รู้จัก Dragon Copilot เมื่อ Microsoft ใช้ AI "ฟัง" หมอคุยกับคนไข้ แล้วคืนเวลาให้หมอกลับไปรักการรักษาอีกครั้ง

สมัยเป็นพยาบาล ICU ฉันเคยจดข้อมูลคนไข้ลงบนชุดสของตัวเอง เพราะมันด่วนเกินกว่าจะหากระดาษ

นี่คือเรื่องจริงของ Maria Jumawan, Senior Cloud Solution Architect ของ Microsoft ที่ใช้ชีวิตเป็นพยาบาลในห้อง Critical Care มา 14 ปี ก่อนจะเข้ามาช่วย Microsoft พัฒนา Dragon Copilot ผู้ช่วย AI ทางคลินิกที่เพิ่งเปิดตัวเชิงพาณิชย์เมื่อปีที่ผ่านมา

Techsauce มีโอกาสได้พูดคุยกับ Maria หลังเซสชันสาธิต Dragon Copilot และนี่คือภาพของเครื่องมือที่ Microsoft บอกว่ากำลังจะเปลี่ยนวิธีคิดการทำงานของหมอและพยาบาลทั่วโลก รวมถึงโอกาสของไทยในฐานะ Medical Hub

ปัญหาหมอใช้เวลากับเอกสารมากกว่ารักษาคน

ก่อนจะไปรู้จัก Dragon Copilot เราอาจต้องมาลองดูปัญหาที่อยู่เบื้องหลังหมอ พยาบาล และคนไข้ก่อน

Maria เล่าให้เราฟังว่า ปัจจุบันหมอและพยาบาลใช้เวลากับงานเอกสารเฉลี่ย 2 ชั่วโมง ต่อทุก ๆ 1 ชั่วโมงที่ใช้ดูแลคนไข้ ส่วนพยาบาลที่ดูแลคนไข้ 8 คนพร้อมกัน ต้องบันทึกข้อมูลอย่างละเอียดทุก 15 นาที จนหลายครั้งต้องเอางานกลับไปทำต่อที่บ้านหลังเลิกกะ 

ในวงการเรียกชั่วโมงนั้นว่า 'Pajama Time' หมายถึง เวลาที่หมอใส่ชุดนอนนั่งเคลียร์เอกสารแทนที่จะได้พักกับครอบครัว

ผลคือภาวะ Burnout จากภาระงานเอกสารกลายเป็นปัญหาใหญ่ของระบบสาธารณสุขทั่วโลก และเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนรุ่นใหม่ 'หมดใจ' จากวิชาชีพแพทย์เร็วขึ้นเรื่อย ๆ

นี่คือ pain point ที่ Microsoft อยากแก้

Dragon Copilot คืออะไร ?

Dragon Copilot คือการนำสองเทคโนโลยีระดับท็อปของ Nuance Communications บริษัทที่ Microsoft ซื้อกิจการในปี 2021 ด้วยมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ มาหลอมรวมกับเทคโนโลยี 2 อย่าง ได้แก่

  • Dragon Medical One: เครื่องมือ Voice Dictation มาตรฐานวงการแพทย์ที่หมอใช้พิมพ์ด้วยเสียงมาเป็นสิบปี
  • DAX Copilot (Dragon Ambient eXperience): เทคโนโลยี Ambient Listening ที่ฟังบทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้ แล้วร่างโน้ตทางคลินิกให้อัตโนมัติ

Microsoft จับสองอย่างมาผสมกับ Generative AI ที่ผ่านการปรับแต่งสำหรับ Healthcare โดยเฉพาะ ผสานเข้ากับ safeguard ด้านความปลอดภัยทางการแพทย์ 

โดยเปิดตัว Dragon Copilot ในเดือนมีนาคม 2025 พร้อมเริ่มให้บริการทั่วไปในสหรัฐฯ แคนาดา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ฝรั่งเศส และเนเธอร์แลนด์ และกำลังขยายไปทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรหลายร้อยแห่งและคลินิกหลายพันแห่งทั่วโลกใช้งานอยู่

ต่างกับ AI แบบอื่นอย่างไร ?

Microsoft แบ่งความสามารถของ Dragon Copilot ออกเป็น 3 เรื่อง ได้แก่

1. Streamline Documentation ฟังบทสนทนาแล้วร่างโน้ตให้เลย

Dragon Copilot ใช้ Ambient Technology ฟังบทสนทนาระหว่างหมอกับคนไข้ในห้องตรวจ พอจบเซสชัน เสียงจะถูกอัปโหลดขึ้น Microsoft Azure Cloud ที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยทางการแพทย์ จากนั้นจะถูกวิเคราะห์และแปลงเป็น 2 อย่างพร้อมกัน คือ Transcript แบบคำต่อคำ และ Note ทางคลินิกที่จัดรูปแบบตามความเชี่ยวชาญของหมอแต่ละคน

หมอสามารถปรับแต่งเทมเพลตเองได้ผ่าน Generative AI Prompt อยากใส่ Header แบบไหน อยากให้ Physical Exam มีรูปแบบยังไง สั่งด้วยเสียงได้เลย

2. Surface Information ดึงข้อมูลขึ้นมาให้ดูตรงจุดที่ต้องการ

หมอที่ตรวจคนไข้ 32 คนต่อวันมักจำไม่ได้ว่าคนไข้คนไหนอาการอะไร Dragon Copilot ช่วยตรงนี้ด้วยการให้ค้นหาข้อมูลจากบทสนทนาก่อนหน้าแบบ Natural Language เช่น 'อาการของคนไข้ก่อนเข้ามาเป็นยังไง' ระบบจะวิ่งไปดึงให้

ที่สำคัญคือมันเชื่อมต่อกับ Trusted Source ที่ผ่านการรับรองทางการแพทย์ เช่น CDC, FDA, MedlinePlus และ Merck Manual ทำให้หมอไม่ต้องเปิด Google ค้นเองและเสี่ยงเจอข้อมูลผิด ๆ

3. Automate Tasks สั่งให้สร้างเอกสารด้วยเสียง

หมอ Primary Care ที่ต้องเขียน Referral Letter ส่งคนไข้ไปหา Specialist หลายคนต่อวัน สามารถสั่ง Dragon Copilot ว่า "สร้าง Referral ไป Orthopedics" แล้วระบบจะร่างจดหมายโดยใช้ข้อมูลจากบทสนทนาที่เพิ่งฟังไป แล้วทำทุกอย่างให้แบบอัตโนมัติ

จุดที่ Maria เน้นย้ำคือ Dragon Copilot ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่เป็น Platform ที่เปิดให้องค์กรเชื่อมต่อ Trusted Source ของตัวเองและให้บริษัท Third-party นำความสามารถพิเศษเข้ามาเสริมได้

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ Canary Speech สตาร์ทอัพด้าน Voice Biomarker ที่จับสัญญาณบางอย่างจากเสียงของคนไข้ ระหว่างที่หมอคุยกับคนไข้ตามปกติ Canary จะวิเคราะห์โทนเสียงแล้วแจ้งเตือนหมอว่า "คนไข้คนนี้อาจมีสัญญาณของภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือความบกพร่องทางสมอง" ทั้งที่บทสนทนาไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้นเลย

อีกตัวอย่างคือระบบ Prior Authorization ที่จะแจ้งหมอล่วงหน้าว่าหากต้องผ่าตัดประเภทไหน ต้องขออนุมัติจากบริษัทประกันก่อน ทำให้หมอวางแผนการรักษาได้ตั้งแต่ตอนคุยกับคนไข้

Maria บอกว่า Dragon Copilot ช่วยหมอประหยัดเวลาเฉลี่ย 5-7 นาที ต่อการพบคนไข้ 1 ครั้ง และมีตัวอย่างการใช้งานที่น่าสนใจดังนี้

  • Mercy เครือโรงพยาบาลในสหรัฐฯ ระบุว่าพยาบาลใช้ Dragon Copilot แล้วประหยัดเวลาทำเอกสารได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ในกะทำงาน 12 ชั่วโมง
  • Intermountain Health ลดเวลาที่หมอใช้กับการจดบันทึกต่อนัดได้ 27% จากผู้ใช้งานกว่า 2,500 คน
  • Northwestern Medicine ลดเวลาทำเอกสาร 24% และทำให้หมอตรวจคนไข้ได้เพิ่มเฉลี่ย 11.3 คนต่อเดือน
  • ผลสำรวจ Microsoft รายงานว่า 70% ของหมอ ที่ใช้งานรู้สึกว่า Burnout ลดลง และ 93% ของคนไข้ รู้สึกว่าได้รับการดูแลที่ดีขึ้น

Human in the Loop เรื่องสำคัญที่ AI ยังต้องมีคนช่วย

มีคำถามจากสื่อว่า ถ้า AI แจ้งเตือนผิด หรือสร้างโน้ตที่ไม่ตรงกับสภาพจริงของคนไข้จะทำยังไง

Maria ตอบชัดว่า "ทุกครั้งต้องมีหมอหรือพยาบาลเป็นคนตัดสินใจสุดท้าย"  โดย Dragon Copilot ให้หมอเข้าถึงทั้ง Transcript และโน้ตเพื่อตรวจสอบและแก้ไขได้ก่อนยืนยัน Microsoft วาง Dragon Copilot ไว้ในตำแหน่ง AI Clinical Assistant ไม่ใช่คนตัดสินใจแทน

อีกประเด็นคือเรื่องความยินยอมของคนไข้ Maria บอกว่าโรงพยาบาลที่นำ Dragon Copilot ไปใช้ ต้องมีกระบวนการขออนุญาตคนไข้ก่อนเปิดเครื่อง ถ้าคนไข้ไม่ยินยอม ก็ใช้กระบวนการเดิมแบบไม่บันทึกเสียง

โอกาสของไทยในฐานะ Medical Hub

ทีม Techsauce ถาม Maria ว่า ถ้าไทยกำลังวางตัวเป็น Medical Hub ของโลก Dragon Copilot จะเข้ามามีบทบาทยังไง

Maria มองว่าโอกาสของไทยอยู่ที่การ Empower Clinician ให้ทำงานในระดับสูงสุดของใบประกอบวิชาชีพ ไม่ต้องเสียเวลากับงานธุรการที่ไม่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ และเสริมว่า Dragon Copilot ปัจจุบันรองรับหลายภาษา ทำให้สามารถข้ามกำแพงภาษาระหว่างหมอไทยกับคนไข้ต่างชาติได้

ส่วนคำแนะนำสำหรับโรงพยาบาลไทยที่อยากเริ่มใช้ เธอบอกว่าให้เริ่มจาก 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจสถานะปัจจุบันของหมอและพยาบาลในองค์กร ว่ากำลังเจอปัญหาอะไรในกระบวนการทำงาน
  2. ดูกลยุทธ์ AI และ Adoption Strategy ของโรงพยาบาลโดยรวม
  3. เข้าใจความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์อย่างแท้จริงก่อนเลือกใช้เครื่องมือ

ภาพในใจของพยาบาลคนหนึ่ง

คำถามสุดท้ายที่ทีม Techsauce ถาม Maria คือ "ในอนาคตอันใกล้ คุณอยากเห็นภาพหมอใช้งาน Dragon Copilot แบบไหน"

คำตอบของเธอเรียบง่าย แต่ทำให้มองเห็นอนาคตของหมอและคนไข้ที่ต่างไปจากปัจจุบัน

อยากเห็น AI ที่รู้จักฉันในฐานะคนไข้ และทำให้หมอของฉันได้คุยกับฉันจริง ๆ ไม่ใช่ก้มหน้าจ้องคอมพิวเตอร์

นี่อาจเป็นภาพปลายทางที่ทุกคนในวงการสาธารณสุขอยากเห็น เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้มาแทนที่หมอ แต่มาคืนสิ่งที่หมอทุกคนรักตั้งแต่วันแรกที่เข้าโรงเรียนแพทย์ นั่นคือเวลาคุณภาพกับคนไข้ตรงหน้า

Reference: สัมภาษณ์ Maria Jumawan และเซสชัน Dragon Copilot Demo จากงาน Microsoft Innovation Tour


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

MIT เผยงานวิจัยล่าสุด ลำไส้แยกแบคทีเรีย ‘ดี-ร้าย’ ได้ อาจช่วยต่อยอดสู่การรักษาโรคในอนาคต

งานวิจัยล่าสุดของ MIT เผยให้เห็นวิธีที่เซลล์ประสาทในลำไส้ใช้แยกแยะแบคทีเรียดีและร้ายได้แล้ว โดยพบว่ากุญแจสำคัญคือ ‘สารที่เคลือบอยู่บนผิวของแบคทีเรีย’...

Responsive image

นักวิจัย Northwestern สร้าง 'เซลล์ประสาทเทียม' ส่งสัญญาณคุยกับสมองจริงได้ เปิดทางฟื้นฟูการได้ยิน การมองเห็น การเคลื่อนไหว

คนที่สูญเสียการได้ยิน การมองเห็น หรือการเคลื่อนไหว ปัจจุบันมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่คือ สัญญาณที่อุปกรณ์ส่งไปยังสมองยังไม่เหมือนของจริง สมองจึงตอบสนองได้ไม...

Responsive image

นักวิจัย MIT สร้าง ‘กล้ามเนื้อเทียม’ จากเส้นใยไฟฟ้า เล็กกว่าไม้จิ้มฟัน ไม่มีมอเตอร์ ไม่มีเสียง หดยืดได้เหมือนกล้ามเนื้อจริง

นักวิจัย MIT และ Politecnico di Bari พัฒนากล้ามเนื้อเทียมแบบเส้นใยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ต้องใช้มอเตอร์หรือปั๊มภายนอก ทำงานเงียบสนิท เปิดทางสู่หุ่นยนต์ Exoskeleton และอุปกรณ์เที...