AI ร่างกาย จิตใจ: ถอดสมการความท้าทายใหม่ในยุค Healthtech

มีคำหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยในช่วงนี้ คือ Longevity หรือการมีอายุยืน 
แต่ในรายการ Healthspan คุณกระทิงกลับบอกว่าคำนี้ไม่พออีกต่อไปแล้ว นั่นเป็นเพราะอะไร?

เหตุผลข้อนี้ก็ง่าย ๆ เพราะการอยู่นานโดยที่สุขภาพกายไม่ดี สุขภาพใจก็ไม่ไหว มันไม่ใช่สิ่งที่เราอยากได้จริง ๆ แนวคิดนี้จึงนำมาสู่คำที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือ Healthspan หรือการอยู่นานแบบที่ร่างกายยังดีอยู่ และเริ่มมีคนต่อยอดไปอีกว่ามันควรเป็น Joyspan หรือ Happiness-span ด้วยซ้ำ คืออยู่อย่างมีความสุข และต่อไปคืออยู่อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี เพราะมิติของชีวิตที่ดีมันกว้างกว่าแค่ตัวเลขอายุที่เพิ่มขึ้น

ในบทความนี้ได้สรุปใจความสำคัญจากรายการ Healthspan ซึ่งดำเนินรายการโดยคุณกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund ที่จะมาตอบคำถามที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน จากเราจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไปสู่ เราจะอยู่ได้นานด้วยสุขภาพแบบไหน และข่าวดีคือเทคโนโลยีกำลังเข้ามาตอบโจทย์ทั้งสองด้านของคำว่าสุขภาพ คือร่างกายและจิตใจ แต่มันทำได้ไม่เท่ากัน และช่องว่างตรงนั้นแหละคือเรื่องที่เราจะมาเล่าให้ฟัง

AI-ร่างกาย

ก่อนจะพูดเรื่องเทคโนโลยีล้ำ ๆ คุณกระทิงเริ่มจากเรื่องตัวเองแบบไม่อ้อมค้อม เขาเคยน้ำหนักขึ้นจนเข้าข่าย Pre-diabetes หรือก่อนเบาหวาน น้ำหนักพุ่งขึ้นมา 22 กิโล กว่าจะสะสมมาได้ขนาดนั้นใช้เวลานานมาก และตอนนั้นมีครบทั้งความดัน เบาหวาน ไขมันเกาะตับ

จุดเปลี่ยนคือพอเริ่มลดน้ำหนัก งดแอลกอฮอล์ และทำ Fasting ค่าเลือดกลับมาดีขึ้นทั้งหมด แต่สิ่งที่ทำให้เขาทึ่งจริง ๆ คือพอไปตรวจ Biological age หรืออายุทางชีวภาพ ปรากฏว่ามันน้อยกว่าอายุจริงตามปฏิทินไปเยอะมาก เท่ากับว่าสามารถซื้อเวลาชีวิตกลับมาได้มหาศาล แถมยังรู้สึกสดชื่นขึ้นด้วย

แต่ประเด็นที่อยากชี้ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์ มันอยู่ที่ต้นทาง โรคที่คร่าชีวิตคนมากที่สุดอย่างกลุ่ม NCDs ไม่ว่าจะโรคอ้วน เบาหวาน ความดัน หรือโรคไต ล้วนเกิดจากพฤติกรรมที่สะสมมานาน และต้นทางของทุกอย่างคือเรื่องการกิน คนไทยกินเค็ม กินหวาน กินมัน เพราะอาหารไทยเป็นอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก การกินจึงเป็นตัวนำไปสู่โรคหลายโรค

ปัญหาคือมนุษย์เราถูกฝังมาให้ไม่เก่งเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรม โดยเฉพาะการเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ แบบ Atomic habit ที่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน คุณกระทิงสรุปวงจรที่ได้ผลจริงไว้สั้น ๆ คือ วัด ตระหนัก เปลี่ยนพฤติกรรม แล้ววัดอีกครั้ง ซึ่งก็คือหลัก Plan-Do-Check-Act หรือ PDCA แบบ Continuous improvement ที่เอามาใช้กับสุขภาพได้เลย เรื่องสุขภาพจะเป็นแบบนั้น คือเรียนรู้และปรับไปเรื่อย ๆ

แล้ว AI เข้ามาตรงไหน

คำตอบคือ Wearable และ Fitness tracker รุ่นใหม่กำลังจะกลายเป็น Medical-grade ที่วัดค่าร่างกายได้ละเอียดขึ้น พอเอาไปรวมกับสิ่งที่เขาเรียกว่า AI-enabled personal trainer มันจะคอยกระตุ้นเตือนเราตลอด ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมที่ฝังลึกได้จริง ยิ่งในอนาคตที่ Quantum technology เร่งพลังประมวลผลในช่วงปี 2030 และ GPU ไปอยู่ใน Device ทุกชิ้น เราจะมี Local AI ส่วนตัวคอยดูแลเราแบบเรียลไทม์

คุณกระทิงเปรียบว่ามันเหมือนเรามี Jarvis ผู้ช่วยจากหนัง Iron Man แต่อยู่ในโลกของ Healthcare คอยดูแลเราแบบองค์รวม

อีกเรื่องที่คุณกระทิงเน้นคือการนอน ตอนนี้คนเริ่มแข่งกันนอนให้ดีด้วยอุปกรณ์อย่าง Whoop กันแล้ว เดิมเรามีแค่ Sleep test แต่อนาคตจะไปไกลกว่านั้นเป็น Ambient Technology คือเทคโนโลยีที่ปรับสภาพแวดล้อมการนอนของเรา ให้เข้าสู่ Deep sleep ได้ดีขึ้น เกิด Recovery phase ทั้งสมองและร่างกาย

ตอนนี้อุปกรณ์อย่าง Oxygen chamber หรือ Sleep chamber ยังแพงอยู่ แต่คุณกระทิงชี้ว่าประวัติศาสตร์โลกบอกเราเสมอ พอมี Demand มากพอ ราคาก็จะลงเอง และตอนนี้ Big Tech เริ่มเข้ามาเล่นเรื่อง Sleep และ Healthspan devices แล้ว

พอ Big Tech ลงมา Startup ก็สร้างนวัตกรรมตาม วิวัฒนาการก็จะเร่งตัว เพราะ Healthspan เป็นตลาดระดับ Trillion เช่นกัน

คุณกระทิงเล่าว่าเคยอ่าน Pitch Deck ของ Startup ด้าน Longevity ที่ก่อตั้งโดย World celebrity คนหนึ่ง หน้าแรกเขียนไว้ว่า เราอาจเป็น Generation สุดท้ายของมนุษยชาติที่ต้องตาย เพราะหลังจากนี้ไม่มี Generation ไหนตายอีกแล้ว ฟังแล้วเขาถึงกับอึ้ง เพราะมันคือการกลับมาของแนวคิด Immortality ที่เราเคยเห็นแต่ในหนังแวมไพร์ ไม่ใช่แบบ Twilight แต่แบบที่มีปรัชญาเรื่องการไม่ตายจริง ๆ

ตัวอย่างที่จับต้องได้คือคนที่แก่ มีอำนาจ มีทุกอย่าง อย่างปูตินของรัสเซีย ที่อยากอยู่ให้ยืนยาวขึ้น แม้จะไม่ได้แปลว่าเขาจะมีความสุขก็ตาม เทคโนโลยี Reverse aging การทำ DNA (or gene) therapy หรือการพิมพ์อวัยวะเทียม กำลังเริ่มเป็นจริง คุณกระทิงเชื่อว่าในชั่วชีวิตเรา เราจะได้เห็นเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการ Repair ร่างกายขึ้นมาได้

ไกลกว่านั้นคือเรื่อง Cybernetics ที่มนุษย์รวมกับ AI และหุ่นยนต์กลายเป็น Cyborg เมื่ออวัยวะเทียมและแขนขาเทียมพัฒนาขึ้น และหุ่นยนต์ในอีก 20 ปีข้างหน้าจะเริ่มเหมือนคนมากขึ้นเรื่อย ๆ คำถามที่เขาทิ้งไว้คือ ในระยะยาว Are you sure that it is biological health? สุขภาพที่เราพูดถึงจะยังเป็นสุขภาพของร่างกายเนื้อหนังอยู่จริงหรือ หรือมันจะกลายเป็น Robotics health

นี่คือยุคที่ความมหัศจรรย์กำลังจะหักศอกกันหมด AI in Healthcare จะเร่งการเปลี่ยนแปลงแบบมหาศาล ยิ่งตลาดใหญ่ การลงทุนเยอะ Talent เก่ง ๆ ก็เริ่มลงมาทำจริง เพราะอย่างที่เขาว่า Healthtech is the next AI

AI-จิตใจ

ถ้าเรื่องร่างกายเป็นสิ่งที่เราดูแลให้สดใสได้ เรื่องของจิตใจกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก และนี่คือประเด็นที่คุณกระทิงให้น้ำหนักไม่แพ้กัน เพราะต่อให้สุขภาพกายจะดีแค่ไหน แต่ถ้าจิตใจไม่ไหว หลายคนก็อาจตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม

คุณกระทิงเล่าถึงเพื่อนสนิทที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีทุกอย่างที่คนใฝ่ฝัน ทั้งเงินทองและความสามารถจนถึงขั้นล่องเรือรอบโลกได้ แต่ข้อความหนึ่งที่เพื่อนคนนี้โพสต์กลับทำให้เขาตกใจมาก นั่นคือการบอกว่าตนเองควรจะตายไปตั้งนานแล้ว เพราะเมื่อลูกโตและมีเงินพร้อมทุกอย่าง ความมั่งคั่งก็เริ่มหมดความหมาย สิ่งที่หายไปจากชีวิตของเขาคือ สุขภาวะทางจิต

เมื่อพูดถึงบทบาทของเทคโนโลยี คุณกระทิงเตือนว่ามันคือดาบสองคมอย่างแท้จริง ในยุคของโซเชียลมีเดีย เราเห็นแล้วว่ามันกลายเป็นเหมือนพลังงานที่สร้างภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความตื่นตระหนกให้กับผู้คน พอมาถึงยุคของ AI เราก็กำลังอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่อาจทำให้คนเหงาหนักกว่าเดิม หากเราใช้เทคโนโลยีอย่างไม่เท่าทัน หรือไปเจอ AI ที่ขาดจริยธรรมและแฝงมากับ Dark Pattern ผลลัพธ์ก็น่ากลัวมาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ AI Boyfriend ที่พร้อมจะคุยด้วยทันทีทุกครั้งที่ทักไป ต่างจากคนรักในชีวิตจริงที่อาจไม่ได้ตอบกลับทันใจ สิ่งเหล่านี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ของคนในสังคมไปอย่างสิ้นเชิง

ตัวเลขที่น่าตกใจคือ 1 ใน 8 ของคนทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งเป็นตลาดที่ความต้องการความช่วยเหลือมีมากกว่าจำนวนผู้ให้บริการอย่างมหาศาล ปัญหานี้ฝังรากลึกในระดับโครงสร้าง ตั้งแต่การที่เราผลิตจิตแพทย์ไม่ทัน ไปจนถึงการที่สังคมยังมองเรื่องนี้เป็นตราบาป ทำให้หลายคนไม่กล้ายอมรับหรือพูดคุย

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องผลตอบแทนที่น่าเจ็บปวด ในหลายประเทศจิตแพทย์กลับเป็นสาขาที่ได้เงินเดือนน้อยที่สุด ทั้งที่ต้องแบกรับเรื่องราวหนักหน่วงตลอดเวลา คล้ายกับพนักงานคอลเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับอารมณ์ผู้คน จิตแพทย์ต้องเป็นผู้ฟังที่มีความเห็นอกเห็นใจสูงมาก เป็นอาชีพที่ชี้เป็นชี้ตายชีวิตคนได้ แต่กลับถูกประเมินค่าต่ำเกินไป นี่คือปัญหาใหญ่ที่ต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ

แล้ว AI เข้ามาตรงไหน

ในการแก้ปัญหา เทคโนโลยีทำหน้าที่เหมือนประตู ที่ช่วยเรื่องการตรวจคัดกรองเบื้องต้น ทำให้เราเริ่มตระหนักรู้ว่าตัวเองกำลังเครียดหรือซึมเศร้า พอเราเปิดประตูบานนี้เข้าไปและยอมรับปัญหา บางเรื่องที่ยังไม่หนักมากเราก็จัดการเองได้  กระบวนการเหล่านี้คือการใช้เครื่องมือที่มี AI อยู่เบื้องหลัง มาช่วยดึงสติให้สมองส่วนหน้าของเรากลับมาทำงานและควบคุมสมองส่วนดึกดำบรรพ์ได้ดีขึ้น

แต่สาเหตุที่คุณกระทิงเปรียบเทียบว่า AI ในปัจจุบัน ยังไม่มี GPS เป็นเพราะมันยังทำได้แค่การวิเคราะห์จากสถิติและข้อมูล มันบอกได้ว่าเรากำลังเศร้าและแนะนำวิธีแก้เบื้องต้นได้ แต่มันไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของจิตใจ ปมในอดีต หรือบริบทชีวิตที่ลึกซึ้งของแต่ละคนได้

AI จึงไม่สามารถทำหน้าที่เป็น GPS ที่นำทางเราไปสู่ความสุข ซึ่งมีนิยามแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลได้เลย สุดท้ายแล้ว เมื่อเราเดินผ่านประตูที่ AI ช่วยเปิดให้ สิ่งที่รออยู่ข้างในคือเส้นทางที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ระบบประมวลผลจะเข้าใจ เราจึงยังต้องพึ่งพามนุษย์ด้วยกันอย่างจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยค้นหาทางออกที่แท้จริง

ทำไมจิตใจถึงรักษายากกว่าร่างกาย?

สิ่งที่ทำให้การรักษาจิตใจยากกว่าร่างกาย คือเรื่องของ มาตรวัด โรคทางกายมีตัวเลขชัดเจน เช่น ค่าน้ำตาลสะสมบ่งบอกเบาหวาน หรือค่าการทำงานของไตบ่งบอกภาวะไตวาย ซึ่งเราป้องกันได้ด้วยการคุมอาหาร แต่สุขภาวะทางจิตมีเป้าหมายคือความสุข ซึ่งไม่มีตัวชี้วัดตายตัว ความสุขระดับ 5 คะแนนของคนหนึ่งอาจไม่เท่ากับอีกคน สำหรับบางคน ความสุขอาจเป็นแค่การได้ตื่นมากินข้าวและได้กอดคนในครอบครัว

นอกจากนี้ สุขภาพจิตยังเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสังคม ความสัมพันธ์ และคนรอบข้าง ทำให้เราไม่สามารถชี้ชัดได้ง่ายๆ ว่าทางออกของปัญหาคืออะไร

เหตุผลที่ลึกซึ้งที่สุดคือ สมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่มหัศจรรย์และซับซ้อนที่สุดในจักรวาล นักวิทยาศาสตร์เริ่มเชื่อว่ากระบวนการในสมองไม่ได้เป็นแค่ระบบฟิสิกส์หรือดิจิทัลทั่วไป แต่เป็นกระบวนการเชิงควอนตัม 

คุณกระทิงเปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะที่มนุษย์พยายามทุ่มเงินมหาศาลสร้างควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ต้องอยู่ในห้องควบคุมอุณหภูมิพิเศษ สมองของเรากลับเป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ต้นทุนต่ำที่สุด มีแค่กะโหลกและหนังหุ้ม ทำงานได้ในอุณหภูมิห้อง แถมยังมีพลังมหาศาล

แต่ความย้อนแย้งคือ เรากลับเข้าใจอวัยวะชิ้นนี้น้อยมาก เราเข้าใจแค่ว่าฮอร์โมนตัวไหนทำงานกับสมองส่วนไหน แต่ยังไม่เข้าใจความเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งไปถึงระดับอารมณ์ความรู้สึก นี่คือเหตุผลว่าทำไมการรักษาทางจิตเวชหลายอย่างจึงยังมีผลข้างเคียง และยังไม่มีองค์ความรู้ที่ฟันธงได้ 100% ว่าต้องแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างไร เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วเจอผลข้างเคียงจนไม่อยากใช้ยาต่อ ภาระหนักอึ้งจึงวนกลับไปตกอยู่ที่จิตแพทย์ ซึ่งต้องรับบทบาทสำคัญในการประคับประคองจิตใจผู้คนต่อไป

เทคโนโลยีคือ Enabler ไม่ใช่ Solution

ถ้าจะสรุปแก่นของบทสนทนาทั้งหมด มันอยู่ที่เส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างสองด้าน สำหรับร่างกาย AI กำลังจะกลายเป็น Jarvis ที่ดูแลเราได้จริง วัดได้ เตือนได้ เปลี่ยนพฤติกรรมได้ แต่สำหรับจิตใจ คุณกระทิงพูดตรง ๆ ว่าเทคโนโลยีน่าจะเป็นแค่ Enabler หรือตัวช่วยเปิดทาง เรายังไม่แน่ใจเลยว่ามันจะเป็น Solution หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคำตอบที่ใหญ่กว่า

ในขณะเดียวกัน เครื่องมือทางเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นผู้เบิกทาง ก็กำลังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด จากอดีตที่การวัดผลทางจิตวิทยาต้องอาศัยการสวมหมวกครอบหัวขนาดใหญ่เพื่อวัดคลื่นสมอง ปัจจุบันนวัตกรรมถูกย่อขนาดลงเหลือเพียงอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ ที่แปะตามจุดต่าง ๆ ของร่างกายได้ และในอนาคตเครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำไปเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับสุขภาพกายแบบไร้รอยต่อ

คุณกระทิงปิดท้ายด้วยมุมมองที่ทรงพลังว่า ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจควรถูกยกระดับให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เพราะการมีสุขภาวะทางจิตที่ดีและการได้สัมผัสถึงความสุข คือรากฐานสำคัญของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทุกคนสมควรได้รับอย่างเท่าเทียมกัน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จากการแพทย์ที่ 'รอให้ป่วยก่อน' สู่การแพทย์ที่ทำนายล่วงหน้า รวม 3 สตาร์ตอัปไทยที่ผลักดันเรื่องการรักษาแบบแม่นยำ

โมเดลการแพทย์ที่เราคุ้นเคยมาตลอดคือ ป่วยก่อน แล้วค่อยรักษา รอจนมีอาการ ไปหาหมอ ตรวจ แล้วจึงเริ่มรักษา ปัญหาคือกับโรคหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็ง เมื่อแสดงอาการชัดเจน มักหมายถึงโรคเดินทา...

Responsive image

ส่องโลก ‘เทคโนโลยีสุขภาพ’ คลื่นลูกใหม่ ที่จะใหญ่กว่า AI และพลิกชีวิตเราไปตลอดกาล

เจาะลึก 6 แกนหลัก HealthTech คลื่นลูกใหม่ที่ใหญ่กว่า AI พลิกโฉมหน้าสาธารณสุขและอนาคตมนุษยชาติ ถอดรหัสโอกาสและขุมทรัพย์ระดับ Trillion-Dollar ไปกับ Techsauce...

Responsive image

เมื่อการวินิจฉัยคือด่านแรกของชีวิต 3 Health Tech ไทยที่ทำให้ระบบสุขภาพพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยา ก่อนที่แพทย์จะวางแผนรักษา และก่อนที่โรงพยาบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลผู้ป่วย สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ การวินิจฉัย หากมีการตรวจพบที่รวดเร็วและแม่นยำ กา...