดียว และไม่ได้รับการฉีดหลอก (Sham Injection) เพื่อใช้เทียบเคียง

การออกแบบเช่นนี้มีผลต่อการตีความอย่างมาก เพราะการผ่าตัดบายพาสเองก็ช่วยให้การทำงานของหัวใจดีขึ้นได้ ประโยชน์ส่วนใดมาจากเซลล์และส่วนใดมาจากการผ่าตัดจึงแยกออกจากกันได้ยาก

เซลล์ที่ใช้ไม่ใช่เซลล์ของผู้ป่วยเอง

เซลล์ที่ฉีดเข้าไปเป็นเซลล์จากผู้บริจาค (Allogeneic) ไม่ใช่เซลล์ที่เพาะขึ้นจากร่างกายของผู้ป่วยรายนั้นเอง ความต่างข้อนี้กำหนดทั้งต้นทุน ความพร้อมใช้งาน และภาระที่ผู้ป่วยต้องแบกรับหลังการรักษา

เซลล์ต้นกำเนิดถูกสร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดโมโนนิวเคลียร์ในเลือดของผู้บริจาค โดยใส่ปัจจัยควบคุมการถอดรหัสพันธุกรรม (Transcription Factors) สี่ตัวเข้าไปเพื่อย้อนเซลล์ให้กลับสู่สภาพเซลล์ต้นกำเนิดที่เปลี่ยนเป็นเซลล์ชนิดใดก็ได้ จากนั้นจึงเหนี่ยวนำให้เปลี่ยนเป็นเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ กระบวนการผลิตทั้งหมดทำในห้องปฏิบัติการมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) ของบริษัท HELP Therapeutics ในเมือง Nanjing ภายใต้ชื่อผลิตภัณฑ์ HiCM-188 แล้วแช่แข็งเก็บในถังไนโตรเจนเหลวที่ศูนย์เซลล์ต้นกำเนิดของโรงพยาบาล ก่อนละลายและเตรียมฉีดในวันผ่าตัด

โมเดลนี้คือแนวทางที่วงการเรียกว่าผลิตภัณฑ์พร้อมใช้จากคลัง (Off-the-Shelf) ซึ่งมีข้อดีชัดเจนเรื่องต้นทุนและความพร้อมใช้งาน ไม่ต้องรอเพาะเซลล์เฉพาะรายที่ใช้เวลาเป็นเดือนและมีค่าใช้จ่ายสูง แต่แลกมาด้วยความเสี่ยงที่ร่างกายผู้รับจะต่อต้านเซลล์แปลกปลอม ผู้ป่วยกลุ่มทดลองจึงต้องได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลายตัวร่วมกัน ทั้งอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือดดำ Methylprednisolone, Rituximab, Tacrolimus, Mycophenolate Mofetil และ Prednisone เป็นเวลา 28 วัน ขณะที่กลุ่มควบคุมไม่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเลย ทีมวิจัยระบุว่าเดิมพิจารณาให้ยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่คณะกรรมการจริยธรรมของโรงพยาบาลปรับลดลงเหลือหนึ่งเดือนหลังประเมินความเสี่ยง

ตัวชี้วัดหลักของการทดลองคือความปลอดภัย ไม่ใช่ประสิทธิผล

รายละเอียดที่สำคัญที่สุดและมักหายไปจากพาดหัวคือ ตัวชี้วัดหลัก (Primary Endpoint) ของ HEAL-CHF ไม่ได้ตั้งไว้ที่ความหายจากโรค แต่ตั้งไว้ที่ความปลอดภัยสองข้อ คือการเกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วชนิดต่อเนื่อง (Sustained Ventricular Tachycardia) ในช่วง 1 ถึง 6 เดือนหลังผ่าตัด และการก่อเนื้องอก (Tumorigenicity) ที่ประเมินด้วยการสแกน Positron Emission Tomography-Computed Tomography (PET-CT) ที่ 12 เดือน

ผลคือตัวชี้วัดหลักทั้งสองข้อผ่าน ไม่พบภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วชนิดต่อเนื่องในกลุ่มใดเลย และไม่พบเนื้องอกที่เกิดขึ้นใหม่ในผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับผลติดตาม 48 เดือนของผู้ป่วยสองรายแรกที่ทีมเดียวกันเคยรายงานไว้ในวารสาร JACC: Basic to Translational Science เมื่อปี 2025 ความกังวลใหญ่ที่สุดของการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิดคือเซลล์ที่ยังไม่แปรสภาพสมบูรณ์อาจแบ่งตัวไม่หยุดจนกลายเป็นเนื้องอก การไม่พบเนื้องอกในการติดตามระยะหนึ่งถึงสี่ปีจึงเป็นข้อมูลที่มีน้ำหนัก

ผู้ป่วยเดินได้ไกลขึ้น แต่หัวใจไม่ได้บีบตัวแรงขึ้นกว่ากลุ่มควบคุม

ตัวชี้วัดรองด้านประสิทธิผลให้ผลที่ผสมกัน ด้านที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติมีสามเรื่องหลัก

เรื่องแรกคือระยะทางเดิน 6 นาที (6-Minute Walk Distance หรือ 6MWD) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐ (Food and Drug Administration หรือ FDA) ยอมรับว่าสะท้อนสมรรถภาพผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวได้จริง ที่ 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับเซลล์เดินได้ไกลขึ้นจากค่าเริ่มต้นเฉลี่ย 168.8 เมตร เทียบกับกลุ่มควบคุมที่เพิ่มขึ้น 97.25 เมตร ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ คิดเป็นระยะที่เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าของกลุ่มควบคุม

เรื่องที่สองคือการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อหัวใจ (Myocardial Perfusion) ที่วัดด้วยการตรวจภาพด้วยเทคนิค Single-Photon Emission Computed Tomography (SPECT) ซึ่งดีขึ้นในกลุ่มที่ได้รับเซลล์ แต่แทบไม่เปลี่ยนในกลุ่มควบคุม และเรื่องที่สามคือความหนาของผนังหัวใจขณะบีบตัวในบริเวณที่ฉีดเซลล์ ซึ่งเพิ่มขึ้นในกลุ่มทดลองแต่ลดลงในกลุ่มควบคุม ทีมวิจัยยังรายงานว่าปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อการเต้นหนึ่งครั้ง (Stroke Volume) เพิ่มขึ้นในกลุ่มที่ได้รับเซลล์ ขณะที่ลดลงในกลุ่มควบคุม

สิ่งที่ไม่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกลับเป็นตัวชี้วัดที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุด บทคัดย่อในวารสาร Nature Medicine ระบุตรงไปตรงมาว่า 

'ไม่พบความต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างสองกลุ่มในเรื่องสัดส่วนการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้าย ปริมาตรหัวใจห้องล่างซ้าย ขนาดแผลเป็นในกล้ามเนื้อหัวใจ ระดับความรุนแรงของอาการตามเกณฑ์ NYHA และคะแนนคุณภาพชีวิตจากแบบสอบถาม Minnesota Living with Heart Failure Questionnaire (MLHFQ) ที่ 12 เดือน' 

ค่า LVEF ดีขึ้นในผู้ป่วยทุกคน แต่ดีขึ้นในระดับใกล้เคียงกันทั้งสองกลุ่ม คือราว 4.7% ในกลุ่มเซลล์และ 4.8% ในกลุ่มควบคุม

ทีมวิจัยอธิบายว่าสาเหตุน่าจะมาจากการที่ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้รับการผ่าตัดบายพาสเหมือนกัน ซึ่งช่วยยก LVEF ขึ้นไปแล้วในระดับหนึ่ง จึงเหลือช่องว่างน้อยมากสำหรับการวัดผลเพิ่มเติมที่มาจากเซลล์โดยเฉพาะ เมื่อกลุ่มตัวอย่างมีขนาดเพียง 10 คนต่อกลุ่ม

ตัวเลข 9 ใน 10 หมายถึงอะไร

ตัวเลข 9 ใน 10 ที่ปรากฏในพาดหัวข่าวมาจากการนับจำนวนผู้ป่วยที่อาการดีขึ้นถึงระดับ NYHA ระดับ 2 ที่การติดตาม 12 เดือน กลุ่มที่ได้รับเซลล์ทำได้ 9 คนจาก 10 คน เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ทำได้ 6 คนจาก 10 คน

ระดับ NYHA ระดับ 2 หมายถึงผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยและทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายกับชีวิตผู้ป่วยจริง เพราะทุกคนเริ่มต้นจากระดับ 3 หรือ 4 ที่มีอาการเหนื่อยและแน่นหน้าอกรบกวนการใช้ชีวิต

แต่สิ่งที่ต้องระบุให้ครบคือ ความต่างระหว่าง 9 คนกับ 6 คนนี้ 'ไม่ผ่านเกณฑ์นัยสำคัญทางสถิติในการวิเคราะห์ของทีมวิจัยเอง' ตัวเลข 90% จึงเป็นการบรรยายสิ่งที่สังเกตได้ในกลุ่มตัวอย่าง 10 คน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าการรักษานี้ได้ผลกับผู้ป่วย 9 ใน 10 คนในวงกว้าง ในกลุ่มควบคุมมีผู้ป่วยหนึ่งรายที่จบชีวิตลงจากเหตุการณ์ทางหัวใจและหลอดเลือดที่บ้านเมื่อ 8 เดือนหลังผ่าตัด และไม่มีการชันสูตร ทำให้ไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดได้

จังหวะหัวใจผิดปกติเกิดกับผู้ป่วยที่ได้รับเซลล์ทุกคน

ด้านที่ต้องอ่านคู่กับผลบวกคือเรื่องจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งเป็นความกังวลอันดับสองของการรักษาด้วยเซลล์ต้นกำเนิด รองจากเรื่องการก่อเนื้องอก

บทคัดย่อของ Nature Medicine ระบุว่าผู้ป่วยกลุ่มที่ได้รับเซลล์ 

'ทั้ง 10 คนเกิดภาวะจังหวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติชนิด Accelerated Idioventricular Rhythm (AIVR) ในช่วง 4 สัปดาห์แรก' 

โดยทั่วไปเริ่มปรากฏในวันที่ 5 ถึง 7 หลังการปลูกถ่ายเซลล์ และมีผู้ป่วย 2 รายที่เกิดภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็วในระดับที่มีนัยทางคลินิก คือเกิน 140 ครั้งต่อนาที ซึ่งรุนแรงที่สุดในช่วง 2 ถึง 3 สัปดาห์หลังผ่าตัด และต้องอยู่โรงพยาบาลนานกว่ากำหนด ทั้งสองรายกลับสู่จังหวะปกติได้หลังการช็อกไฟฟ้าปรับจังหวะหัวใจ (Cardioversion) ไม่ใช่หายไปเอง

ที่น่าสังเกตคือยาต้านการเต้นผิดจังหวะที่ใช้กันทั่วไปไม่สามารถควบคุมภาวะนี้ได้ ทีมวิจัยลองใช้ ivabradine ในผู้ป่วย 3 รายแล้วต้องหยุด เพราะไม่ช่วยลดความถี่ของการเต้นผิดจังหวะ สมมติฐานที่ทีมวิจัยเสนอคือในกลุ่มเซลล์ที่ปลูกถ่ายเข้าไปมีเซลล์บางส่วนที่ยังแปรสภาพไม่สมบูรณ์และมีคุณสมบัติคล้ายเซลล์กำเนิดจังหวะหัวใจ จึงปล่อยสัญญาณไฟฟ้าเองได้ และค่อยลดลงเมื่อเซลล์เจริญเต็มที่ในสัปดาห์ต่อมา

โดยรวมงานวิจัยรายงานเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์รุนแรง 7 เหตุการณ์ในผู้ป่วย 4 ราย ในกลุ่มที่ได้รับเซลล์มี 3 รายเกิด 6 เหตุการณ์ แต่ไม่มีรายใดที่ถึงขั้นเสียชีวิต ประกอบด้วยภาวะหัวใจห้องล่างเต้นเร็ว 2 เหตุการณ์ที่ทีมวิจัยประเมินว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเซลล์ ภาวะหัวใจห้องล่างเต้นพลิ้ว 1 เหตุการณ์ในวันที่ 2 หลังผ่าตัดซึ่งทีมวิจัยประเมินว่าเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ภาวะหัวใจทำงานบกพร่อง 1 เหตุการณ์ และภาวะการทำงานของตับและไตบกพร่องอย่างมีนัยสำคัญ 2 เหตุการณ์ในวันที่ 18 และ 20 หลังผ่าตัด ซึ่งเกิดจากผลข้างเคียงของยากดภูมิคุ้มกันและกลับเป็นปกติหลังปรับยา

ด้วยเหตุนี้ บทสรุปในบทคัดย่อของ Nature Medicine จึงเขียนไว้ตรงว่า 'เมื่อพิจารณาเหตุการณ์การเต้นผิดจังหวะที่พบ การศึกษาในอนาคตจำเป็นต้องหาอัตราส่วนระหว่างความเสี่ยงและประโยชน์ของการรักษาด้วยเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจที่เพาะจาก iPSC ให้ชัดเจน'

ข้อจำกัดที่ทีมวิจัยยอมรับเอง

ทีมวิจัยระบุข้อจำกัดของงานตัวเองไว้หลายข้อ ข้อแรกคือจำนวนผู้ป่วยที่น้อยมาก เพียง 10 คนต่อกลุ่ม ซึ่งเป็นขนาดที่ตั้งไว้เพื่อประเมินความปลอดภัยเบื้องต้น ไม่ใช่เพื่อพิสูจน์ประสิทธิผล ข้อที่สองคือกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการฉีดหลอก ทำให้ไม่สามารถตัดผลทางจิตใจของผู้ป่วยออกจากผลการวัดสมรรถภาพได้ ข้อที่สามคือสูตรยากดภูมิคุ้มกันอาจยังไม่เหมาะสมที่สุด

ทีมวิจัยยอมรับว่าค่าเริ่มต้นของปริมาณเลือดที่หัวใจบีบออกต่อการเต้นหนึ่งครั้งและการไหลเวียนเลือดในกล้ามเนื้อหัวใจในกลุ่มที่ได้รับเซลล์แย่กว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ก่อนเริ่มการทดลอง แม้จะสุ่มแบ่งกลุ่มแล้วก็ตาม การที่ตัวเลขสองตัวนี้ดีขึ้นมากกว่าจึงอาจเกิดจากปรากฏการณ์การถดถอยเข้าสู่ค่าเฉลี่ย (Regression to the Mean) ได้ นอกจากนี้การทดลองยังไม่ได้ฝังเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าชนิดฝังในตัว (Implantable Cardioverter-Defibrillator หรือ ICD) ให้ผู้ป่วย เพราะต้องการสังเกตพฤติกรรมการเต้นผิดจังหวะที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งทีมวิจัยระบุว่าในการใช้งานจริงผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเข้าเกณฑ์ได้รับ ICD อยู่แล้ว จึงมีตัวช่วยรองรับความปลอดภัยอีกชั้น

อีกประเด็นที่ควรระบุคือความเกี่ยวข้องทางผลประโยชน์ งานวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก HELP Therapeutics ซึ่งเป็นผู้ผลิตเซลล์ที่ใช้ในการทดลอง ผู้เขียนที่รับผิดชอบงานคนหนึ่งคือ คุณ Jiaxian ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นของบริษัท และผู้เขียนร่วมอีกหลายคนเป็นพนักงานของบริษัท ขณะที่ คุณ Philippe Menasché ศัลยแพทย์หัวใจจากโรงพยาบาล Hôpital Européen Georges Pompidou ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกการรักษาหัวใจด้วยเซลล์ต้นกำเนิดและร่วมเป็นผู้เขียนหลักของงานนี้ ระบุว่าเป็นที่ปรึกษาทางการแพทย์ให้บริษัท ทั้งหมดนี้เปิดเผยไว้ในส่วนการแจ้งผลประโยชน์ทับซ้อนของงานวิจัย งานชิ้นนี้ยังได้รับทุนจากโครงการวิจัยและพัฒนาหลักระดับชาติของจีนด้วย

ก้าวต่อไปคือการทดลองที่ใหญ่ขึ้น

ผลของ HEAL-CHF ทำให้ HELP Therapeutics เดินหน้าสู่การทดลองระยะที่ 3 ในจีนภายใต้ชื่อ REVIVE-HEART ตามข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้ใน ClinicalTrials.gov การทดลองนี้เป็นแบบหลายศูนย์ สุ่ม และมีกลุ่มควบคุม ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 80 คน ใช้ปริมาณเซลล์ 150 ล้านเซลล์ต่อการรักษา และกำหนดตัวชี้วัดหลักไว้ที่ระยะทางเดิน 6 นาทีที่ 12 เดือนหลังผ่าตัด ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ให้ผลบวกใน HEAL-CHF โดยเริ่มรับผู้ป่วยตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2026 ที่โรงพยาบาล TEDA International Cardiovascular Hospital เมืองเทียนจิน

ในสหรัฐ บริษัทได้รับการอนุมัติคำขออนุมัติยาใหม่เพื่อการวิจัย (Investigational New Drug หรือ IND) จาก FDA เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2024 สำหรับการทดลองระยะที่ 1 เพื่อประเมินความปลอดภัยและการทนต่อยาของ HiCM-188 ในผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดบายพาสหัวใจ โดยจะทดสอบหลายระดับปริมาณเซลล์ และมีสถาบัน Texas Heart Institute เป็นหนึ่งในศูนย์วิจัยที่เข้าร่วม

สถานะปัจจุบันของการรักษาแนวนี้จึงยังเป็นการวิจัยทางคลินิก ไม่ใช่การรักษาที่เปิดให้บริการทั่วไปในประเทศใด ผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวยังต้องพึ่งยาตามแนวทางมาตรฐาน อุปกรณ์ช่วยการทำงานของหัวใจ และการปลูกถ่ายหัวใจเป็นทางเลือกหลักอยู่ เหตุผลที่ HEAL-CHF ยังคงเป็นงานที่ควรจับตาคือการที่มันเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมชิ้นแรกที่ตามผลครบ 12 เดือน และให้ข้อมูลที่หนักแน่นพอสมควรว่าการฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจากผู้บริจาคเข้าไปในหัวใจมนุษย์ไม่ก่อเนื้องอกในระยะหนึ่งถึงสี่ปี ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องผ่านก่อนที่การทดลองขนาดใหญ่พอจะตอบคำถามเรื่องประสิทธิผลได้จริงจะเกิดขึ้นได้

ที่มา: Nature Medicine, Research Square, JACC: Basic to Translational Science, ClinicalTrials.gov, HELP Therapeutics, South China Morning Post

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจาก 5 ปี เหลือ 5 วัน เมื่อเทคโนโลยีถอดรหัสจีโนมพร้อมแล้ว โจทย์ต่อไปคือระบบที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน

เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจากหลายปีเหลือไม่กี่วันได้แล้ว สรุปเวทีเสวนาโรคหายากใน Techsauce Global Summit 2026 จากจุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแอสตร้าเซนเนก...

Responsive image

สรุป 15 Key Takeaways จากรมว.สาธารณสุข กับทิศทาง Healthspan และอนาคตการดูแลสุขภาพ

สรุปสปีชจากคุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บนเวที Techsauce Global Summit 2026...

Responsive image

Harvard เพาะสมองจิ๋วในจานทดลอง อยู่ได้เกิน 5 ปี และเซลล์โตตามนาฬิกาเดียวกับสมองจริง

ทีมวิจัย Harvard เพาะเลี้ยงออร์แกนอยด์สมองมนุษย์ได้นานกว่า 5 ปี ทุบสถิติเดิม 694 วันไป 3 เท่า พบเซลล์โตตามนาฬิกาเดียวกับสมองจริง และเก็บความจำขั้นพัฒนาการของตัวเองได้จนกระโดดข้ามเว...