มะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดียวอีกต่อไป เมื่อจีโนมิกส์และ AI เปลี่ยนการรักษาจาก 'สูตรเดียวใช้กับทุกคน' สู่แผนเฉพาะบุคคล

เมื่อกว่า 20 ปีก่อน คุณพีรดา พีรศิลป์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านม สิ่งที่ตามมาคือการผ่าตัด การฉายรังสี และเคมีบำบัด เรียงตามลำดับที่แทบไม่ต่างจากผู้ป่วยคนอื่นในเวลานั้น และตลอดกระบวนการรักษา ไม่มีใครอธิบายได้ว่ามะเร็งที่กำลังรักษาอยู่เป็นชนิดใด หรือเหตุใดจึงต้องเลือกวิธีนี้ 

"ตอนนั้นไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นมะเร็งชนิดไหน ไม่เข้าใจชีววิทยาของโรคตัวเอง และไม่เข้าใจว่าทำไมแพทย์ถึงเลือกการรักษาแบบนั้นให้" คุณพีรดาเล่า

คำบอกเล่านี้เกิดขึ้นบนเวทีเสวนา 'The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care' เวที Healthspan Summit ในงาน Techsauce Global Summit 2026 โดยมี พญ.วรรณวิพุธ สรรพสิทธิ์วงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LifestyleTech Solution และแพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมสนทนากับ ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร หัวหน้าศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการแพทย์แม่นยำ ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช (Siriraj Genomics) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, ร.อ.นพ.สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ, รศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งและผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และคุณพีรดา พีรศิลป์ กรรมการชมรมผู้ป่วยมะเร็งเต้านมแห่งประเทศไทย (Thai Breast Cancer Community: TBCC)

เมื่อมะเร็งชนิดเดียวกลายเป็นโรคที่ไม่ซ้ำกันสักคน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ประสบการณ์ของผู้ป่วยเมื่อ 20 ปีก่อนต่างจากวันนี้ อยู่ที่ความเข้าใจระดับชีววิทยา ศ.นพ.มานพ อธิบายว่าในอดีตเมื่อพูดถึงมะเร็งเต้านม ทุกคนเข้าใจว่าเป็นโรคเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยรายแรก รายที่สอง หรือรายที่สาม แต่ความรู้ที่สะสมมาทำให้เห็นว่าผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยด้วยชื่อโรคเดียวกัน กลับมีโรคที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

"เรารู้แล้วว่าปัจจัยไหนหรือยีนตัวใดที่ผลักดันให้เนื้อเยื่อเต้านมปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็ง และการเปลี่ยนแปลงของยีนแบบใดที่เร่งให้ก้อนเล็ก ๆ โตขึ้นเป็นก้อนใหญ่" 

ศ.นพ.มานพ ระบุ พร้อมอธิบายว่าความเข้าใจนี้ทำให้แพทย์มองเห็นได้ชัดขึ้นว่าผู้ป่วยแต่ละรายควรได้รับวิธีการรักษาแบบใด

ความรู้ดังกล่าวถูกแปลงเป็นเครื่องมือตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดขึ้นตามไปด้วย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เทคโนโลยีระดับสูงอย่างการถอดรหัสพันธุกรรมของก้อนมะเร็ง (Tumor Genome Sequencing) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการย้อมสีชิ้นเนื้อแบบจำเพาะเพื่อดูโปรตีนบางตัว ซึ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็งชนิดย่อยแบบใด และเมื่อยาที่ออกฤทธิ์จำเพาะกับโปรตีนหรือยีนแต่ละตัวถูกพัฒนาขึ้นมามากขึ้น การรู้ให้ชัดว่าใครเหมาะกับสูตรยาแบบใดจึงกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การรักษาได้ผล

ชุดตรวจที่มีอยู่จริงวันนี้ ตั้งแต่ชิ้นเนื้อไปจนถึงหยดเลือด

เมื่อความเข้าใจเปลี่ยน คำถามถัดมาคือผู้ป่วยไทยเข้าถึงการตรวจอะไรได้บ้าง ศ.นพ.มานพ ไล่เรียงว่าจุดตั้งต้นยังคงเป็นการเก็บชิ้นเนื้อ ไม่ว่าจะด้วยการเจาะชิ้นเนื้อ (Core Biopsy) หรือการผ่าตัดเอาก้อนออกมาทั้งหมด แล้วนำไปย้อมสีด้วยเทคนิคต่างกันเพื่อดูตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarker) ซึ่งเป็นที่มาของคำที่ผู้ป่วยคุ้นหูอย่างกลุ่มฮอร์โมนบวก กลุ่ม HER2 บวก และกลุ่มทริปเปิลเนกาทีฟ

ชั้นถัดไปคือการตรวจจีโนมของก้อนมะเร็งเพื่อหาการกลายพันธุ์ที่จับคู่กับยาได้ โดยเฉพาะยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) รุ่นใหม่ที่ออกแบบมายับยั้งความผิดปกติของยีนนั้นโดยตรง ขณะที่การตรวจเลือดมีบทบาทอีกด้านหนึ่ง คือการดูว่ามะเร็งของผู้ป่วยรายนั้นมีที่มาจากพันธุกรรมที่ถ่ายทอดในครอบครัวหรือไม่ ตัวอย่างที่คนทั่วไปคุ้นเคยที่สุดคือยีน BRCA1 และ BRCA2 ซึ่งเป็นยีนเดียวกับที่ Angelina Jolie ตรวจพบ

ประเด็นที่ ศ.นพ.มานพ เน้นเป็นพิเศษคือ การตรวจยีน BRCA1/BRCA2 ในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มีความเสี่ยงสูงและญาติสายตรง เป็นสิทธิประโยชน์ที่เบิกจ่ายได้แล้วในไทยครอบคลุมทุกสิทธิการรักษา ทั้งสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สิทธิประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ตามที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกาศไว้ โดย ศ.นพ.มานพระบุบนเวทีว่าไทยยังเป็นประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ให้สิทธิระดับทั้งประเทศเช่นนี้ และสิงคโปร์กำลังจะเริ่มในเดือนธันวาคมปีนี้เป็นประเทศที่สอง

อีกเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมคือการตรวจยีนจากน้ำเลือด (Liquid Biopsy) โดยเจาะเลือดเพื่อตรวจหาชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่หลุดเข้ากระแสเลือด ประโยชน์สำคัญคือการตรวจการกลายพันธุ์ที่ 'อาจไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก แต่เกิดขึ้นภายหลังระหว่างที่ผู้ป่วยรับการรักษา' ทำให้แพทย์รู้ตัวเร็วขึ้นว่าถึงเวลาปรับแผนการรักษาแล้วหรือยัง

ส่วนคำถามว่าปัญญาประดิษฐ์เข้ามาอยู่ตรงไหนของกระบวนการนี้ ศ.นพ.มานพ ตอบว่า AI ช่วยจับรูปแบบที่สายตามนุษย์มีข้อจำกัด เช่น การอ่านสไลด์พยาธิวิทยาเพื่อหาเซลล์มะเร็งที่อาจหลุดจากการตรวจ การช่วยทำนายการตอบสนองต่อการรักษาบางอย่างที่แพทย์มองจากสไลด์เพียงอย่างเดียวไม่เห็น และการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรม ซึ่งย่นระยะเวลารอผลตรวจให้สั้นลง

ผู้หญิงสามคนในคลินิกเดียวกันที่ไม่ได้เป็นโรคเดียวกัน

ความละเอียดของการตรวจจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันเปลี่ยนการรักษาได้จริง ซึ่งเป็นบทบาทของ รศ.นพ.ไนยรัฐ ที่อธิบายภาพในห้องตรวจว่า หากมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามรายนั่งรออยู่หน้าคลินิกในวันเดียวกัน แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะเดาจากลักษณะภายนอกว่าทั้งสามคนควรได้รับการรักษาแบบเดียวกันหรือไม่ คำตอบอยู่ที่ชีววิทยาระดับโมเลกุลของแต่ละคน

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก (Hormone Receptor Positive: HR+) ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ข้อมูลจาก SEER ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่ากลุ่มฮอร์โมนบวกที่ HER2 เป็นลบคิดเป็นราว 70% ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งหมด มักพบในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ธรรมชาติของโรคดำเนินไปช้าและไม่ก้าวร้าวนัก จุดที่เปลี่ยนไปมากคือผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถข้ามเคมีบำบัดได้ แม้จะตรวจพบในระยะลุกลามแล้วก็ตาม โดยใช้ยาต้านฮอร์โมนร่วมกับยามุ่งเป้าที่ยับยั้งสัญญาณการแบ่งตัวของเซลล์แทน ซึ่งงานวิเคราะห์อภิมานของการศึกษาระยะที่ 3 พบว่าช่วยยืดระยะเวลาที่โรคสงบได้ราวเท่าตัวเมื่อเทียบกับการใช้ยาต้านฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว

กลุ่มที่สองคือกลุ่ม HER2 เป็นบวก ซึ่ง HER2 คือตัวรับสัญญาณบนผิวเซลล์ที่ส่งคำสั่งให้เซลล์แบ่งตัวอย่างรวดเร็ว รศ.นพ.ไนยรัฐ เล่าว่าเมื่อ 20 ปีก่อน การเจอผู้ป่วยกลุ่มนี้คือข่าวที่แพทย์ต้องถอนหายใจ เพราะโรคดุและเคมีบำบัดอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่เมื่อมียาต้าน HER2 ที่เข้าไปปิดกั้นสัญญาณดังกล่าว ผลการรักษาก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวเลขที่ถูกยกขึ้นบนเวทีคือ ผู้ป่วยกลุ่ม HER2 บวกในระยะแพร่กระจายเคยมีระยะรอดชีวิตไม่ถึง 1 ปี ขณะที่ปัจจุบันขยับขึ้นไปได้ถึงราว 5 ปี ข้อมูลจากการศึกษาพบว่าตัวเลขฝั่งอดีตควรอยู่ที่ราว 16 ถึง 20 เดือน ตามการวิเคราะห์ผลของยา Trastuzumab ต่อการรอดชีวิต ส่วนตัวเลขฝั่งปัจจุบันสอดคล้องกับผลสุดท้ายของการศึกษา CLEOPATRA ที่รายงานค่ามัธยฐานการรอดชีวิตรวม 57.1 เดือน หรือเกือบ 5 ปี ในผู้ป่วยที่ได้รับยาต้าน HER2 สองชนิดร่วมกับเคมีบำบัด 

กลุ่มสุดท้ายที่ยังท้าทายที่สุดคือกลุ่มทริปเปิลเนกาทีฟ ซึ่งตรวจไม่พบทั้งตัวรับฮอร์โมนสองชนิดและ HER2 เป็นกลุ่มที่โรคก้าวร้าว พบมากในผู้ป่วยอายุน้อย และข้อมูล SEER ระบุว่าผู้หญิงผิวดำมีอัตราการเกิดสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มประชากรอื่น กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่สัมพันธ์กับการกลายพันธุ์ที่ถ่ายทอดในครอบครัวมากที่สุด เดิมทีทางเลือกมีเพียงเคมีบำบัดเพราะไม่มียามุ่งเป้า แต่องค์ความรู้ที่เพิ่มขึ้นทำให้พบว่าผู้ป่วยบางส่วนตอบสนองต่อการเพิ่มยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) โดยการศึกษา KEYNOTE-355 พบว่าการเพิ่มยา Pembrolizumab เข้ากับเคมีบำบัดช่วยลดความเสี่ยงการเสียชีวิตลง 27% เฉพาะในผู้ป่วยที่ก้อนมะเร็งแสดงออกโปรตีน PD-L1 ในระดับสูง ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การตรวจให้ชัดก่อนเริ่มยามีความหมาย

จากผลตรวจของคนหนึ่งคน สู่การป้องกันของคนทั้งครอบครัว

ความรู้ระดับยีนไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้ป่วย แต่เดินต่อไปถึงคนรอบตัว รศ.นพ.ไนยรัฐ อธิบายว่าเมื่อพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 หรือ BRCA2 แพทย์จะมีกลยุทธ์เชิงรุกในการเฝ้าระวังว่ามะเร็งจะลามไปที่รังไข่หรือไม่ และจะส่งต่อความเสี่ยงไปยังญาติสายตรงรุ่นถัดไปหรือไม่ ทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่

กรณีของ Angelina Jolie เป็นตัวอย่างที่ถูกอ้างถึงบ่อยที่สุด ตามข้อมูลของ Cancer Research UK ระบุว่ามารดาของ Angelina เสียชีวิตด้วยมะเร็งรังไข่และญาติเสียชีวิตด้วยมะเร็งเต้านม เมื่อตรวจเลือดแล้วพบการกลายพันธุ์ของยีน BRCA1 จึงตัดสินใจผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างเพื่อป้องกันในปี 2013 และผ่าตัดรังไข่กับท่อนำไข่ในปี 2015 ตามที่ Cancer Australia บันทึกไว้

ในแง่ตัวเลข รศ.นพ.ไนยรัฐระบุบนว่าการผ่าตัดรังไข่ป้องกันช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งรังไข่ได้ราว 90% โดยงานวิเคราะห์อภิมานเรื่องการผ่าตัดรังไข่และท่อนำไข่เพื่อลดความเสี่ยง รายงานการลดความเสี่ยงมะเร็งรังไข่ในผู้ที่มีการกลายพันธุ์ BRCA อยู่ในช่วงราว 80% ขึ้นไป ส่วนการผ่าตัดเต้านมป้องกันลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้ราว 90% ถึง 95% ตามข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ

ความหวังที่เปลี่ยนสถานะจากคำอธิษฐานมาเป็นแผนการรักษา

ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ที่สุดของความแม่นยำนี้ กลับไม่ใช่ตัวเลขทางคลินิก แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องตรวจ พญ.วรรณวิพุธ เล่าเรื่องเพื่อนสนิทวัย 48 ปี ที่เป็นนักวิ่งฮาล์ฟมาราธอน ดูแลสุขภาพดี แต่ไม่เคยตรวจสุขภาพประจำปีมา 10 ปี เพราะกลัวผลตรวจ จนกระทั่งมาพบแพทย์ด้วยความกังวลเรื่องวัยใกล้หมดประจำเดือน การตรวจร่างกายพบก้อนที่รักแร้และก้อนที่เต้านมขวา ตามด้วยการตรวจแมมโมแกรมและการเจาะชิ้นเนื้อ ผลคือมะเร็งเต้านมระยะที่ 4

คำถามแรกของผู้ป่วยรายนี้คือ "หนูจะเสียชีวิตไหม" และคำตอบที่แพทย์ให้ได้อย่างมั่นใจเป็นเพราะมีผลตรวจชิ้นเนื้ออยู่ในมือ คือผู้ป่วยมีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก ไม่มี HER2 การพยากรณ์โรคจึงยังดีแม้จะเป็นระยะที่ 4 "พอแพทย์มั่นใจจากผลตรวจ มันช่วยผู้ป่วยได้มาก เขารู้สึกโล่งขึ้นทันที" พญ.วรรณวิพุธ ระบุ

ความเปลี่ยนแปลงในเชิงความรู้สึกนี้เองที่ รศ.นพ.ไนยรัฐ สรุปเป็นประโยคที่ชัดที่สุดของเซสชัน 

"ก่อนหน้านี้ความหวังเป็นแค่คำอธิษฐาน แต่วันนี้ความหวังคือแผน คือทางเลือก คือหนทางที่ดีกว่าและชีวิตที่ดีกว่า"

คุณภาพชีวิตคืออีกด้านที่ถูกพูดถึงคู่กับการยืดอายุ รศ.นพ.ไนยรัฐ ยกตัวอย่างผู้ป่วยกลุ่มฮอร์โมนบวกที่ไม่จำเป็นต้องรับเคมีบำบัดอีกต่อไป และเมื่อใช้ยามุ่งเป้าแทน ก็ไม่เกิดภาวะผมร่วง ยังคงความมั่นใจ กลับไปทำงานและใช้ชีวิตกับครอบครัวได้ตามปกติ ซึ่งทำให้มะเร็งระยะลุกลามในหลายกรณีถูกจัดวางใหม่ให้ใกล้เคียงกับโรคเรื้อรังมากกว่าโรคที่ไม่มีทางออก ตรงกับที่ ศ.นพ.มานพ ทิ้งท้ายว่า 

"มะเร็งอาจเป็นโรคที่ไม่หายขาด เหมือนเบาหวานและความดันโลหิตสูงที่เป็นโรคไม่หายขาด แต่เรารักษาได้ ควบคุมมันได้และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดี ใช้ชีวิตได้ตามปกติ"

ราคาของความแม่นยำ และโจทย์ที่ระบบสุขภาพไทยต้องตอบ

ความหวังในห้องตรวจกับความเป็นไปได้ในระดับประเทศเป็นคนละโจทย์กัน และนี่คือส่วนที่ ร.อ.นพ.สมชาย รับหน้าที่อธิบาย โดยเริ่มจากขนาดของปัญหา จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมรายใหม่ปีละประมาณ 22,000 รายและอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นราว 3% ต่อปี ทำให้มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย

ตัวชี้วัดที่ ร.อ.นพ.สมชาย ให้ความสำคัญคืออัตราส่วนการเสียชีวิตต่ออุบัติการณ์ ซึ่งของไทยลดลงมาอยู่ที่ราว 0.22 จากการที่ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษามาตรฐานได้มากขึ้นตลอดสองทศวรรษ แต่ยังห่างจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และฟินแลนด์ ที่อยู่ต่ำกว่า 0.2 และที่สำคัญกว่านั้นคือค่าเฉลี่ยระดับประเทศกำลังบดบังช่องว่างที่มีอยู่จริง เพราะอัตรารอดชีวิตยังแตกต่างกันตามภูมิภาค สะท้อนความไม่เท่าเทียมด้านสุขภาพและการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่สมดุล

แรงกดดันอีกด้านคือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้การรับนวัตกรรมเข้าระบบไม่ใช่เรื่องที่ตัดสินใจได้ทันที 

"การแพทย์เฉพาะบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของมาตรฐานการรักษาไปแล้ว แต่คำถามคือเราจะทำให้มันไปถึงคนทุกกลุ่มได้อย่างไร" ร.อ.นพ.สมชาย ระบุ

กลไกแรกที่ใช้ตอบคำถามนี้คือการประเมินเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Technology Assessment: HTA) ซึ่งไม่ได้ดูเพียงประสิทธิผลของการตรวจหรือการรักษา แต่ดูความคุ้มค่าเทียบกับต้นทุนด้วย โดยข้อมูลจากโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ระบุว่าเพดานความคุ้มค่าที่ไทยใช้อยู่คือ 160,000 บาทต่อปีสุขภาวะ (Quality-Adjusted Life Year: QALY) ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับรายได้ประชาชาติต่อหัว หลังผ่านเกณฑ์นี้แล้วยังต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการนำไปใช้จริง และความยั่งยืนของการจ่ายในระยะยาว

กลไกที่สองคือการเปลี่ยนการลงทุนด้านสุขภาพให้กลายเป็นขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการร่วมทุนเพื่อตั้งฐานการผลิตในประเทศและทำให้ตลาดมีการแข่งขัน ร.อ.นพ.สมชาย ยกกรณีชุดตรวจ ATK ในช่วงโควิด 19 ที่นวัตกรรมในประเทศทำให้ราคาการตรวจลดลงมาก และกรณีการพัฒนาเซลล์บำบัด CAR-T ที่ผลิตในไทยช่วยลดต้นทุนจากผลิตภัณฑ์นำเข้าหลักสิบล้านบาทลงมาเหลือระดับหลักล้านบาท

ส่วนกลไกเชิงกฎหมายที่ ร.อ.นพ.สมชาย ผลักดันคือพระราชบัญญัติมะเร็งแห่งชาติ ซึ่งมีสองบทบาทที่ต่างกัน บทบาทแรกคือการคุ้มครองผู้ที่เข้ารับการตรวจพันธุกรรม เพราะเมื่อผลตรวจระบุว่ามีความเสี่ยง คำถามที่ตามมาคือจะถูกกีดกันจากการทำประกันหรือการจ้างงานหรือไม่ บทบาทที่สองคือการสร้างกรอบให้ทุกฝ่ายมองภาพเดียวกันว่าควรจัดสรรการลงทุนไปที่ภูมิภาคใดหรือกลไกใดจึงจะเกิดประโยชน์กับสังคมสูงสุด พร้อมวางเส้นทางที่ชัดเจนว่านวัตกรรมจะเข้าสู่ระบบสุขภาพด้วยระบบการจ่ายที่ยั่งยืนได้อย่างไร

สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเพิ่มเติมจากตัวยา

เมื่อกลับมาที่ปลายทางของนโยบายทั้งหมด คุณพีรดา ในฐานะตัวแทนผู้ป่วยชี้ว่าการแพทย์เฉพาะบุคคลให้ทั้งความหวังและความมั่นใจว่ากำลังได้รับการรักษาที่ตรงกับโรคของตัวเอง แต่การดูแลไม่ได้มีแค่ตัวยา 

"มันหมายถึงการที่ทีมสุขภาพมองผู้ป่วยเป็นคนทั้งคน ผู้ป่วยมีครอบครัว มีงาน มีความรับผิดชอบ มีความกลัวและความหวัง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการรักษาเหมือนกัน"

สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการเพิ่มคือข้อมูลที่ชัดเจน เวลาที่พอจะถามคำถาม และโอกาสร่วมตัดสินใจกับทีมแพทย์ ซึ่งในทางปฏิบัติยังทำได้ยาก เพราะแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐมีผู้ป่วยจำนวนมากและมีเวลาจำกัด ขณะที่ผู้ป่วยเองก็มักไม่รู้ว่าควรถามอะไร และข้อมูลทางการแพทย์ก็เข้าใจยาก บทบาทของกลุ่มผู้ป่วยอย่าง TBCC จึงอยู่ที่การช่วยให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคของตัวเอง เตรียมคำถามก่อนเข้าพบแพทย์ และรู้สึกว่าไม่ได้เผชิญเรื่องนี้อยู่คนเดียว

ความเท่าเทียมคืออีกประเด็นที่คุณพีรดาย้ำ "ผู้ป่วยไม่ควรเสียเปรียบเพียงเพราะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลใหญ่ หรือเพราะไม่มีกำลังจ่ายค่าดูแลเพิ่มเติม" ซึ่งเป็นโจทย์เดียวกับช่องว่างระหว่างภูมิภาคที่ ร.อ.นพ.สมชาย นำเสนอด้วยข้อมูลอัตรารอดชีวิต

เรื่องพื้นฐานที่ยังตัดสินผลลัพธ์มากที่สุด

ทั้งหมดนี้ย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้นเดียวกับเรื่องเล่าของคุณพีรดาเมื่อ 20 ปีก่อน นั่นคือการตรวจพบตั้งแต่ระยะต้น คุณพีรดาเล่าปิดท้ายว่าผ่านการเป็นมะเร็งมา 3 ครั้ง เป็นมะเร็งเต้านม 2 ครั้งและมะเร็งรังไข่ 1 ครั้ง และทั้ง 3 ครั้งตรวจพบตั้งแต่ระยะต้นจึงรักษาได้ทัน 

"เดี๋ยวนี้ไม่ได้น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อน เพราะยังมีวิธีรักษาอีกมากมายสำหรับมะเร็งชนิดที่เราเป็น" 

พร้อมย้ำว่ามะเร็งเต้านมไม่ใช่เรื่องของผู้หญิงเท่านั้น เพราะผู้ชายก็เป็นได้

ร.อ.นพ.สมชาย ปิดท้ายด้วยตัวเลขที่ตอกย้ำเรื่องเดียวกัน คือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมระยะที่ 1 ไม่ว่าชนิดย่อยใดมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่า 95% และในกลุ่มที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกอาจสูงถึงเกือบ 100% 

ข้อสรุปที่เวทีนี้ทิ้งไว้จึงมีสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือมะเร็งเต้านมไม่ใช่โรคเดียวอีกต่อไป และการรู้ว่าเป็นชนิดย่อยใดคือสิ่งที่กำหนดทั้งการรักษาและคุณภาพชีวิตหลังจากนั้น ชั้นที่สองคือความก้าวหน้าทั้งหมดนี้จะเริ่มทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีผลตรวจอยู่ในมือ ซึ่งหมายความว่าเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดยังต้องอาศัยสิ่งพื้นฐานที่สุดอย่างการตรวจสุขภาพประจำปีและการตรวจเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ เป็นจุดตั้งต้นเสมอ

ที่มา: เวทีเสวนา 'The End of One-Size-Fits-All: Personalizing Breast Cancer Care in Thailand: From Genomics to AI-Enabled Care' ในงาน Techsauce Global Summit 2026

TH-30676

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจาก 5 ปี เหลือ 5 วัน เมื่อเทคโนโลยีถอดรหัสจีโนมพร้อมแล้ว โจทย์ต่อไปคือระบบที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน

เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจากหลายปีเหลือไม่กี่วันได้แล้ว สรุปเวทีเสวนาโรคหายากใน Techsauce Global Summit 2026 จากจุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแอสตร้าเซนเนก...

Responsive image

สรุป 15 Key Takeaways จากรมว.สาธารณสุข กับทิศทาง Healthspan และอนาคตการดูแลสุขภาพ

สรุปสปีชจากคุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บนเวที Techsauce Global Summit 2026...

Responsive image

จีนทำสำเร็จครั้งแรกของโลก ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพาะจาก iPSC ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่พบเนื้องอก

ทีมแพทย์จีนเผยผลทดลอง HEAL-CHF ในวารสาร Nature Medicine ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจาก iPSC เข้าหัวใจผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้...