สังเกตไหม? ตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา Journey การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของคนไทยกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่เราต้องเผชิญกับ Pain Point คลาสสิกอย่างการตื่นตี 5 ไปต่อคิว หรือการนั่งรอหน้าห้องตรวจนานนับชั่วโมง วันนี้กำแพงของโรงพยาบาลกำลังจางลงเรื่อย ๆ แล้ว
นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ที่มาแล้วไป แต่มันคือการทำ Healthcare Digital Transformation ที่กำลังเปลี่ยนนิยามจากการไปหามอ = ตึกโรงพยาบาล ไปสู่ Healthcare Ecosystem ที่ตามติดตัวคุณไปทุกที่ ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็พบแพทย์ได้

นิยามของโรงพยาบาลในอนาคตไม่ได้เป็นแค่ตึกอีกต่อไป แต่มันคือ เครือข่ายดิจิทัลที่เชื่อมต่อทั้งโลกจริงและโลกเสมือนเข้าด้วยกัน โดยเน้นการดูแลที่ Beyond Walls หรือการข้ามผ่านกำแพงสถานพยาบาลไปสู่บ้านและชุมชน เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว
จากการศึกษาของ PwC ในระบบสาธารณสุขชั้นนำ 30 แห่ง พบว่าเกือบทั้งหมดกำลังเร่งทรานส์ฟอร์มตัวเองเพื่อรับมือกับยุคดิจิทัล โดยมีการลงทุนรวมกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในโครงการปรับปรุงระบบให้ทันสมัย ซึ่งทิศทางการลงทุนส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่การสร้างระบบการแพทย์ทางไกล และการติดตามอาการแบบ Remote Monitoring ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 73%
นอกจากนี้ยังมีการสร้าง Digital Front Door หรือประตูหน้าบ้านดิจิทัลถึง 70% เพื่อให้คนไข้เข้าถึงบริการได้ง่ายและรัดกุม ควบคู่ไปกับการจัดตั้ง Command Center หรือศูนย์ควบคุมอัจฉริยะ 40% ที่ช่วยบริหารทรัพยากรทั้งภายในและภายนอกโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการผลักดันแนวคิด Care at Home อีก 40% เพื่อเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นพื้นที่รักษาตัวเสมือนอยู่โรงพยาบาล
ฝั่งภาครัฐของไทยเองก็มีความพยายามอย่างหนักในการทลายไซโลข้อมูลที่เคยแยกขาดจากกัน ล่าสุดเราได้เห็นการขยับตัวครั้งสำคัญผ่านนโยบาย Quick Win ที่เป็นการผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างกระทรวงดีอี และกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี
หัวใจสำคัญคือการสร้างศูนย์กลางข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลที่เชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของคนไทยใน 4 มิติหลัก อาทิ
ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงหน่วยบริการไปแล้วกว่า 8,000 แห่ง และตั้งเป้าจะครอบคลุมกว่า 15,000 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 ความพยายามนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกที่โดยไม่ต้องพกเอกสารหรือกลับไปขอประวัติจากโรงพยาบาลเดิม ลดการตรวจซ้ำซ้อน และเพิ่มคุณภาพการรักษาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในเมืองไทยเราเริ่มเห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการนำเทคโนโลยีมาใช้ ทั้งจากฝั่งสตาร์ตอัพที่บุกเบิกมาก่อน เช่น Health at home ที่เข้ามาจัดการระบบการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยถึงบ้าน เพื่อเชื่อมต่อการรักษาระหว่างโรงพยาบาลกับที่พักอาศัยให้ไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับ Ooca ที่ทลายกำแพงการเข้าถึงจิตแพทย์ หรือ Raksa และ Doctor Anywhere ที่ทำหน้าที่เป็นคลินิกออนไลน์ และ See Doctor Now ที่ช่วยลดการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นได้ถึง 70%
ในขณะเดียวกัน ฝั่งภาครัฐเองก็ผลักดันบริการผ่านแอปฯ ทางรัฐ ด้วยระบบ DMS Telemedicine ของกรมการแพทย์ บริการนี้ช่วยให้ประชาชนปรึกษาหมอเฉพาะทางผ่านวิดีโอคอลได้ทันที ครอบคลุมทั้งการตรวจรักษา คัดกรองโรค และติดตามอาการด้วยข้อมูลแบบ Real-time
การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุขไทยในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตามเทรนด์ แต่คือความพยายามครั้งสำคัญในการใช้โซลูชันดิจิทัลมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เราแบกรับมานาน ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางในพื้นที่ห่างไกล ไปจนถึงการใช้ระบบจัดการข้อมูลเพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งของคนไข้และบุคลากรทางการแพทย์ในระยะยาว
หมายเหตุ: การให้บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เป็นเครื่องมือทางเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการสาธารณสุข ในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่ในกลุ่มโรคหรืออาการบางประเภทเท่านั้น สำหรับกรณีฉุกเฉินวิกฤตหรือโรคที่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน การรักษาในโรงพยาบาลที่มีความพร้อมทางกายภาพยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญที่สุด
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด