สรุปความสำเร็จงานเปิดตัว ‘SpearH HealthTech Accelerator’ รวมพลังแพทย์ นักวิจัย สตาร์ทอัพ ดัน HealthTech ไทยเติบโต

งานเปิดตัวโครงการ SpearH HealthTech Accelerator ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความพยายามในการผลักดันระบบนิเวศนวัตกรรมด้านสุขภาพของประเทศไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และ มหาวิทยาลัยมหิดล ผ่านสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) พร้อมด้วยเครือข่ายพันธมิตรจากภาคการแพทย์และภาคเอกชนหลายแห่ง เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนให้สตาร์ทอัพและนักวิจัยด้าน HealthTech สามารถพัฒนานวัตกรรมไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วขึ้น

ภายในงานมีผู้แทนจากภาคการแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และสตาร์ทอัพด้านสุขภาพเข้าร่วมอย่างมากมาย สะท้อนความสนใจต่อการพัฒนานวัตกรรม HealthTech ของไทยที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้มีบทบาทในระบบนิเวศสุขภาพได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข

กิจกรรมบนเวทียังประกอบด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์และการเสวนา โดยแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก ได้แก่ การบรรยายวิสัยทัศน์จากหน่วยงานภาครัฐ และการเสวนาจากตัวแทนโรงพยาบาล มหาวิทยาลัย และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์

วิสัยทัศน์ของ NIA กับการผลักดัน HealthTech ไทย

ช่วงแรกของงานเป็นการนำเสนอภาพรวมของโครงการโดย ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งอธิบายถึงบทบาทของโครงการ SpearH HealthTech Accelerator ในการผลักดันประเทศไทยจาก ‘ผู้ใช้เทคโนโลยี’ ไปสู่ ‘ผู้สร้างนวัตกรรมด้านสุขภาพ’

ดร.กริชผกาชี้ว่า อุตสาหกรรม HealthTech กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยมีแรงขับเคลื่อนจากหลายปัจจัย ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงของระบบสาธารณสุข และแนวโน้มสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งล้วนทำให้ความต้องการนวัตกรรมด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับประเทศไทย จุดแข็งสำคัญคือการมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ ระบบโรงพยาบาลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ รวมถึงงานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากที่มีศักยภาพต่อยอดเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือการเชื่อมต่อระหว่าง ‘งานวิจัย’ กับ ‘การใช้งานจริง’ ซึ่งเป็นช่องว่างที่ทำให้นวัตกรรมจำนวนมากยังไม่สามารถออกสู่ตลาดได้

โครงการ SpearH จึงถูกออกแบบมาในลักษณะของ Accelerator ที่ช่วยสนับสนุนทั้งเงินทุน การให้คำปรึกษา การเชื่อมต่อกับนักลงทุน และที่สำคัญคือการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพได้ทดลองใช้งานจริงร่วมกับโรงพยาบาลและหน่วยงานในระบบสาธารณสุข เพื่อเร่งให้เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้ได้จริงในเวลาที่รวดเร็วขึ้น

เสวนา ‘Thailand’s Health Moment’ 

ช่วงที่สองของงานเป็นการเสวนาในหัวข้อ Thailand’s Health Moment: Building an Enabling Ecosystem for Research to Commercialization ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจากมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และภาคเอกชนร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการผลักดันนวัตกรรมด้านสุขภาพของไทย

การเสวนาครั้งนี้มีผู้ร่วมเสวนาหลายท่านที่มีบทบาทสำคัญในระบบ HealthTech ได้แก่

  • รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล
  • อาจารย์ ดร.ปรีมน ปุณณกิติเกษม คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  • นพ.ดร.กรกช เกษประเสริฐ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 
  • รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดี คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล
  • นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ จากโรงพยาบาลพระรามเก้า

ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงในเวทีเสวนาคือการทำให้นวัตกรรมทางการแพทย์สามารถออกจากห้องทดลองและนำไปใช้จริงในโรงพยาบาลได้

รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่าประเทศไทยมีงานวิจัยด้าน HealthTech ที่มีศักยภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัย แต่ความท้าทายคือการนำผลงานเหล่านั้นไปสู่ตลาดจริง ซึ่งต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัย โรงพยาบาล และภาคธุรกิจ

ด้าน นพ.ดร.กรกช เกษประเสริฐ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ต้องดูแลผู้ป่วยจำนวนมากในแต่ละปี ทำให้มีความจำเป็นต้องนำนวัตกรรม เช่น AI หรือเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์

ขณะที่ อาจารย์ ดร.ปรีมน ปุณณกิติเกษม จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงบทบาทของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เช่น การตั้งศูนย์นวัตกรรม การสนับสนุนสตาร์ทอัพ และการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้งานจริง

ในมุมของงานวิจัยเฉพาะทาง รศ.นพ.วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ จากคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ชี้ว่าเทคโนโลยี HealthTech สามารถช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการเฝ้าระวังโรคเขตร้อนหรือโรคอุบัติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ AI และระบบดิจิทัลในการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์

มุมมองโรงพยาบาลเอกชนต่อการใช้นวัตกรรม

ในฝั่งของโรงพยาบาลเอกชน นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ จากโรงพยาบาลพระรามเก้า ระบุว่า การตัดสินใจนำเทคโนโลยีจากสตาร์ทอัพมาใช้จริงในโรงพยาบาล มักพิจารณาจากสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ประสบการณ์ของผู้ป่วย, ผลลัพธ์ทางคลินิก และประสิทธิภาพในการดำเนินงาน 

นอกจากนี้ผู้ประกอบการ HealthTech ควรเข้าใจเวิร์กโฟลว์ของโรงพยาบาล ซึ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละองค์กร รวมถึงต้องมีมาตรฐานด้านเทคโนโลยีและข้อมูลที่สามารถเชื่อมต่อกับระบบของโรงพยาบาลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

จุดเริ่มต้นการสร้างระบบ HealthTech ไทย

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาอุตสาหกรรม HealthTech ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิจัย โรงพยาบาล สตาร์ทอัพ นักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแล

โครงการ SpearH HealthTech Accelerator จึงถูกวางบทบาทให้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้เล่นในระบบนิเวศเข้าด้วยกัน เพื่อช่วยเร่งให้ผลงานวิจัยทางการแพทย์ของไทยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ใช้ได้จริง และมีศักยภาพแข่งขันในตลาดโลก

ในมุมหนึ่งงานเปิดตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการประกาศโครงการใหม่ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมสุขภาพของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง HealthTech ของภูมิภาคในอนาคต

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

จีนอนุมัติ 'ชิปฝังสมอง' ตัวแรกของโลกที่ใช้งานได้ ช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวมือและแขน ก้าวสำคัญของ BCI

จีนอนุมัติการใช้งานเทคโนโลยีชิปเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์ หรือ BCI แบบฝังในร่างกายเป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนี่คือก้าวสำคัญของวงการประสาทเทคโนโลยีและอาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผู้ป่วยอ...

Responsive image

เลือดหยดเดียว รู้ผลใน 30 นาที: เปิดเบื้องหลัง 'SERS-TB' นวัตกรรมรามาน AI ฝีมือคนไทย ที่จะตัดวงจร 'วัณโรคแฝง' ภัยเงียบของคน 1 ใน 4 ของโลก

สวทช. โดยเนคเทค จับมือคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น โรงพยาบาลร้อยเอ็ด และเครือข่ายสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 7 ทดสอบภาคสนามนวัตกรรมตรวจเลือดพกพาที่หลอมรวม Raman Spectroscopy เข้ากับ ...

Responsive image

Disrupt Health Impact Fund ลงทุนใน Osteoboost จากสหรัฐฯ เปิดทาง wearable ตัวแรกและตัวเดียวที่ FDA รับรอง ชะลอการลดมวลกระดูก

ครั้งแรกในไทย กองทุน Disrupt Health Impact Fund คว้า Osteoboost อุปกรณ์ Wearable ตัวเดียวที่ FDA รับรอง นวัตกรรมสั่นสะเทือนชะลอกระดูกบาง 85% เตรียมบุกตลาดเอเชียเร็วๆ นี้...