ในงาน Techsauce Healthspan Festival วันที่ 27 มีนาคม 2026 Samir Mitra ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Reya.ai ตั้งคำถามว่า ทำไมเราถึงยังตรวจสุขภาพกันแค่ปีละครั้งหรือทุก 6 เดือน ในเมื่อเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถประเมินสุขภาพให้เราได้ทุกวัน ในการบรรยายหัวข้อ "Rise of AI Longevity Agents: From Data Overload to Your Healthspan Expert" Samir ชี้ให้เห็นว่าความท้าทายที่แท้จริงด้านสุขภาพ ไม่ใช่การขาดแคลนข้อมูล แต่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ป่วยซึ่ง AI Agents ด้านสุขภาพ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหานี้

คลินิกสุขภาพในปัจจุบันไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล แต่พวกเขากำลังเผชิญกับข้อมูลที่ไหลเข้ามามหาศาล ข้อมูลในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ผลตรวจเลือดปีละครั้ง แต่รวมถึงข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่อย่าง Wearables บันทึกอาหาร พฤติกรรมการนอน การออกกำลังกาย สภาพแวดล้อม พฤติกรรมการเข้าสังคม ยิ่งคลินิกมีผู้ป่วยมากขึ้น ข้อมูลก็ยิ่งพุ่งเป็นทวีคูณจนเกินขีดความสามารถที่มนุษย์จะประมวลผลได้ทัน
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตกอยู่ที่ผู้ป่วยโดยตรง Samir เล่าถึงเสียงสะท้อนที่พบได้บ่อยว่า ผู้ป่วยมักรู้สึกว่าแผนการรักษาไม่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล ไม่ทันสถานการณ์ แถมยังน่าสับสน บางครั้ง ChatGPT บอกอย่างหนึ่ง แต่หมอกลับบอกอีกอย่าง Samir อธิบายว่าช่องโหว่นี้เกิดจากการที่ระบบสาธารณสุขส่วนใหญ่ยังเป็นเพียงระบบเก็บข้อมูลที่รอให้ผู้ป่วยป่วยแล้วค่อยมารักษา ไม่ใช่ระบบที่เน้นการลงมือทำเพื่อป้องกันก่อนเกิดโรค
เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นการลงมือทำ เทคโนโลยีจึงต้องขยายขีดความสามารถจาก Generative AI ที่เน้นเพียงการสร้างเนื้อหาและโต้ตอบข้อความ ไปสู่ Agentic AI หรือ AI Agents ที่สามารถวิเคราะห์บริบท ดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง และทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องกันได้โดยที่มนุษย์ไม่ต้องคอยป้อนคำสั่ง Samir เน้นว่าสิ่งสำคัญในการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้คือ การเลือกกรณีการใช้งานที่เหมาะสม มีมูลค่าสูง และสามารถปฏิบัติได้จริงภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและต้นทุน
Reya.ai ซึ่งดูแลผู้ป่วยมาแล้วกว่า 374,000 ราย ได้นำ AI Agents มาใช้ในคลินิกเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนพฤติกรรมให้กับผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น:
Samir เน้นย้ำว่า AI จะทำงานได้ดีขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลที่ป้อนเข้าไป โครงสร้างพื้นฐานของ Reya.ai จึงให้ความสำคัญกับระบบจัดการและทำป้ายกำกับข้อมูลที่แข็งแกร่ง ควบคู่ไปกับการลบข้อมูลระบุตัวตนออกก่อนเพื่อความปลอดภัย และมีมนุษย์คอยตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งข้อมูลถึงผู้ป่วย
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในซิลิคอนแวลลีย์มากว่า 25 ปี และเป็นหนึ่งในทีมพัฒนาต้นตำรับของภาษา Java และระบบปฏิบัติการ Android คุณ Samir มองว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทุกครั้งมักถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมฮาร์ดแวร์ที่คนทั่วไปอาจไม่ได้สังเกตเห็น ยุคอินเทอร์เน็ตเกิดจากไฟเบอร์ออปติก ยุคมือถือเกิดจากชิปประหยัดพลังงาน และยุค Generative AI เติบโตได้เพราะชิป GPU
สำหรับ AI ด้านสุขภาพ ความเร็วในการประมวลผลคือตัวแปรสำคัญ เพราะหากคุณยืนอยู่หน้าร้านอาหารแล้ว AI ต้องใช้เวลาหลายนาทีในการส่งข้อมูลขึ้นคลาวด์เพื่อประมวลผล คุณก็คงสั่งอาหารจานเดิมไปแล้ว นวัตกรรมชิปประมวลผลรุ่นใหม่อย่าง LPU ช่วยเพิ่มความเร็วในการประมวลผล AI ได้ถึง 35 เท่า ทำให้ AI โต้ตอบได้ทันทีในระดับความเร็วของความคิด
ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยี Edge AI อย่างชิป A19 ของ Apple ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผล Neural 5 ตัวและระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber จะทำให้โมเดล AI ขนาดใหญ่สามารถรันบนสมาร์ทโฟนได้โดยตรงไม่ต้องพึ่งพาคลาวด์
เมื่อรวมกับ Agentic AI สมาร์ทโฟนจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนตัวที่อยู่ในกระเป๋าและพร้อมให้คำแนะนำได้ตลอดเวลา Samir เล่าติดตลกว่าสำหรับเขาแล้ว โทรศัพท์มือถืออาจจะสำคัญกว่าภรรยาเสียอีก เพราะหากมือถือหาย ข้อมูลสุขภาพและผู้ช่วยส่วนตัวทั้งหมดก็จะหายไปด้วย
ในระยะต่อไป AI Agents เหล่านี้จะไม่ได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยว แต่จะเริ่มเชื่อมต่อถึงกันเป็นเครือข่าย ตัวอย่างเช่น Agent ส่วนตัวบนสมาร์ทโฟนของผู้ใช้อาจสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ Agent ของที่ทำงาน หรือ Agent ของโรงพยาบาลที่ดูแลประวัติการรักษา โดยระบบเหล่านี้จะทำหน้าที่เสมือนพนักงานดิจิทัลที่คอยจัดการข้อมูลสุขภาพและประสานงานต่างๆ อยู่เบื้องหลังอย่างต่อเนื่องและราบรื่น

ข้อจำกัดของ AI ในปัจจุบันคือยังทำได้แค่สังเกตและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของอะไร เป้าหมายต่อไปที่วงการกำลังพัฒนาคือ Causal AI ซึ่งจะทำให้ AI เข้าใจความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้ และนำไปสู่การสร้าง Knowledge Graph สุขภาพส่วนบุคคลที่สามารถทำนายผลลัพธ์ล่วงหน้าได้
ตัวอย่างเช่น หากคุณกำลังจะเดินทางไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศส AI จะสามารถนำข้อมูลอาหารที่คุณตั้งใจจะกินและสถานที่ที่คุณจะไป มาประมวลผลร่วมกับข้อมูลสุขภาพของคุณ แล้วคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าร่างกายจะมีแนวโน้มตอบสนองอย่างไร เพื่อให้คุณเตรียมตัวรับมือได้ก่อน
ท้ายที่สุดคือการมุ่งหน้าสู่ Artificial General Intelligence หรือ AGI ซึ่ง AI จะสามารถทบทวนความคิดและประมวลผลได้ด้วยตนเอง แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ด้วยการลงทุนมหาศาลจากบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ทิศทางนี้มีความเป็นไปได้สูง
Reya.ai ตั้งเป้าหมายไว้ภายใต้ Project 101 ว่าจะนำเทคโนโลยี AI ด้านอายุรวัฒน์เข้าถึงผู้คน 1 พันล้านคนภายใน 10 ปี ภาพอนาคตของการดูแลสุขภาพจึงไม่ใช่การรอตรวจเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลปีละครั้งอีกต่อไป แต่คือการมีระบบอัจฉริยะในสมาร์ทโฟนที่คอยประเมินสุขภาพ และช่วยเราตัดสินใจเรื่องเล็กๆ นับร้อยครั้งในแต่ละวัน ตั้งแต่จะกินอะไร นอนตอนไหน ไปจนถึงออกกำลังกายอย่างไร เพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่ที่จะส่งผลต่อสุขภาพของเราไปตลอดชีวิต
สรุปจากการบรรยายหัวข้อ Session "Rise of AI Longevity Agents: From Data Overload to Your Healthspan Expert" โดย Samir Mitra ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด