
เมื่อคนเทคโนโลยีที่ทำงานมา 2 ทศวรรษตั้งแต่ Google, Silicon Valley ขึ้นเวที Techsauce Healthspan Festival 2026 สิ่งที่เขาเลือกพูดไม่ใช่เรื่อง AI Model ตัวใหม่หรือ Startup ที่กำลังมาแรง แต่เป็นเรื่องของ ‘การรอดตาย’ ทั้งของตัวเอง ของหลานวัย 9 ขวบ และของประเทศไทยทั้งประเทศ
กระทิง พูนผล Group Chairman แห่ง KASIKORN Business-Technology Group (KBTG) และ Chairman ของ Disrupt Health Impact Fund เปิด Keynote ด้วยเรื่องราวส่วนตัวที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ปูไปสู่วิสัยทัศน์ที่ว่า AI for Healthcare คือ Next Frontier ของโลก และ Healthcare คืออนาคตที่ประเทศไทยมีสิทธิ์ชนะ
คุณกระทิง ยอมรับตรง ๆ ว่าเขาเป็น ‘มนุษย์เทคโนโลยี ไม่ใช่มนุษย์ Healthcare’ และตลอดชีวิตที่ผ่านมาแทบไม่เคยดูแลสุขภาพตัวเอง เคยหนักกว่าปัจจุบันถึง 22 กิโลกรัม เป็นทุกโรคที่หมอเตือนได้ จนวันหนึ่งหมอต้องพูดตรง ๆ ว่า
‘คุณกระทิง คุณเหลืออีกแค่ 10 เมตรจะตกหน้าผาแล้ว’ ซึ่งหมายถึงการเป็น Pre-diabetes ที่อีกนิดเดียวจะกลายเป็นเบาหวานเต็มตัว สุดท้ายเขาลดน้ำหนักไป 22 กิโล จนหมอบอกว่า ‘ค่าดีมาก อย่ากลับมาอีก’ แต่จุดเปลี่ยนที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเอง แต่อยู่ที่ครอบครัว
คุณกระทิงเล่าว่า ครอบครัวตัวเองมีผู้ป่วยค่อนข้างเยอะ คุณพ่อเคยป่วยหนักจนต้องเปลี่ยนตับที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าถ้าอีก 2 สัปดาห์ไม่ได้ตับก็จบ โชคดีที่ได้เปลี่ยนทันและอยู่ต่อมาอีก 2 ปี ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า 2 ปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและยิ่งใหญ่มาก
แต่เรื่องที่สะเทือนใจที่สุดคือ ‘น้องเคท’ หลานสาวลูกครึ่งไทย-อังกฤษวัย 9 ขวบ เด็กที่คุณกระทิงรักเหมือนลูก เพราะเขาไม่มีลูก น้องเคทเป็นเด็กหญิงพลังงานสูง เคยเรียนเขียนโปรแกรม มีความเป็น Entrepreneur ติดตัวมาแต่เด็ก เคยทำกล่องสุ่มขายจนครูต้องส่งจดหมายเตือนผู้ปกครอง
แล้ววันหนึ่ง เด็กคนนี้ก็เข้า ICU แบบไม่มีใครคิด ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ไปกระตุ้นภูมิจนทำลายเซลล์ตับอ่อน กลายเป็น เบาหวาน Type 1 เฉียบพลัน โชคดีที่หมอตรวจเจอทัน แต่ต้องส่งตัวจากโรงพยาบาลกำแพงเพชรไปพิษณุโลก ระหว่างทางต้องหยุดเจาะเลือดทุกชั่วโมงเพื่อวัดค่าและฉีดอินซูลิน
ลุงทิง ช่วยเคทด้วย เคทอยากมีชีวิตรอด
ประโยคนี้คือเหตุผลที่ Startup ตัวแรกที่คุณกระทิงลงทุนคือ DiaMonTech อุปกรณ์วัดน้ำตาลในเลือดด้วย High-intensity Laser โดยไม่ต้องเจาะ ซึ่งกำลังจะได้รับการรับรองจาก FDA ของยุโรป และมันคือจุดเริ่มต้นของการก่อตั้ง Disrupt Health Impact Fund กองทุนที่ลงทุนใน HealthTech ระดับโลก
คุณกระทิงฉาย ภาพธีมการลงทุนของ Disrupt Health Impact Fund ที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบไปด้วย
และสุดท้ายคือ Hospital Efficiency เพราะไม่ว่าจะป้องกันดีแค่ไหน ก็มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ โจทย์คือทำอย่างไรให้โรงพยาบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย AI

คุณกระทิงยกตัวอย่าง Technogym แบรนด์อุปกรณ์ฟิตเนสระดับโลกจากอิตาลี ที่เขามองว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีของการพัฒนา Hardware และ Software ควบคู่กัน โดยใช้ AI เข้ามาสร้าง Ecosystem ที่เชื่อมต่อข้อมูลสุขภาพของผู้ใช้ได้อย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่อุปกรณ์ออกกำลังกายในยิม แอปพลิเคชันที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูล ไปจนถึงระบบประเมินร่างกายที่ทำให้การออกกำลังกาย Personalized เหมาะกับแต่ละบุคคลจริง ๆ
เขาชี้ว่า นิยามของการออกกำลังกายเปลี่ยนไปมากตลอด 4 ทศวรรษ จากยุค Body Building ที่เน้นความสวยงาม มาสู่ยุค Fitness ที่เน้นความแข็งแรง ตามด้วย Wellness ที่มองสุขภาพแบบองค์รวม
และตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่ Technogym เรียกว่า Healthness ซึ่งหมายถึงยุคที่การดูแลสุขภาพเดินหน้าไปในแนวทาง Science-based Prevention มากขึ้น ใช้ AI และ Data เข้ามาสร้างสิ่งที่เรียกว่า Precision Wellness ที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล

คุณกระทิง เล่าว่าย้อนไปถึงช่วงต้นปีที่งาน World Economic Forum 2026 เขาได้เข้า Chairman Community Dinner ซึ่งเป็นคนไทยคนเดียวที่ได้รับเชิญ ร่วมโต๊ะกับ Chairman ของ Temasek, Merck และอดีต Chairman ของ Google อย่าง Eric Schmidt
ทุกคนบอกในที่นั้นบอกตรงกันว่า ‘Next Frontier อยู่ที่ AI for Healthcare’
ตอนนี้ AI ถูกนำไปใช้เพิ่ม Productivity ในองค์กรทั่วไป แต่คลื่นลูกถัดไปคือการนำ AI มาปฏิวัติระบบสุขภาพทั้งระบบ และยุโรปเองก็กำลังผนึกกำลังกันในเรื่องนี้ หลังจาก WEF ปีนี้ ยุโรปตัดสินใจว่า จะไม่พึ่ง AI ของจีนหรือสหรัฐฯ แต่จะสร้าง AI บนจุดแข็งของตัวเอง และ Healthcare คือหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
คุณกระทิงฉายภาพการแข่งขัน AI ระดับโลกที่ตอนนี้มีแค่จีนกับอเมริกา ไม่มีคนอื่นอยู่ในสายตา
ฟากฝั่งสหรัฐฯ ตั้งเป้าสร้าง AI ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ (AGI) ซึ่งคุณกระทิงแซวว่าคนที่สร้างพวกนี้ ‘น่าจะไม่เคยดู Terminator หรือ Matrix’ เพราะในโลกความเป็นจริง เราไม่มี Neo และไม่มี Tom Cruise ที่จะมาช่วยกัก AI ด้วย Optical Drive
ขณะที่ จีน เน้นแนวทาง Practical กว่า ด้วยการสร้าง AI Society และ Industrial Autonomy มี PhD คุณภาพสูงจำนวนมหาศาล มีข้อมูลมหึมา มี Research Output เริ่มออกมาทั้งเยอะและมีคุณภาพ และเก่งมากเรื่อง Robotics

คุณกระทิง ปิดท้ายด้วยข้อความที่เปรียบเหมือนสัญญาณสู่ไทยว่า "This is probably the last chance สำหรับประเทศไทย”
เขาอ้างอิงการวิเคราะห์ของ Ray Dalio ที่ชี้ว่าเรากำลังอยู่ในยุค ‘ระเบียบโลกเก่าพังทลาย ระเบียบโลกใหม่ยังไม่เกิด’ หมายความว่า หากคุณคิดว่าโลกจะดีขึ้นเอง คุณอาจจะ ‘ฝันไป’
แต่ท่ามกลางการแข่งขันของ AI รวมถึงระเบียบโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจนเราอาจตามไม่ทัน คุณกระทิงมองเห็นแสงสว่างสำหรับประเทศไทย นั่นคือ Healthcare ที่เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยแข่งได้จริง เพราะระบบสาธารณสุขไทย ถือว่าล้ำสมัยเหมือนสายการบินระดับท็อป บวกกับบริการ 6 ดาวของ Thai Hospitality
ซึ่งคุณกระทิงมองว่า สิ่งนี้คือ ‘High Tech, High Touch’ ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ง่ายๆ
แต่สิ่งเดียวที่เราอาจขาดไปคือ ความแข็งแกร่งทางจิตใจ คุณกระทิงให้คำใหม่กับผู้ฟังว่า ‘Mental Speedness จิตแกร่ง แรงกว่า AI’
หมายความว่า เราไม่ใช่แค่ต้อง Mental Agility หรือ Resiliency แต่ต้องมีความเร็วในการตั้งหลักและลุกขึ้นสู้ คุณกระทิงทิ้งท้ายว่า Healthcare เริ่มต้นจากตัวเรา เมื่อตัวเราพร้อม ก็ลุกออกไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้วงการสาธารณสุขไทย เพื่อให้ประเทศนี้อยู่รอดในทศวรรษนี้ และเป็นผู้ชนะในทศวรรษถัดไป
อ้างอิง : เซสชั่น AI-powered Healthspan: Innovating for Better Lives ของคุณกระทิง พูนผล ในงาน Techsauce Healthspan Festival
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด