เมื่อการวินิจฉัยคือด่านแรกของชีวิต 3 Health Tech ไทยที่ทำให้ระบบสุขภาพพึ่งตัวเองได้มากขึ้น

ก่อนที่ผู้ป่วยจะได้รับยา ก่อนที่แพทย์จะวางแผนรักษา และก่อนที่โรงพยาบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางการดูแลผู้ป่วย สิ่งแรกที่ต้องเกิดขึ้นคือ การวินิจฉัย

หากมีการตรวจพบที่รวดเร็วและแม่นยำ การรักษาก็มีโอกาสเดินถูกทาง แต่ถ้าตรวจช้า ตรวจผิด หรือตรวจไม่เจอ ความผิดพลาดอาจเริ่มขึ้นตั้งแต่ก้าวแรก

ปัญหาคือ ด่านแรกของการรักษานี้ยังเป็นจุดที่ไทยพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศอยู่มาก ทั้งชุดตรวจ เครื่องมือ และระบบวิเคราะห์ผล ซึ่งหมายถึงต้นทุนที่สูง การรอสินค้านำเข้าในช่วงฉุกเฉิน และราคาที่เราแทบควบคุมไม่ได้

สำหรับโรคที่เป็นโจทย์เฉพาะของไทยและเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ไข้เลือดออก วัณโรค หรือภาวะหมู่เลือดบางประเภท การมีเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่พัฒนาได้เองในประเทศ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของนวัตกรรม แต่คือเรื่องของความมั่นคงด้านสุขภาพ

สตาร์ทอัพ Health Tech ไทยกลุ่มหนึ่งกำลังลงมือแก้ปัญหาในประเด็นนี้ โดยสตาร์ทอัพไทยกลุ่มนี้เป็นทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ SPEAR-H Accelerator โครงการเร่งการเติบโตด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล โดยผ่านสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 

K-Dengue NS1 ชุดตรวจไข้เลือดออกที่วิจัยและผลิตโดยคนไทย

ไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และยังคงเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะในช่วงการระบาด การวินิจฉัยที่รวดเร็วและมีคุณภาพจึงเป็นส่วนสำคัญในการรับมือกับโรค

K-Dengue NS1 Ag Test จากบริษัท เค.ไบโอ ไซเอนซ์ จำกัด เป็นชุดตรวจแบบรวดเร็วสำหรับตรวจหาแอนติเจน NS1 ของเชื้อไวรัสเดงกี ครอบคลุมทั้ง 4 สายพันธุ์ จากตัวอย่างซีรั่ม พลาสมา และเลือดครบส่วน โดยสามารถทราบผลได้ภายใน 15 นาที

K.Biosciences มุ่งสร้างศักยภาพในการวิจัย พัฒนา และผลิตเทคโนโลยีการวินิจฉัยในประเทศไทย เพื่อเพิ่มความพร้อมของประเทศเมื่อเกิดการระบาด

“ในวันที่เกิดการระบาด เราไม่ควรต้องกังวลว่าชุดตรวจจะมีเพียงพอหรือไม่ การมีความสามารถในการวิจัย พัฒนา และผลิตชุดตรวจภายในประเทศ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของความมั่นคงด้านสาธารณสุขของไทย”

Zenostic อุดช่องโหว่การตรวจหมู่เลือด RhD-negative/Asian-type DEL ยกระดับความปลอดภัยระบบโลหิตไทย

โจทย์ของ Zenostic จากบริษัท เซโนสติกส์ จำกัด ที่ร่วมมือกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเรื่องที่ลึกและเฉพาะทาง แต่มีความหมายต่อเรื่องความปลอดภัยด้านการบริจาคเลือด และการรับเลือดในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ

ในกลุ่มผู้ที่มีเลือดหมู่ RhD-negative ยังมีความเสี่ยงแฝงที่การตรวจหมู่เลือดมาตรฐาน Blood Group Serology (การทดสอบปฏิกิริยาการจับกลุ่มของเซลล์เม็ดเลือดแดง) ไม่สามารถตรวจพบได้ เพราะแอนติเจน D แสดงออกในปริมาณน้อยมาก โดยเฉพาะในกรณีที่เรียกว่า Asian-type DEL ซึ่งพบในประชากรเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น 

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลชี้ว่า ผู้บริจาคโลหิตไทยที่ได้รับการจำแนกว่าเป็น RhD-negative ประมาณร้อยละ 15 แท้จริงแล้วเป็น Asian-type DEL สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญของระบบการตรวจวินิจฉัยที่มีอยู่

ชุดตรวจ Precision Dx ของ Zenostic ใช้เทคโนโลยี Lyo-LAMP เพื่อยืนยันหมู่เลือดในระดับพันธุกรรม ช่วยแยกความแตกต่างระหว่าง true RhD-negative และ Asian-type DEL ได้อย่างชัดเจน ทีมระบุข้อได้เปรียบไว้สามข้อ 

  1. รวดเร็วและแม่นยำกว่าวิธีเดิม รู้ผลภายในราว 40 นาที และลดความผิดพลาดจากคน 
  2. ขั้นตอนการทำงานง่ายกว่า เพราะตรวจแยก true RhD-negative และ Asian-type DEL พร้อมตัวควบคุมภายในได้ในหลอดเดียว 
  3. มีศักยภาพสร้างมาตรฐานการตรวจรูปแบบใหม่ที่เหมาะกับระบบงานภาคบริการโลหิตในทางปฏิบัติ

เรื่องนี้สำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยตรง เพราะการจำแนกหมู่โลหิตคลาดเคลื่อนในกลุ่ม Asian-type DEL อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนจากการให้เลือด รวมถึงกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีต่อแอนติเจน D ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในระยะยาว 

นอกจากนี้ การระบุผู้ที่เป็น Asian-type DEL ได้ถูกต้องยังช่วยลดการใช้เลือด RhD-negative โดยไม่จำเป็น บรรเทาปัญหาการขาดแคลนโลหิตซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด

ปัจจุบัน Zenostic อยู่ระหว่างนำชุดตรวจไปทดสอบกับตัวอย่างทางคลินิกจริงในหน่วยงานคู่ความร่วมมือ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ระหว่างการขอรับความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีในประเทศ

RAMAAI ผู้ช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด พร้อมโมดูลจับวัณโรคโดยเฉพาะ

ภาพจาก Mahidol Channel

RAMAAI CXR Solution หรือที่ทีมเรียกสั้น ๆ ว่า 'ระไม' เป็น AI สัญชาติไทยจากบริษัท บริษัท รามูน เมดิคอล จํากัด ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จากความร่วมมือของแพทย์ วิศวกร และนักวิจัยไทย

RAMAAI เป็นระบบ AI ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับความผิดปกติที่พบบ่อยและสำคัญบนภาพเอกซเรย์ทรวงอก (chest X-ray) ได้ถึง 16 ชนิด ตั้งแต่ ก้อนในปอด วัณโรคปอด ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด หัวใจโต ปอดอุดกั้นเรื้อรัง ไปจนถึงภาวะปอดแตก 

จุดที่ทำให้ผลตรวจน่าเชื่อถือคือ ตัว AI ฝึกจากภาพเอกซเรย์ปอดของคนไทยกว่า 2 ล้านภาพ และมีรังสีแพทย์กว่า 30 ท่านช่วยสอนให้ AI เรียนรู้รอยโรค ทำหน้าที่เป็น 'ผู้ช่วยแพทย์' ที่ช่วยชี้จุดที่น่าสงสัย ในการใช้งานจริง ทีมรามาธิบดีระบุว่า RAMAAI ช่วยลดเวลาวินิจฉัยฟิล์มที่ผิดปกติลง 20 ถึง 30% และเพิ่มความแม่นยำในการอ่านฟิล์มได้ราว 20%

จุดที่ทำให้ RAMAAI ต่างจาก AI อ่านฟิล์มทั่วไปคือ โมดูลตรวจหาวัณโรคระยะแพร่เชื้อ (Active TB) โดยเฉพาะ ที่ทีมเรียกว่า Zero TB Module ประเด็นนี้ตรงกับโจทย์สาธารณสุขไทยอย่างชัดเจน เพราะวัณโรคยังเป็นปัญหาที่ต้องคัดกรองคนจำนวนมากในพื้นที่ที่อาจไม่มีรังสีแพทย์ประจำ โดยเฉพาะเมื่อไทยมีรังสีแพทย์ไม่ถึง 2,000 คนทั่วประเทศและส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ AI ที่ช่วยคัดกรองเบื้องต้นจึงช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการวินิจฉัยที่แม่นยำ และการรักษาที่รวดเร็ว

ปัจจุบัน RAMAAI อยู่ในสถานะ Regulatory Pending คืออยู่ระหว่างกระบวนการขออนุมัติ และขึ้นทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

การตรวจวินิจฉัยที่ 'ทำเองได้' คือรากฐานของระบบสุขภาพที่พึ่งตัวเองได้

สามบริษัทนี้อยู่คนละเทคโนโลยี ตั้งแต่ชุดตรวจภูมิคุ้มกัน เทคโนโลยีระดับพันธุกรรม ไปจนถึง AI อ่านภาพ แต่มีเส้นเรื่องเดียวกันคือ การทำให้การตรวจวินิจฉัยเร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้น โดยที่ไทยไม่ต้องพึ่งของนำเข้าเป็นด่านแรก

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกทีมเลือกจโจทย์เกี่ยวกับโรคที่เป็นปัญหาหลักของไทยและเอเชีย ทั้งไข้เลือดออก หมู่เลือด Asian type-DEL และวัณโรค ตลาดของโรคเหล่านี้เป็นจุดที่ผู้ผลิตรายใหญ่จากตะวันตกอาจไม่ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ช่องว่างตรงนี้จึงเป็นทั้งโอกาสทางธุรกิจและภารกิจด้านสาธารณสุขในเวลาเดียวกัน

แต่โจทย์ใหญ่ของเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยคือเส้นทางการรับรองและการพิสูจน์ในการใช้งานจริง ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและทุน จุดนี้เองที่โครงการอย่าง SPEAR-H เข้ามามีบทบาท ด้วยการเปิดให้ทดสอบในเครือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 พร้อมเส้นทางเชื่อมต่อแหล่งทุนและการสนับสนุนจากภาครัฐ  

เพราะระยะห่างระหว่าง 'ผ่านการทดสอบในแล็บ' กับ 'ใช้งานได้จริงในโรงพยาบาล' คือช่วงที่นวัตกรรมไทยจำนวนมากสะดุดและไปต่อไม่ได้

ถ้าสตาร์ตอัปเหล่านี้ข้ามช่วงนั้นไปได้ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่สินค้าไทยที่แข่งกับของนำเข้า แต่คือระบบสุขภาพที่พึ่งตัวเองได้มากขึ้นในวันที่โรคระบาดมาถึงประตูบ้าน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกเซนเซอร์ BioActive ใน Galaxy Watch9 และ Ultra2 เซนเซอร์ที่อ่านสัญญาณเสี่ยงได้จากข้อมือ เบาหวาน สโตรก หัวใจ สมองเสื่อม

เจาะลึกเซนเซอร์สุขภาพของ Galaxy Watch9 และ Watch Ultra2 ที่อ่านสัญญาณเสี่ยง 4 กลุ่มโรค NCDs จากข้อมือ ทั้งดัชนี AGEs, ความดัน, สัดส่วนไขมัน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมสเปก ราคาไท...

Responsive image

นักวิจัยสวิตเซอร์แลนด์พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทำฟัน’ ช่วยลดขั้นตอนการทำครอบฟัน

ลืมการทำครอบฟันแบบเดิมที่ต้องไปหาหมอหลายรอบไปได้เลย เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทันตกรรมขนาดจิ๋ว’ ที่กรอฟันได้อย่างแม่นยำตามแผน ช่วยให้หมอ...

Responsive image

จาก Life Span สู่ Health Span เมื่อเป้าหมายใหม่คือการแก่อย่างแข็งแรง กิน นอน ขยับตัว และมีกัลยาณมิตรจึงสำคัญ

เจาะลึกเวที SICMPH 2026 ถอดรหัส Wellness for All การบรรจบกันของเทคโนโลยีการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดี รับมือสังคมผู้สูงอายุ และทางรอดระบบสาธ...