
เวที Healthcare Needs New Ideas จากงาน World Economic Forum 2026 สะท้อนภาพชัดว่าปัญหาของระบบสาธารณสุขทั่วโลกในวันนี้ไม่ใช่การขาดนวัตกรรม แต่เป็นเรื่องที่นวัตกรรมจำนวนมากยังไม่สามารถไหลไปถึงประชาชนได้ ทั้งที่โลกมี AI เทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูงและข้อมูลสุขภาพมหาศาล
เวทีเสวนานี้จัดโดย Kathy Bloomgarden ซีอีโอของ Ruder Finn และมีผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วม ได้แก่ Michael Sen ซีอีโอ ของ Fresenius,Nadine Hachach-Haramซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Proximie ;Mansoor Al Mansoori ประธานหน่วยงานกำกับดูแลระบบสาธารณสุขอาบูดาบีและ Deepak Nath, อีโอของ Smith+Nephew
Kathy Bloomgarden มองว่าปัญหาหลักของระบบสุขภาพไม่ได้อยู่ที่การขาดนวัตกรรม แต่เกิดจากโครงสร้างระบบที่ล้าสมัย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์มากมายที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุน และช่วยชีวิตผู้คนได้ แต่ระบบสุขภาพส่วนใหญ่กลับออกแบบมาสำหรับยุคก่อน จึงไม่รองรับความซับซ้อนของปัจจุบัน เช่น โรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุหรือแม้แต่บุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่เพียงพอ ทำให้การแก้ปัญหามักเป็นแบบเฉพาะหน้า แทนที่จะปฏิรูปทั้งระบบ
ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาใช้เงินประมาณ 18% ของ GDP กับการดูแลสุขภาพ ขณะที่ประเทศคู่แข่งใช้ประมาณ 9% แต่ประชาชนกลับมีอายุเฉลี่ยสั้นกว่า 4 ปี อีกทั้งค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการสูงกว่าประเทศอื่นถึง 4 เท่า แสดงให้เห็นว่าการทุ่มงบประมาณอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะรากของปัญหาอยู่ที่โครงสร้างระบบ ไม่ใช่จำนวนเงินหรือเทคโนโลยี
Michael Sen กล่าวว่าหลายประเทศยังเจอปัญหาระบบสาธารณสุขที่ถูกออกแบบมาสำหรับอดีต คืระบบที่ออกแบบมาเพื่อคนยุคก่อน มาใช้ในยุคปัจจุบันที่เน้นแค่การรักษาเมื่อป่วย (Sick Care) ทำให้ไม่ตอบโจทย์ความท้าทายของยุคปัจจุบัน เช่น สังคมผู้สูงอายุ โรคเรื้อรัง หรือความต้องการบุคลากรที่ไม่เพียงพอ แม้จะมีนวัตกรรมมากมาย แต่เทคโนโลยีเหล่านี้กลับยังไม่สามารถเข้าถึงประชากรได้จริงๆ
และชี้ว่าสุขภาพควรถูกมองเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศเทียบเท่าพลังงานและความมั่นคง เพราะถ้าประชากรอ่อนแอ ประเทศก็ย่อมเดินหน้าต่อไม่ได้
ขณะเดียวกันประเด็นเรื่องการพึ่งพาวัตถุดิบยาจากต่างชาติ อย่างจีนหรืออินเดียก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะหากเกิดภาวะขาดแคลนยา ระบบสุขภาพจะได้รับผลกระทบทันที รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเร่งใช้นโยบายและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย สนับสนุนการผลิตยาในประเทศ เพื่อให้ระบบสุขภาพสามารถยืนได้ด้วยตัวเองอย่างมั่นคงในระยะยาว
Mansoor Mansouri ชี้ให้เห็นว่าต้องเลิกมองเรื่องสุขภาพเป็นเพียงแค่ ‘นโยบายสังคม’ แต่ต้องยกให้เป็น โครงสร้างพื้นฐานหลักของเศรษฐกิจประเทศ โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการรอป่วยแล้วค่อยรักษาไปสู่ Care before Cure หรือการดูแลก่อนป่วย ซึ่งเป็นการทำงานเชิงรุกที่ใช้ AI และ Data เข้ามาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงและป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ วิธีนี้ไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของโรค แต่ยังทำให้นวัตกรรมทางการแพทย์เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้จริงๆ
นอกจากนี้ยังเตือนว่าสาเหตุที่หลายระบบล้มเหลว เพราะมักติดกับดักการแก้ปัญหาแค่ระยะสั้น แทนที่จะมองให้เห็นถึงผลกระทบต่อเนื่องในระยะยาว ดังนั้นการจะปฏิรูปให้สำเร็จได้ ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และพร้อมที่จะลองผิดลองถูกเพื่อสร้างระบบสาธารณะสุขที่ยั่งยืน
Nadine Hachach-Haram อธิบายว่าห้องผ่าตัดเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุนสูงมากของโรงพยาบาล แต่กลับถูกใช้งานได้ไม่เต็มที่ สาเหตุสำคัญคือการทำงานยังอาศัยขั้นตอนแบบ manual และข้อมูลจากอุปกรณ์ แพทย์และกระบวนการต่าง ๆ ไม่ได้ถูกรวบรวมไว้ในที่เดียว ทำให้เกิดช่วงเวลาว่างโดยไม่จำเป็นและทำให้รักษาผู้ป่วยได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น
เพื่อแก้ปัญหานี้ เธอจึงพัฒนา Proximi ซอฟต์แวร์ที่ใช้เซ็นเซอร์ช่วยเชื่อมข้อมูลทุกอย่างในห้องผ่าตัดเข้าด้วยกัน ทำให้โรงพยาบาลมองเห็นภาพการทำงานแบบเรียลไทม์และสามารถจัดตาราง ใช้ห้อง และบริหารทรัพยากรได้ดีขึ้น
ผลที่เกิดขึ้นคือโรงพยาบาลสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ห้องผ่าตัดได้ถึง 25% และรองรับการผ่าตัดได้มากขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มบุคลากรหรือซื้ออุปกรณ์ใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยผู้ป่วยที่รอคิวเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโมเดลการดำเนินงานที่สามารถขยายผลไปยังโรงพยาบาลในหลายประเทศได้อีกด้วย นี่จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีที่ดีไม่ได้เพิ่มภาระค่าใช้จ่าย แต่ช่วยใช้ทรัพยากรเดิมให้คุ้มค่าที่สุด และสร้างผลลัพธ์จริงให้กับระบบสุขภาพ
Deepak Nath ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้วงการ MedTech มาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญแล้ว จากเดิมที่เคยแข่งกันแค่ว่าใครจะสร้างอุปกรณ์ใหม่ๆ ได้ดีกว่ากัน แต่เดี๋ยวนี้ได้หันมาโฟกัสที่การสร้าง ‘ระบบอัจฉริยะ’ แทน โดยการใช้ AI และ Data เข้ามาช่วยแพทย์วางแผนการผ่าตัด เพื่อให้ผลการรักษาออกมาแม่นยำและมีมาตรฐานเดียวกันไม่ว่าคนไข้จะรักษากับแพทย์คนไหนก็ตาม แถมยังช่วยให้บริหารจัดการทรัพยากรได้คุ้มค่าที่สุดด้วย
แต่สิ่งสำคัญที่เขาเตือนไว้คือ ‘สูตรสำเร็จสูตรเดียว ใช้กับทั้งโลกไม่ได้’ เพราะแต่ละประเทศมีเงื่อนไข งบประมาณและประชากรที่ต่างกัน ดังนั้นการจะเอาเทคโนโลยีไปใช้ให้รอดผู้ผลิต หมอและรัฐบาลต้องหันหน้ามาคุยกัน เพื่อปรับจูนระบบให้เข้ากับบริบทของแต่ละที่
ในอาบูดาบี ได้ยกระดับสู่การเป็น 'ระบบสุขภาพอัจฉริยะ' โดยเชื่อมโยงข้อมูลโรงพยาบาลทุกแห่งเข้าด้วยกันและนำข้อมูลประชากร รวมถึงข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) และห้องผ่าตัดมาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและเน้นการป้องกันก่อนเกิดโรค
ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ นโยบายการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ที่ปรับให้เริ่มตรวจตั้งแต่อายุ 30 ปี แทนที่จะเป็น 40 ปีตามมาตรฐานเดิม ผลลัพธ์คือสามารถตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นได้ถึง 85%
นอกจากนี้ การเชื่อมระบบรถฉุกเฉินเข้ากับโรงพยาบาลให้ทำงานประสานกัน ทำให้แพทย์รับรู้สถานการณ์ทันที ซึ่งช่วยลดความล่าช้าและเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยได้ไวขึ้นถึง 30% ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ 'ข้อมูลและนโยบาย' เป็นฐานในการพัฒนา ไม่ใช่เพียงช่วยลดต้นทุนในระยะสั้น แต่เป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับระบบสุขภาพและสังคมในระยะยาว
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด