
เวลาที่เราพูดถึง 'เทคโนโลยีทางการแพทย์' ภาพแรกที่โผล่ขึ้นมามักเป็นหุ่นยนต์ผ่าตัด เครื่องสแกนราคาหลายสิบล้าน หรือ เทคโนโลยี AI แต่ปัญหาที่กัดกินระบบสาธารณสุขไทยอยู่ทุกวันกลับเป็นเรื่องที่มักถูกมองข้าม นั่นคืองานเอกสาร การเบิกจ่าย และการบริหารคนหน้างาน
บุคลากรการแพทย์ไทยจำนวนมากต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งของวันไปกับการบันทึกเวชระเบียน ลงรหัสโรค และจัดการเอกสารเบิกจ่าย ขณะที่ฝั่งโรงพยาบาลเองก็เผชิญแรงกดดันด้านการเงิน เพราะรายได้ที่ควรได้จากกองทุนสุขภาพหรือประกันมักตกหล่นจากการลงข้อมูลไม่ครบ ไม่ตรงเกณฑ์ หรือล่าช้า
นี่คือโจทย์ 'หลังบ้าน' ที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง แต่เป็นจุดที่สตาร์ทอัพ Health Tech ไทยกลุ่มหนึ่งเลือกลงมือแก้ และทั้งหมดเป็นทีมที่ผ่านการคัดเลือกเข้าโครงการ SPEAR-H Accelerator โครงการเร่งการเติบโตด้านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9
Techsauce ขอรวบรวม 3 สตาร์ทอัพที่น่าสนใจที่กำลังแก้ปัญหาให้กับวงการสุขภาพ และกำลังทวงเวลากลับมาให้บุคคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้มีเวลาโฟกัสกับการรักษามากขึ้น
ก่อนจะไปดูว่าแต่ละทีมทำอะไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไม 'งานหลังบ้าน' ถึงเป็นเรื่องคอขวดของโรงพยาบาลไทย
ระบบสุขภาพไทยเดินด้วยการเบิกจ่ายเป็นหลัก ทุกการรักษาต้องถูกแปลงเป็นรหัสมาตรฐานเพื่อเบิกเงินจากกองทุนต่าง ๆ เช่น ระบบ Thai DRG ซึ่งเป็นระบบการจัดกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วมที่ใช้กำหนดว่าโรงพยาบาลจะได้เงินคืนเท่าไหร่ ถ้าลงรหัสไม่ครบหรือไม่ตรง เงินที่ควรได้ก็หาย และคนที่ต้องมานั่งกรอกข้อมูลเหล่านี้ ส่วนใหญ่ก็คือแพทย์และพยาบาลที่ควรได้ใช้เวลากับคนไข้
เมื่อภาระงานเอกสารหนัก รายได้ตกหล่น และกำลังคนถูกใช้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือบุคลากรหมดไฟและลาออก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนคนในระบบ การแก้ที่ 'หลังบ้าน' จึงไม่ใช่แค่เรื่องความสะดวก แต่เป็นเรื่องความอยู่รอดทางการเงินของโรงพยาบาลและคุณภาพชีวิตของคนทำงาน
นวัตกรรมจากสตาร์ตอัปต่อไปนี้พยายามแก้ Pain Point คนละจุด ตั้งแต่การลงรหัส การเบิกจ่าย ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายคนไข้

ChartSum จากบริษัท สาติ จำกัด เป็นระบบซอฟต์แวร์ทางการแพทย์ที่ใช้ AI อ่านข้อมูลการรักษา แล้วแปลงเป็นการวินิจฉัยและรหัสมาตรฐานโดยอัตโนมัติ พัฒนาโดยทีมแพทย์ผู้ก่อตั้ง ที่เจอปัญหาภาระงานเอกสารและความซับซ้อนของการเบิกจ่ายในโรงพยาบาลด้วยตัวเอง
จุดที่น่าสนใจคือ ChartSum ไม่ได้แค่แปลงรหัส แต่ยังตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูลทางคลินิกก่อนการเบิกจ่าย ช่วยเสนอรหัสที่ครบถ้วนและจับจุดที่เอกสารกับการรักษายังไม่ตรงกัน โดยให้แพทย์เป็นผู้ยืนยันผลลัพธ์เสมอ เพื่อไม่ให้กระทบถึงประวัติในการรักษาของคนไข้ ทำให้การเบิกจ่ายเป็นไปอย่างครบถ้วน แม่นยำ และถูกต้องตามเกณฑ์
ที่สำคัญคือทีมวางตำแหน่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับแนวทาง Smart Hospital ของกระทรวงสาธารณาสุข บนมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง และผ่านการทดสอบความปลอดภัยทางไซเบอร์ ปัจจุบัน ChartSum อยู่ในสถานะ Commercial Ready คือพร้อมขายเชิงพาณิชย์แล้ว

อีกหนึ่งความท้ายทายของโรงพยาบาลไทย นอกจากการลดภาระงานเอกสารแล้ว การป้องกันรายได้ตกหล่นจากกระบวนการเบิกจ่ายก็เป็นอีกโจทย์สำคัญ DoctorMOE จากบริษัท เอ็มโออี รีเสิร์ช จำกัด จึงได้พัฒนาระบบวิเคราะห์เวชระเบียน ทำให้โรงพยาบาลเบิกเงินได้ครบและเร็วขึ้น
DoctorMOE เป็นระบบ AI วิเคราะห์เวชระเบียนที่ช่วยให้โรงพยาบาลเบิกจ่ายจากทั้งกองทุนสุขภาพและประกันเอกชนได้ครบถ้วน พร้อมลดภาระงานเอกสารของแพทย์ จุดขายที่ทีมชูชัดเจนคือ ระบบนี้สร้างโดยแพทย์ที่อยู่ในแวดวงการทำงานของระบบเบิกจ่ายไทยจริง และเข้าใจกลไกของ Thai DRG
ประเด็นนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะระบบเบิกจ่ายของไทยมีรายละเอียดเฉพาะตัวที่ซอฟต์แวร์สำเร็จรูปจากต่างประเทศมักจับไม่ได้ คนที่จะแก้โจทย์นี้ได้จริงต้องเข้าใจทั้งฝั่งคลินิกและฝั่งการเงินของโรงพยาบาลไทยพร้อมกัน DoctorMOE อยู่ในสถานะพร้อมขายเชิงพาณิชย์เช่นกัน

นอกจากงานเอกสารและการเบิกจ่ายแล้ว ยังมีอีกหนึ่งคอขวดที่คนนอกวงการแทบไม่เคยนึกถึง นั่นคือการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยภายในโรงพยาบาล หรือที่เรียกกันว่า 'งานเวรเปล'
ระบบเดิมทำงานด้วยการโทรศัพท์ประสานจากแผนกต่าง ๆ ไปยังศูนย์เปล แล้วศูนย์เปลค่อยกระจายงานให้พนักงานที่เดินอยู่ทั่วโรงพยาบาลผ่านวิทยุสื่อสาร ปัญหาคือศูนย์เปลไม่รู้สถานะจริงของพนักงานแต่ละคน ทำให้การส่งต่อข้อมูลล่าช้า การมอบหมายงานไม่เป็นธรรม คนไข้ได้รับบริการช้า และการประเมินผลงานก็ไม่สะท้อนความจริง ปลายทางคือพนักงานลาออก
Daywork Smart Escort จากบริษัท เฮลท์เทค โซลูชัน จำกัด คือระบบเวรเปลอัจฉริยะที่เข้ามาจัดการตรงนี้ จุดที่ทำให้โรงพยาบาลตัดสินใจง่ายคือ ระบบทำงานแบบ stand alone ได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับระบบใด ๆ ของโรงพยาบาล ไม่ต้องลงทุนติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานหรือซื้อฮาร์ดแวร์เพิ่ม และมีทีมซัพพอร์ตตลอดอายุสัญญา ปัจจุบันอยู่ในสถานะพร้อมขายเชิงพาณิชย์
ทั้งสามบริษัทที่ Techsauce เล่าถึงต่างพยายามแก้โจทย์เดียวกัน แต่แก้กันคนละมุม นั่นคือการคืนเวลาให้บุคลากร กู้รายได้ที่ตกหล่น และจัดสรรกำลังคนให้เป็นธรรมขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ทุกทีมเลือกแก้ปัญหาที่ฝังลึกอยู่ในบริบทไทยโดยเฉพาะ ทั้ง Thai DRG นโยบาย Smart Hospital ของกระทรวงสาธารณสุข และวิธีทำงานจริงของศูนย์เปลในโรงพยาบาลไทย
จุดนี้คือข้อได้เปรียบที่ผู้เล่นต่างชาติลอกเลียนได้ยาก เพราะความเข้าใจระบบเบิกจ่ายและขั้นตอนการทำงานในประเทศ คือกำแพงที่สร้างจากประสบการณ์ ไม่ใช่จากเทคโนโลยีอย่างเดียว
โครงการอย่าง SPEAR-H วางตัวเองเป็นสะพานตรงจุดนี้ ด้วยการเปิดให้สตาร์ทอัพได้ทดสอบในสนามจริง ทั้งเครือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลพระราม 9 พร้อมการให้คำปรึกษาเชิงลึกและการเชื่อมต่อแหล่งทุน เพราะเทคโนโลยีกลุ่มนี้จะพิสูจน์คุณค่าได้ก็ต่อเมื่อมันได้เข้าไปอยู่ในงานประจำวันของโรงพยาบาลจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บ
ถ้าทีมเหล่านี้ทำสำเร็จ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้อาจไม่ใช่ตัวเลขกำไรของโรงพยาบาลอย่างเดียว แต่คือการที่หมอและพยาบาลได้กลับไปทำในสิ่งที่ตั้งใจมาตั้งแต่แรก นั่นคือการดูแลคนไข้
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด