ย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของประเทศจีนในอุตสาหกรรมยาคือ ฐานการผลิตยาสามัญขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง จีนก้าวขึ้นมาเป็นประเทศที่พัฒนายาใหม่มากเป็นอันดับสองของโลก ครองสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของไปป์ไลน์นวัตกรรมยาทั่วโลก นอกจากนี้ มูลค่าข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างบริษัทยาระดับโลกและบริษัทยาในจีนยังเติบโตสูงถึง 230% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
เมื่อการค้นพบทางวิทยาศาสตร์และการพัฒนายาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการแข่งขันสูง คำถามสำคัญที่สะท้อนกลับมายังอุตสาหกรรม Healthcare คือ ความเร็วในการพัฒนานวัตกรรมเหล่านี้ จะแปรเปลี่ยนเป็นการเข้าถึงยาในราคาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยได้อย่างไร?
บทความนี้สรุปประเด็นเจาะลึกจากเวทีเสวนา Faster Drugs, Better Access? ในงาน World Economics Forum หรือ Summer Davos 2026 ซึ่งจัดทำร่วมกับ Caixin Media โดยมี Li Xin เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมกับผู้นำองค์กรจากอุตสาหกรรมยา เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขระดับโลก ที่มาร่วมกันไขคำตอบว่า โครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเทคโนโลยีจะต้องปรับตัวอย่างไร เพื่อให้ความก้าวหน้าทางการแพทย์เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทั้งโลก
การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยาจีน เป็นผลมาจากการยกระดับมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และกฎระเบียบที่เข้มข้นขึ้น Giovanni Caforio ประธานคณะกรรมการบริหารของ Novartis บริษัทยาระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจในจีนมานานกว่า 140 ปี ฉายภาพให้เห็นว่า ปัจจุบันจีนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในระบบนิเวศด้านนวัตกรรม ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก Novartis มีการทดลองทางคลินิก ในจีนมากกว่า 100 โครงการ และได้นำกลยุทธ์การพัฒนาคู่ขนานมาใช้ ซึ่งหมายความว่ากระบวนการยื่นขออนุมัติยาใหม่ในจีน จะดำเนินการไปพร้อม ๆ กับประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นท้องถิ่นก็มีวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดด Eric Tse ซีอีโอของ SBP Group บริษัทยาชั้นนำของจีน ได้แบ่งปันเส้นทางการเติบโตขององค์กรที่เริ่มต้นจากยาสามัญในยุคทศวรรษที่ 1990 สู่การเป็นบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
ปัจจุบัน SBP Group ลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนาสูงกว่า 6 พันล้านหยวนต่อปี ส่งผลให้สัดส่วนรายได้กว่า 50% มาจากยานวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มยาต้านมะเร็ง นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของบริษัทยาจีนยังได้รับการยอมรับในระดับสากล เห็นได้จากการบรรลุข้อตกลงมูลค่ามหาศาลกับบริษัทระดับโลกอย่าง MSD และ Sanofi ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่า บริษัทยาจีนกำลังก้าวข้ามการทำตลาดแค่ในประเทศ สู่การสร้าง Global Pipeline อย่างเต็มตัว
แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปไกล แต่มิติทางด้านสาธารณสุขโลกยังคงมีความท้าทายที่รอการแก้ไข ศาสตราจารย์ Ren Minghui อดีตผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องกัน ระหว่างทิศทางการทำกำไรของภาคธุรกิจ และความต้องการด้านสาธารณสุขที่แท้จริงของประชาชน
ตัวอย่างที่สะท้อนปัญหานี้ได้ชัดเจนที่สุดคือ วิกฤตเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance - AMR) แม้ทั่วโลกจะมีความต้องการยาปฏิชีวนะชนิดใหม่เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ แต่ไปป์ไลน์การพัฒนายากลุ่มนี้กลับหยุดชะงัก เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ มองไม่เห็นความคุ้มค่าในการลงทุนวิจัยที่ต้องใช้เวลานานนับสิบปี กลไกตลาดเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ศาสตราจารย์ Ren เน้นย้ำว่า ภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศต้องเข้ามามีบทบาทร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนให้เกิดการพัฒนายา และกระจายยาเหล่านั้นไปสู่กลุ่มประชากรที่ขาดแคลนทรัพยากร
เพื่ออุดช่องว่างดังกล่าว Giovanni และ Eric มีมุมมองที่ตรงกันว่า การคำนึงถึงการเข้าถึงของผู้ป่วยจะต้องถูกฝังรากลึกอยู่ในกระบวนการวิจัยและพัฒนาตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่กระบวนการคิดค้นยาจนเสร็จสมบูรณ์แล้วจึงค่อยพิจารณาเรื่องโครงสร้างราคา
นวัตกรรมที่ดีจะต้องมองไปถึงวิธีที่ยาถูกนำไปใช้งานจริง เช่น การพัฒนายารับประทานที่ให้ผลลัพธ์เทียบเท่ายาฉีด เพื่อลดภาระความแออัดของโรงพยาบาล หรือนวัตกรรมยาแบบ RNA Therapeutics ที่สามารถออกฤทธิ์ได้ยาวนานถึง 6 เดือนหรือ 1 ปี ซึ่งจะช่วยพลิกโฉมโครงสร้างต้นทุนและการดูแลผู้ป่วยในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
เบื้องหลังความสำเร็จของการพัฒนายาที่รวดเร็ว คือการบริหารจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ Gong Yingying ผู้ก่อตั้ง Yidu Tech ได้อธิบายถึงสภาวะที่ซับซ้อนของระบบข้อมูลสุขภาพในจีน ซึ่งมีผู้ให้บริการระบบ IT ทางการแพทย์กว่า 4,000 ราย ทำให้ข้อมูลในโรงพยาบาลกระจัดกระจายและไม่สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกันได้โดยง่าย
โซลูชันที่ Yidu Tech นำมาใช้คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล เพื่อรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลให้กลายเป็น High-quality Data Pool ที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนหลังได้ ข้อมูลที่ได้มาตรฐานเหล่านี้คือรากฐานสำคัญในการฝึกฝน AI ทางการแพทย์ ซึ่งปัจจุบันได้ถูกนำไปใช้งานในโรงพยาบาลชั้นนำและศูนย์วิจัยทั่วประเทศจีน ช่วยลดระยะเวลาในการออกแบบการทดลองทางคลินิกและการคัดกรองผู้ป่วยลง
และประเด็นที่มักเป็นข้อกังวลระดับชาติเมื่อต้องขยายเทคโนโลยีนี้ไปยังต่างประเทศ คือเรื่องอำนาจอธิปไตยเหนือข้อมูล คุณ Gong อธิบายจากประสบการณ์การทำงานร่วมกับรัฐบาลบรูไนและสิงคโปร์ว่า การดำเนินธุรกิจจะต้องตั้งอยู่ในรูปแบบบริษัทร่วมทุน และเก็บข้อมูลผู้ป่วยทั้งหมดไว้บน Government Cloud ที่ดูแลโดยภาครัฐอย่างเข้มงวด สิ่งที่บริษัทจัดเตรียมให้คือเทคโนโลยีและอัลกอริทึมเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าความก้าวหน้าทาง AI จะเกิดขึ้นควบคู่ไปกับมาตรฐานความปลอดภัยด้านข้อมูลสูงสุด
เมื่อประเทศจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด คำถามที่ตามมาคือ ประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคกำลังพัฒนาอื่นๆ จะสามารถถอดบทเรียนเพื่อสร้างอุตสาหกรรมยาของตนเองได้หรือไม่ ศาสตราจารย์ Ren ให้มุมมองตามความเป็นจริงว่า ความสำเร็จของจีนไม่สามารถใช้วิธี Copy and Paste ได้ เนื่องจากความสำเร็จนี้ตั้งอยู่บนฐานการลงทุนระยะยาว จำนวนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และสเกลประชากรที่ใหญ่พอจะรองรับห่วงโซ่อุปทานแบบครบวงจร
สิ่งที่ประเทศอื่นๆ ควรดำเนินการคือ การวิเคราะห์จุดแข็งของตนเอง และสร้างพันธมิตรเครือข่ายความร่วมมือในระดับภูมิภาค
ในประเด็นนี้ Eric Tse มองเห็นโอกาสการสร้างความร่วมมือที่น่าสนใจ โดยระบุว่าในปัจจุบัน ต้นทุนการทำ Clinical Trials ในสหรัฐอเมริกาสูงกว่าจีนถึง 5-10 เท่า โมเดลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือ บริษัทยาอาจเริ่มทดลองเฟส 1 และ 2 ในจีนซึ่งมีความพร้อมและต้นทุนที่คุ้มค่ากว่า จากนั้นจึงร่วมมือกับประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง หรือบราซิล ในการเป็นฐานการทำทดลองแบบข้ามภูมิภาค (MRCTs) ในเฟสที่ 3 กลยุทธ์นี้นอกจากจะช่วยเร่งสปีดให้ยาใหม่ออกสู่ตลาดได้เร็วขึ้นแล้ว ยังช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิ์เข้าถึงยานวัตกรรมได้ตั้งแต่ช่วงทดลอง และมีแนวโน้มที่จะได้ใช้ยาในราคาที่ยุติธรรมมากขึ้นในอนาคต
ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ดำเนินรายการ Li Xin ได้ให้วิทยากรทุกท่านร่วมตอบคำถามสั้นๆ ว่า หากจะทำให้การพัฒนายาที่รวดเร็วสามารถส่งมอบการเข้าถึงที่ดีขึ้นให้กับผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง อะไรคือหนึ่งสิ่งที่จำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด?
บทสรุปจากเวทีระดับโลกนี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ท่ามกลางยุคสมัยที่วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าเหล่านั้นจะไม่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดได้เลย หากปราศจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การผสานเทคโนโลยี AI เพื่อร่นระยะเวลาการวิจัย จะต้องเกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการปฏิรูประบบสาธารณสุขและการเบิกจ่ายของภาครัฐ
การทำงานร่วมกันระหว่างผู้พัฒนานวัตกรรม รัฐบาล และองค์กรระหว่างประเทศ คือหนทางเดียวที่จะทำให้ยานวัตกรรมแห่งอนาคต ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จในห้องแล็บ แต่เป็นความหวังที่ผู้ป่วยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน
บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Faster Drugs, Better Access? ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด