Health Tech ปี 2026 กำลังไปทางไหน? เจาะ 3 เทรนด์อนาคตที่ VC ระดับโลกจับตามอง

ในยุคที่เทคโนโลยีด้านสุขภาพกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด คำถามสำคัญคืออนาคตของวงการสุขภาพจะมุ่งหน้าไปทางไหน ? จากเวทีงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 

คุณแพท ณรัณภัสสร์ ฐิติพัทธกุล Managing Partner Disrupt Health Impact Fund ได้มาร่วมแบ่งปันมุมมองในฐานะนักลงทุนระดับโลกที่สแกนสตาร์ทอัพด้าน HealthTech มาแล้วกว่า 1,000 บริษัทต่อปีทั่วโลก ตั้งแต่อเมริกา ยุโรป อิสราเอล ไปจนถึงจีน

กองทุน Disrupt Health Impact Fund ซึ่งทำงานร่วมกับเครือโรงพยาบาลสมิติเวช มุ่งเน้นลงทุนในนวัตกรรมระดับ Seed ถึง Series A ที่มีผลการวิจัยทางคลินิกรองรับ เพื่อนำเทคโนโลยีระดับโลกมาสู่มือคนไทย และจากการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเข้มข้น นี่คือ 3 เทรนด์สำคัญที่จะพลิกโฉมวงการ HealthTech ในปี 2026

1. Preventive Care ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือ ‘ทางรอด’

ที่ผ่านมา ‘การป้องกันดีกว่ารักษา’ เป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมาตลอด แต่ในการปฏิบัติจริงกลับยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง แต่ในปัจจุบันที่โลกก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และอัตราผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจที่เพิ่มสูงขึ้น ระบบสาธารณสุขทั่วโลกกำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจนถึงจุดที่ ‘ไปต่อไม่ไหว’ การดูแลสุขภาพเชิงรุกจึงกลายเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน

ทำไมที่ผ่านมา Preventive Care ถึงเกิดยาก

เหตุผลแรกคือเรื่อง Workflow ของโรงพยาบาล ระบบสาธารณสุขและการเรียนการสอนแพทย์ถูกออกแบบมาเพื่อ ‘รักษาคนป่วย’ มากกว่า ‘ป้องกันไม่ให้คนป่วย’ การเปลี่ยนผ่านนี้จึงต้องอาศัยการรื้อระบบ เหตุผลต่อมาคือการเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์คือเรื่องยาก แม้คนเราจะมีแรงบันดาลใจในการรักษาสุขภาพ เช่น อยากลดน้ำหนัก หรืออยากนอนให้ดีขึ้น แต่การรักษาวินัยเมื่อเจอสิ่งเร้า เช่น การเจออร่อย เป็นเรื่องที่ซับซ้อน และเหตุผลสุดท้ายคือระบบการเบิกจ่ายของประกัน ซึ่งระบบปัจจุบันเอื้อให้เราเบิกเงินได้ก็ต่อเมื่อ ‘ป่วยแล้ว’ เท่านั้น ขณะที่แรงจูงใจสำหรับคนที่ดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้ป่วยยังมีค่อนข้างน้อย

แต่จุดเปลี่ยนกำลังจะมาถึง

หลายประเทศเริ่มตื่นตัว เช่น ระบบ NHS ของอังกฤษที่ออกแผน 10 ปี มุ่งเน้นการตรวจเชิงรุกในชุมชน นอกจากนี้การมาถึงของ Wearable ที่ฉลาดและราคาถูกลง บวกกับ AI ที่สามารถให้คำแนะนำแบบเฉพาะบุคคลจะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างนวัตกรรม เช่น สตาร์ทอัพชื่อ PocDoc จากอังกฤษ นำเสนอชุดตรวจเลือดหาค่าคอเลสเตอรอลด้วยตัวเองที่บ้าน ใช้เลือดเพียงปลายนิ้วและทราบผลผ่านสมาร์ทโฟนใน 10 นาที ข้อมูลนี้จะเชื่อมโยงกับแพทย์ เพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงกลุ่มเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

ยุคที่ AI ลงสนามจริง 

ปีที่ผ่านมาโลกตื่นเต้นกับ AI อย่างมากจนเกิดกระแสว่า ‘AI จะมาแทนที่หมอ’ แต่ในมุมมองของนักลงทุน AI จะไม่ได้มาแทนหมอ แต่จะมาเป็น ‘ผู้ช่วยทรงพลัง’ ของหมอ

ในปี 2026 เราจะเห็น Use Case การใช้งาน AI ที่เกิดผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่กระแส เพราะ AI ได้เข้ามาช่วยแพทย์ในการตัดสินใจ ลดภาระงานเอกสาร และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น

ตัวอย่างนวัตกรรมที่น่าสนใจ

ตัวอย่างแรกคือ AI วิเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ โดยมีสตาร์ทอัพในอเมริกามีการใช้ AI เข้ามาวิเคราะห์จุลินทรีย์นับแสนล้านตัวในลำไส้ เพื่อประเมินความเสี่ยงของโรค เช่น ภาวะท้องเสียเรื้อรัง พร้อมแนะนำการปรับโภชนาการ (เช่น การทานผักที่ให้วิตามินเค) โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่ตรวจสอบได้ ซึ่งจะป้องกันปัญหา AI ที่แนะนำข้อมูลผิดพลาด อีกหนึ่งตัวอย่างคือ AI กับสุขภาพจิต แม้การใช้ AI บำบัดจิตจะต้องระมัดระวังอย่างสูงโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงรุนแรง แต่สำหรับกลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น ผู้ที่มีภาวะหมดไฟหรือภาวะเครียดสะสม AI สามารถเข้ามาช่วยอุดช่องโหว่ของการขาดแคลนนักจิตบำบัดได้ โดย AI จะทำงานภายใต้ไกด์ไลน์ทางการแพทย์ เพื่อคอยประเมินอาการและพูดคุยกับผู้ใช้งานในระหว่างที่รอคิวพบจิตแพทย์

3. Women's Health ตลาดดาวรุ่งที่กำลังเป็น ‘ยูนิคอร์น’

รู้หรือไม่ว่าแนวทางปฏิบัติการแพทย์ในอดีต มักถูกอ้างอิงจากการศึกษาในเพศชายเป็นหลัก ทั้งที่ร่างกายของผู้หญิงมีความซับซ้อนทางฮอร์โมนในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยทอง รวมถึงการตอบสนองต่อโรคและยาที่แตกต่างจากผู้ชายอย่างสิ้นเชิง 

ปัจจุบันปัญหาเรื่อง Women's Health กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในระดับโลก โดยจะเห็นได้จากการที่ภาครัฐและผู้ทรงอิทธิพลระดับโลก เช่น Bill Gates หรือ Jill Biden เริ่มตั้งกองทุนสนับสนุนงานวิจัยที่มุ่งเน้นเกี่ยวกับระบบสุขภาพของผู้หญิงโดยเฉพาะ นอกจากนี้ในมุมของธุรกิจและการลงทุน แม้ในสภาวะตลาดการลงทุนที่ซบเซา แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมากลับมีสตาร์ทอัพด้าน Women's Health ที่เติบโตทะยานสู่ระดับ ‘ยูนิคอร์น’ ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ชัดเจนว่าหากใครทำโซลูชั่นด้านสุขภาพผู้หญิงที่ตอบโจทย์ ตลาดและนักลงทุนก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

ปัจจัยเร่งที่จะทำให้ HealthTech เติบโต

นอกจาก 3 เทรนด์หลักแล้ว อนาคตของ HealthTech ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ยังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยส่งเสริม ได้แก่ 

  • Consumer Demand ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการการรักษาที่มีคุณภาพ เข้าถึงง่าย และสามารถดูแลตัวเองได้จากที่บ้าน 
  • Regulatory Sandbox ซึ่งหน่วยงานต่างๆ เริ่มเปิดพื้นที่ Sandbox ให้โรงพยาบาลและนักพัฒนานวัตกรรมได้มาทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมกัน 
  • ความเปิดกว้างของบุคลากรทางการแพทย์ 

สรุป

ปี 2026 จะเป็นปีแห่งการลงมือทำและสร้างผลลัพธ์จริงในวงการ HealthTech ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันก่อนเกิดโรค การใช้ AI อย่างมีประสิทธิภาพ หรือการปฏิวัติวงการสุขภาพผู้หญิง นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับนักลงทุนและสตาร์ทอัพ แต่ปลายทางที่สำคัญที่สุดคือ การยกระดับคุณภาพชีวิตและทำให้ผู้คนมีชีวิตที่แข็งแรงได้นานขึ้น

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิจัย Northwestern สร้าง 'เซลล์ประสาทเทียม' ส่งสัญญาณคุยกับสมองจริงได้ เปิดทางฟื้นฟูการได้ยิน การมองเห็น การเคลื่อนไหว

คนที่สูญเสียการได้ยิน การมองเห็น หรือการเคลื่อนไหว ปัจจุบันมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่คือ สัญญาณที่อุปกรณ์ส่งไปยังสมองยังไม่เหมือนของจริง สมองจึงตอบสนองได้ไม...

Responsive image

นักวิจัย MIT สร้าง ‘กล้ามเนื้อเทียม’ จากเส้นใยไฟฟ้า เล็กกว่าไม้จิ้มฟัน ไม่มีมอเตอร์ ไม่มีเสียง หดยืดได้เหมือนกล้ามเนื้อจริง

นักวิจัย MIT และ Politecnico di Bari พัฒนากล้ามเนื้อเทียมแบบเส้นใยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ต้องใช้มอเตอร์หรือปั๊มภายนอก ทำงานเงียบสนิท เปิดทางสู่หุ่นยนต์ Exoskeleton และอุปกรณ์เที...

Responsive image

SoundCell สร้างกลองจิ๋วจากกราฟีน เพื่อฟังเสียงแบคทีเรียเคลื่อนไหว! ใช้ AI แยกแยะเชื้อได้แม่น 88% และตรวจเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะได้ในชั่วโมงเดียว

SoundCell สร้างกลองจิ๋วจากกราฟีน ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของแบคทีเรียระดับเซลล์เดียว ใช้ AI แยกแยะเชื้อได้แม่น 88% และตรวจเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะได้ในชั่วโมงเดียว เร็วกว่าวิธีปัจจุบันหลา...