หากคุณกำลังตั้งคำถามว่าเทคโนโลยีคลื่นลูกต่อไปที่จะเข้ามาพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติต่อจากยุคอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน และ AI คืออะไร

คำตอบที่ชัดเจนที่สุดในเวลานี้ถูกเปิดเผยไว้ในรายการ Healthspan ซึ่งดำเนินรายการโดยคุณกระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกองทุน Disrupt Health Impact Fund ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่เป็นผู้นำแห่งวงการเทคโนโลยีไทย เนื้อหาจากรายการในตอนล่าสุดได้ฉายภาพให้เราเห็นถึงสมรภูมิใหม่ที่เรียกว่า HealthTech ที่ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมทางเลือกหรือกระแสชั่วข้ามคืน แต่เป็นขุมทรัพย์ระดับ Trillion-Dollar Market ที่นักวิเคราะห์พยากรณ์ว่าจะเติบโตจนใหญ่กว่า GDP ของประเทศไทยถึง 3-10 เท่า!
และใครที่ไม่อยากตกรถขบวนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทศวรรษนี้ บทความนี้ Techsauce จะพามาถอดรหัส 6 แกนหลักแบบเจาะลึกทุกอณู ที่จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์สาธารณสุขและมนุษยชาติไปตลอดกาล

โลกเทคโนโลยีของเราผ่านยุคทองมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตที่เชื่อมโลกไว้ด้วยกัน ขยับมาสู่ยุคโมบายล์ และปัจจุบันคือยุคของ AI
คำถามคือ AI ในปัจจุบันฉลาดขึ้นมาได้อย่างไร? คุณกระทิงได้หยิบยกมุมมองจากหนังสือระดับโลกอย่าง Sapiens ของนักประวัติศาสตร์ Yuval Harari ขึ้นมาอธิบายได้อย่างเห็นภาพ Harari ชี้ให้เห็นว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์แตกต่างจากลิง สามารถเอาชนะสายพันธุ์อื่น และมีวิวัฒนาการก้าวกระโดดจนครองโลกได้ คือ ภาษาและการสื่อสาร
ซึ่งจุดนี้เองที่เทคโนโลยียุคปัจจุบันตีโจทย์แตกกระจุย บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ได้นำ AI มาเรียนรู้ภาษาและคลังข้อมูลของมนุษยชาติ จนระเบิดออกมาเป็น Large Language Model (LLM) ที่เราคุ้นเคย อย่าง ChatGPT ผสานเข้ากับ Agentic AI ที่มีความสามารถในการคิดหาเหตุผล และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ แค่ AI เข้าใจภาษาอย่างเดียว มันก็สร้างผลกระทบได้มหาศาลและเสกอุตสาหกรรมใหม่ที่มีมูลค่ามหาศาลระดับล้านล้านเหรียญขึ้นมาได้แล้ว
แต่พรมแดนใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น คุณกระทิงเล่าว่ามันจะไปไกลกว่านั้นมาก ตอนนี้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและกองทุนยักษ์ใหญ่กำลังซุ่มพัฒนาและทุ่มเงินลงทุนไม่อั้น เพื่อก้าวข้าม LLM ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Large Human Model (LHM) มันคือการเทียบภาพ 2 ภาพ เช่นถ้า AI ไม่ได้ถูกจำกัดให้เรียนรู้แค่ตัวอักษร และไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างหุ่นยนต์ในโลกกายภาพหรือ Physical AI
แต่ถูกอัปเกรดให้มาประมวลผลข้อมูลความเป็นมนุษย์อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลทางชีววิทยา , เคมีในร่างกาย, อัตราการเต้นของหัวใจ, วงจรการนอนหลับ, ค่าไมโครไบโอมในลำไส้, รหัสพันธุกรรม, ไปจนถึงคลื่นสมอง อารมณ์ และสุขภาวะทางจิต
เมื่อเรารวมข้อมูลระดับไฮเปอร์สเกลเหล่านี้เข้าด้วยกัน AI จะสร้างโมเดลจำลองร่างกายมนุษย์ขนาดใหญ่ ที่เข้าใจกลไกการทำงานของเราแบบทะลุปรุโปร่ง ยิ่งในยุคที่เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่เทคโนโลยีทางการแพทย์ทำให้คนเรามีอายุขัยยืนยาวขึ้น แต่ไม่ได้การันตีว่าจะมีช่วงเวลาที่มีสุขภาพดี (Healthspan) ยาวนานตามไปด้วย การมาถึงของ Large Human Model จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่สุด
คุณกระทิงได้เน้นย้ำประโยคหนึ่งที่ทรงพลังมากคือ “The True Wisdom is in understanding yourself" (ปัญญาที่แท้จริงคือการเข้าใจตัวตนของคุณเอง) หาก Large Human Model สามารถไขรหัสลับของร่างกาย เคมี และไปไกลถึงขั้นทำความเข้าใจจิตสำนึกของมนุษย์ได้สำเร็จ เราจะสามารถแก้ปัญหาระดับรากฐาน ยับยั้งโรคร้ายแรงอย่างเบาหวานหรือมะเร็งได้ตั้งแต่ระดับเซลล์ และนี่จะกลายเป็นการจุดชนวนอุตสาหกรรมใหม่ที่ยิ่งใหญ่และมีมูลค่ามหาศาลยิ่งกว่ายุคสมาร์ตโฟนหลายสิบเท่าตัวเลยทีเดียว
รู้หรือไม่ว่าระบบประกันสุขภาพและโรงพยาบาลทั่วโลกกำลังจะล้มละลาย เพราะรับมือกับภาระค่ารักษาพยาบาลและจำนวนผู้ป่วยที่ล้นหลามไม่ไหว ทางรอดเดียวของมนุษยชาติไม่ใช่การสร้างโรงพยาบาลเพิ่ม แต่คือ การสกัดโรคตั้งแต่ยังไม่เกิดหรือ Preventive Care ซึ่งแรงบันดาลใจของคุณกระทิงในการลุยตลาดยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มาจากเรื่องราวสุดสะเทือนใจของครอบครัว ทั้งการสูญเสียพี่ชายจากมะเร็งตับ และหลานสาววัย 9 ขวบที่ป่วยเป็นเบาหวานเฉียบพลันจนต้องติดปั๊มอินซูลินและเจาะเลือดตลอดเวลา ซึ่งสร้างบาดแผลทางใจให้กับเด็กที่ควรจะได้วิ่งเล่นอย่างมีความสุข
ความจริงอันเจ็บปวดนี้สะท้อนว่า หากเราไม่มีเทคโนโลยีมาช่วย วันหนึ่งปัญหาสุขภาพจะไม่ได้ทำลายแค่ชีวิตคนคนเดียว แต่จะกัดกินความสุขของทั้งครอบครัวและลามไปจนถึงระดับสังคม
และนี่เองที่เป็นการเปิดฉากยุคทองของอุปกรณ์สวมใส่ หรือ Wearable Technology ที่กำลังข้ามขั้นจากอุปกรณ์ Fitness Tracker สู่ยุคนวัตกรรมระดับ Medical Grade ที่แม่นยำและผ่านการรับรองทางการแพทย์
คุณกระทิงยกตัวอย่างสตาร์ทอัพดาวรุ่งอย่าง DiaMonTech ที่ซุ่มวิจัยในเยอรมนีอย่างยาวนานถึง 15 ปี พวกเขาปฏิวัติวงการด้วยการนำเทคโนโลยีเลเซอร์ระดับ Military Grade และชิปอัจฉริยะที่ฝึกฝนด้วย AI Model ของตัวเอง มาสร้างอุปกรณ์ตรวจวัดค่าน้ำตาลในเลือดได้แม่นยำสูงโดยไม่ต้องเจาะ ซึ่งนวัตกรรมนี้กำลังจะได้รับ CE Mark ที่ยุโรป ในเร็ว ๆ นี้
หรืออย่าง OsteoBoost สตาร์ทอัพตัวแรกของโลกที่คิดค้นอุปกรณ์สวมใส่ในลักษณะเข็มขัดคาดเอว โดยพัฒนาจากงานวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก NASA มาใช้เพื่อลดการเสื่อมของมวลกระดูกในสตรีวัยหมดประจำเดือน ซึ่งตัวนี้ได้รับการรับรองระดับ De Novo จาก FDA สหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ความน่าตื่นเต้นของแกนนี้คือ เทรนด์การย่อขนาดเทคโนโลยีให้เล็กลง และการหลอมรวมเข้าไปอยู่ในสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นแหวนอัจฉริยะ เข็มขัด สายรัดข้อมือ หรือแม้กระทั่ง WHOOP และสิ่งเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เฝ้าระวังแบบต่อเนื่องที่คอยส่งสัญญาณและมี AI มาช่วยเตือนเราแบบเรียลไทม์ว่าวันนี้คุณต้องกินอะไร เดินเพิ่มขึ้นแค่ไหน หรือการนอนหลับเป็นอย่างไร
รู้หรือไม่ว่าความจริงอันน่าตกใจในวงการแพทย์คือ งานวิจัยและข้อมูลทางสถิติในอดีตที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักใช้ร่างกายของผู้ชายเป็นค่ามาตรฐานในการศึกษาและพัฒนายา?
สิ่งนี้ทำให้ร่างกายของผู้หญิง ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงและสลับซับซ้อนกว่ามหาศาล กลายเป็นกลุ่มประชากรที่ถูกมองข้าม และนี่ไม่ใช่แค่ความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล แต่มันคือช่องโหว่ขนาดมหึมาที่แปรเปลี่ยนให้ตลาด FemCare (Feminine Care หรือ สุขภาพสตรี) กลายเป็นตลาด Blue Ocean ที่รอการค้นพบและมีมูลค่ามหาศาลในระดับโลก
ความซับซ้อนของผู้หญิงนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายในทุกช่วงวัย ตั้งแต่วงจรฮอร์โมน ภาวะก่อนและหลังหมดประจำเดือน ไปจนถึงภัยเงียบที่คร่าชีวิตสุภาพสตรีเป็นอันดับต้น ๆ อย่างมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก แต่ช่วงเวลาที่บอบบางและชี้เป็นชี้ตายที่สุดคือ ช่วงเวลาของการตั้งครรภ์
การอุ้มท้องตลอด 9 เดือนเต็มไปด้วยความเสี่ยงที่คาดเดาไม่ได้ ปัจจุบันนวัตกรรม HealthTech จึงเริ่มเข้ามาอุดรอยรั่วนี้อย่างจริงจัง ผ่านเทคโนโลยีการเฝ้าระวังตัวอ่อนจากที่บ้าน เช่น อุปกรณ์อัจฉริยะที่ติดไว้บริเวณหน้าท้องของคุณแม่ ซึ่งสามารถตรวจจับได้ทันทีหากทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติระบบจะทำการแจ้งเตือนและเชื่อมต่อไปยังศูนย์ฉุกเฉินเพื่อเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวได้ทันท่วงที
นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกอบโกยความมั่งคั่งให้บริษัทเทคฯ เพียงอย่างเดียว แต่ใครก็ตามที่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ หมายถึงการต่อลมหายใจและช่วยชีวิตผู้คนได้นับร้อยล้านคน
ในขณะเดียวกัน โลกกำลังเผชิญหน้ากับอีกหนึ่งวิกฤตเงียบที่รุนแรงไม่แพ้กัน และกำลังกัดกินชีวิตคนไทยกว่า 10 ล้านคน นั่นคือปัญหาสุขภาพจิต ปฏิเสธไม่ได้ว่าความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของยุคโซเชียลมีเดีย อาจทำให้ผู้คนเผชิญกับความกดดัน ความเหงา และการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อใจพัง ร่างกายก็ย่อมทรุดตาม แต่วิกฤตนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ AI ก้าวเข้ามาเป็น "ความหวังใหม่" ที่จะช่วยเยียวยาจิตใจผู้คนในสเกลระดับโลก
แน่นอนว่าการนำ AI มาใช้ในงานที่มีความละเอียดอ่อนสูงอย่างสุขภาพจิต จำเป็นต้องมีการปรับแต่งและระมัดระวังอย่างมาก คุณกระทิงได้หยิบยกตัวอย่างที่น่าสนใจจากงานวิจัยของ MIT Media Lab เพื่อให้เราเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า โมเดล AI ทั่วไปในท้องตลาดมักมีอคติ (Bias) บางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เมื่อทดลองถาม AI ว่าตัวเองหล่อไหม AI กลับเลือกที่จะประจบประแจง (Flattery Bias) และให้คะแนนสูงถึง 9 เต็ม 10
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะ AI เชิงพาณิชย์ทั่วไปมักถูกออกแบบมาให้เป็น Addictive Intelligence หรือระบบที่เน้นสร้างความพึงพอใจเพื่อให้ผู้ใช้รู้สึกดีและอยากพูดคุยด้วยนานๆ ซึ่งในบางครั้งความฉลาดที่ไม่ได้ถูกตีกรอบเฉพาะทางนี้ อาจเผลอสร้างคอนเทนต์เชิงลบหรือให้คำแนะนำที่สุ่มเสี่ยงต่อสภาพจิตใจของผู้ใช้งานได้
แต่นี่คือ โอกาสอันยิ่งใหญ่ของอุตสาหกรรม HealthTech เพราะอุปสรรคใหญ่ที่สุดของการรักษาสุขภาพจิตคือ ตราบาปในใจ ที่ทำให้ผู้ป่วยกลัวการถูกตัดสินและไม่กล้าเปิดใจเล่าให้ใครฟัง เทคโนโลยี AI จึงกลายมาเป็นกุญแจดอกแรก ในการเปิดประตูรับฟัง เป็นพื้นที่ปลอดภัย ไร้การตัดสิน และช่วยคัดกรองอาการเบื้องต้นได้อย่างเข้าอกเข้าใจ เพียงแค่เราต้องยกระดับมันให้เป็น Super Safe AI ที่มีจริยธรรมและถูกฝึกฝนดาต้ามาเพื่องานจิตบำบัดโดยเฉพาะ
และเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของเทคโนโลยีออกมา กฎเหล็กที่วงการ HealthTech ยึดถือคือการทำงานแบบ Human in the Loop นั่น AI จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด่านหน้าที่คอยแบ่งเบาภาระและรวบรวมข้อมูล เพื่อส่งต่อให้จิตแพทย์และผู้เชี่ยวชาญตัวจริงเป็นผู้ตัดสินใจและมอบการรักษาในด่านสุดท้าย
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ ท่ามกลางสมรภูมิการแข่งขันของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก หลายคนอาจจะเริ่มตั้งคำถามในใจว่า "แล้วประเทศไทยยืนอยู่ตรงไหนในสมการนี้?"
เราจะเป็นได้แค่ผู้บริโภคที่ต้องคอยซื้อเทคโนโลยีของต่างชาติ หรือเรามีสิทธิ์ที่จะขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวจริงข่าวดีที่สุดก็คือ ในสงคราม HealthTech ครั้งนี้ ประเทศไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ แต่เรายืนอยู่ในจุดที่มีแต้มต่อมหาศาล หรือที่โลกธุรกิจเรียกว่า Unfair Advantage หรือจุดแข็งที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้
จากประสบการณ์ตรงของคุณกระทิงที่ได้มีโอกาสนั่งเป็นบอร์ดบริหารของโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศ และได้เดินทางไปแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์บนเวทีระดับโลก ทั้งที่ World Economic Forum หรือแม้แต่เครือข่าย Unreasonable ที่มี board member เป็นน้องสะใภ้ของ Elon Musk สิ่งหนึ่งที่ได้รับการยืนยันจากผู้นำทั่วโลกคือ เมื่อพูดถึงเรื่อง Healthcare ประเทศไทยสามารถยืดอกพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่าเราคือเบอร์ต้น ๆ ของโลก
แน่นอนว่าเรามีรากฐานทางการแพทย์ที่แข็งแกร่ง มีระบบโรงพยาบาลที่ยอดเยี่ยม และเป็นผู้นำด้าน Medical Tourism แต่นั่นยังไม่ใช่ที่สุดของเรา เพราะอาวุธลับที่ซ่อนอยู่ใน DNA ของคนไทย คือศิลปะแห่งการให้บริการและการดูแลเอาใจใส่ หรือ Hospitality ซึ่งคุณกระทิงได้ให้นิยามจุดแข็งนี้ไว้ว่า มันอยู่ในระดับที่เลยคำว่า World Class ไปไกลแล้ว แต่มันคือระดับ Universe Class หรือการบริการที่ดีที่สุดในจักรวาล
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อ AI เข้ามาทำหน้าที่แทนมนุษย์ได้แทบทุกมิติ ผู้คนในโลกตะวันตกจึงเริ่มเผชิญวิกฤตและตั้งคำถามถึง "ความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต" การดูแลสุขภาพในยุคหน้าจึงมองเป็นแค่ชิ้นส่วนอวัยวะไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องยกระดับสู่ความสมบูรณ์แบบองค์รวม หรือ Holistic Wellness ที่ผสานทั้ง กาย-ใจ-จิตวิญญาณ เข้าด้วยกัน
และนี่คือจังหวะทองของไทย เพราะศาสตร์แห่งการดูแลจิตวิญญาณอย่างการทำสมาธิ ที่ผู้นำและมหาเศรษฐีระดับโลกใช้เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ กลับเป็นวิถีชีวิตพื้นฐานที่ฝังรากลึกในวัฒนธรรมตะวันออกของเรา เมื่อเรานำศิลปะการดูแลจิตวิญญาณแบบไทย ผสานเข้ากับ Hospitality ระดับจักรวาล และเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่ นี่จะเป็นโอกาสที่พาไทยสู่ศูนย์กลางด้าน Mental และ Spiritual Wellness ของโลกได้แบบไร้คู่แข่ง
แม้การนำ AI เข้ามาใช้วงการแพทย์ จะสามารถร่นเวลาคิดค้นยารักษาโรคใหม่ ๆ จากที่ต้องใช้เวลานับสิบปีให้เหลือเพียงไม่กี่เดือน หรือช่วยลดภาระงานเอกสารมหาศาล คืนเวลาให้คุณหมอและพยาบาลได้กลับไปทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มศักยภาพ แต่ในโลกของความเป็นจริง ไม่มีเทคโนโลยีใดที่ได้มาฟรี ๆ โดยไร้ความเสี่ยง การจะก้าวเข้ามาเล่นในสมรภูมิ HealthTech จึงมีกฎเหล็ก ที่เราต้องรู้ก่อน
ท้ายที่สุดแล้ว หากเราถอดรหัสภาพรวมทั้งหมดจากรายการ Healthspan ความสนุกและผลลัพธ์ที่แท้จริงของโลก HealthTech ไม่ใช่แค่เรื่องของการแข่งขันสร้างนวัตกรรมสุดล้ำ หรือการกอบโกยเม็ดเงินมหาศาลระดับล้านล้านเหรียญเข้ากระเป๋านักลงทุน
แต่มันคือ ภารกิจระดับมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นทำให้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เคยมีราคาแพงระยับ ถูกย่อส่วนลงมาให้ผู้คนทั่วไปเข้าถึงได้ มันคือการลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุข และช่วยบรรเทาความเจ็บปวดทั้งทางกายและทางใจให้กับเพื่อนมนุษย์
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด