คนไทยใช้รายได้ 148% เพื่อผ่อนบ้าน คนสูงอายุ 65 ปี+ ก็กำลังเพิ่มเร็ว เรากำลังแก่เร็วแบบสร้างความมั่งคั่งไม่ทัน WEF ชี้สังคมสูงวัยไม่ใช่ปัญหาของประเทศคนแก่เสมอไป

จำนวนคนไทยอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังจะเพิ่มขึ้น 55% ระหว่างปี 2025 ถึง 2040 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกที่ 53% ตัวเลขนี้ฟังดูเป็นเรื่องประชากรศาสตร์ธรรมดา แต่ถ้าเราลองเอาตัวเลขนี้มาวางคู่กับอีกข้อมูล ภาพจะเปลี่ยนไปทันที 

คนไทยทั่วไปต้องใช้รายได้ถึง 148% ของเงินเดือนต่อเดือนเพื่อผ่อนบ้าน และ 99% เพื่อจ่ายค่าเช่า เรากำลังแก่เร็วในขณะที่ยังสร้างความมั่งคั่งไม่ทัน

นี่คือหัวใจของรายงานฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ที่ทำร่วมกับ Marsh บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและประกันภัยระดับโลก ในชื่อ 'The Longevity Dividend: The Business Case for Linking Health and Wealth' รายงานเก็บข้อมูลจาก 21 ประเทศ และข้อสรุปของรายงาน 'เปลี่ยนเข้าใจเดิมที่เรามีต่อสังคมสูงวัย' พอสมควร

ทุกประเทศนั่งอยู่บน Longevity Spectrum เดียวกัน

ที่ผ่านมาเรามักมองว่า longevity หรือเรื่องอายุยืน เป็นปัญหาเฉพาะของประเทศที่แก่แล้วอย่างญี่ปุ่น หรือไม่ก็เป็นโจทย์ของกองทุนบำนาญที่ต้องจ่ายเงินให้คนเกษียณจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายงานฉบับนี้บอกว่าทั้งสองมุมมองมองเห็นแค่ครึ่งเดียวของภาพ

WEF เสนอแนวคิด 'Longevity Spectrum' หรือเส้นต่อเนื่องของอายุยืน ที่บอกว่าทุกประเทศนั่งอยู่บนเส้นเดียวกัน ต่างกันแค่ตำแหน่ง บางประเทศมีประชากรแก่แล้วอย่างญี่ปุ่นที่อายุมัธยฐานอยู่ที่ 50 ปี บางประเทศยังหนุ่มสาวอย่างไนจีเรียที่อยู่ที่ 18 ปี แต่ทุกประเทศกำลังแก่ลงทั้งหมด 

ที่น่าสนใจคือประเทศที่ยัง 'หนุ่มสาว' อย่างไนจีเรีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม กลับเป็นกลุ่มที่จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเร็วที่สุด และจะเจอช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชันที่สุด เพราะประชากรแก่ขึ้นเร็วกว่าระบบที่สร้างมารองรับ

โจทย์ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า lifespan โตแซง healthspan ก่อนอื่นต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด 

  • lifespan คืออายุขัยรวม จำนวนปีที่เรามีชีวิตอยู่ 
  • ส่วน healthspan คือจำนวนปีที่เรามีสุขภาพดีพอจะใช้ชีวิตได้เต็มที่ 

การมีชีวิตยืนยาวควรแปลว่าได้ใช้ชีวิตดีขึ้น แต่ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นคือ คนเรากำลังเอาปีที่เพิ่มเข้ามาไปใช้กับการป่วยมากกว่าการมีสุขภาพดี ทุกปีที่ป่วยเพิ่มขึ้นคือค่ารักษาที่เพิ่มขึ้น การออกจากงานก่อนกำหนด และ productivity หรือผลิตภาพที่หายไป โดยมีบุคคล ครอบครัว นายจ้าง และรัฐบาลร่วมกันแบกต้นทุนนั้น

ประเด็นจริง ๆ ที่รายงานต้องการสื่อคือ สุขภาพกับการเงินเป็นระบบเดียวกันที่เกี่ยวพันกัน ไม่ใช่คนละเรื่อง คนที่สุขภาพดีมักมีค่ารักษาต่ำและออกจากงานน้อยกว่า จึงมีเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งทำให้มีเวลาและเงินกลับมาดูแลสุขภาพอีก กลายเป็น 'วงจรดี' (virtuous cycle) 

ในทางกลับกัน สุขภาพแย่ทำให้ค่ารักษาสูงและต้องออกจากงาน นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเงิน ซึ่งบั่นทอนสุขภาพต่อไปอีก กลายเป็น 'วงจรร้าย' (vicious cycle) ที่หมุนวนลงเรื่อย ๆ

3 มาตรการ low-tech

WEF และ Marsh คำนวณว่า มาตรการ low-tech หรือเทคโนโลยีพื้นฐานราคาถูกเพียง 3 อย่าง สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขทั่วโลกได้มากกว่า 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ และปลดล็อก productivity เพิ่มอีก 6.45 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2040 

จุดที่ต้องเน้นคือทั้งสามมาตรการนี้ไม่ต้องรอเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือการปฏิรูประบบครั้งใหญ่ ทุกอย่างพร้อมใช้แล้ววันนี้

1.การป้องกันการล้มในผู้สูงอายุ 

การล้มเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บและการสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของผู้สูงวัย และเกือบหนึ่งในสามของคนอายุเกิน 65 ปีล้มภายในบ้านของตัวเอง วิธีแก้เป็นเรื่องพื้นฐาน แค่ติดราวจับในห้องน้ำ พรมกันลื่น ไฟ LED ที่มีเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหว และราวบันได 

รายงานคำนวณว่าการปรับบ้านแบบนี้ทั่วโลกจะป้องกันการล้มได้ 400 ล้านครั้งจนถึงปี 2040 ประหยัดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุขได้ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 3.93 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่ม healthspan เฉลี่ยคนละ 5 เดือน

2.การออกกำลังกายเพื่อป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 

เบาหวานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและน้ำหนักตัวต่างจากชนิดที่ 1 ที่เป็นมาแต่กำเนิด จำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า จาก 187 ล้านคนในปี 1990 เป็น 560 ล้านคนในปี 2023 และมากกว่า 4 ใน 5 ของผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เพิ่มเร็วที่สุด 

รายงานพบว่าการเพิ่มการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพียง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะป้องกันผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ได้ 8.5 ล้านเคสจนถึงปี 2040 เพิ่ม productivity ได้ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ และประหยัดค่าสาธารณสุขได้ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เบาหวานกำลังโตเร็ว อย่างไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามรวมกัน จะป้องกันเคสรายใหม่ได้มากกว่า 272,000 เคส

3.การเข้าถึงเครื่องช่วยฟังเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม (dementia) 

เมื่อหูได้ยินไม่ชัด สมองต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อฟัง การมีส่วนร่วมทางสังคมก็ลดลง และความเสี่ยงสมองเสื่อมก็เพิ่มขึ้น ทั่วโลกมีคนราว 400 ล้านคนที่จะได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง แต่เข้าถึงจริงไม่ถึง 20% อุปสรรคหลักคือราคาที่เฉลี่ยสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อเครื่องในกลุ่มประเทศที่ศึกษา บวกกับการที่คนทั่วไปใช้เวลาเฉลี่ยถึง 9 ปีนับจากวันที่ตรวจพบว่าการได้ยินบกพร่องจนถึงวันที่เริ่มใช้เครื่องช่วยฟังจริง 

ช่องว่าง 9 ปีนี้เองคือช่วงเวลาทองที่หายไปในการป้องกันสมองเสื่อม รายงานคำนวณว่าการขยายการเข้าถึงเครื่องช่วยฟังจะป้องกันสมองเสื่อมได้ 2.4 ล้านเคส ประหยัดค่าสาธารณสุขได้มากกว่า 3.2 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มปีสุขภาพดีเฉลี่ยเคสละ 4 ปี ในเนเธอร์แลนด์ การลงทุนนี้คืนทุนได้ถึง 192% และในอังกฤษ 178% เฉพาะจากการลดเคสสมองเสื่อมอย่างเดียว

วงจรร้ายเริ่มตั้งแต่อายุ 30

มาตรการป้องกันทั้งสามอย่างเป็นเรื่องของวัยสูงอายุ แต่รายงานย้ำว่า longevity แตะทุกช่วงวัย และวงจรร้ายทางการเงินมักเริ่มก่อตัวตั้งแต่อายุ 30 ผ่านสิ่งที่เรียกว่า caregiving หรือภาระดูแลคนในครอบครัวแบบไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกเล็กหรือพ่อแม่ที่แก่และป่วย

การหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวเพียง 1 ปี เมื่อรวมกับผลของ gender pay gap หรือช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ จะลดเงินออมเพื่อการเกษียณของผู้หญิงคนหนึ่งลงเฉลี่ย 24% และถ้าหยุดงาน 5 ปี เงินออมเกษียณจะลดลงเกือบครึ่ง 

เหตุผลคือเงินออมเกษียณขึ้นกับรายได้สะสมตลอดชีวิต การหยุดงานช่วงอายุ 30 จึงทำให้พลาดทั้งเงินสมทบและดอกผลทบต้นในช่วงที่ควรเป็นฐานสำคัญที่สุด 

รายงานระบุว่า ทั่วโลกมีผู้หญิงกว่า 700 ล้านคนที่ถูกกันออกจากตลาดแรงงานเพราะภาระดูแล เทียบกับผู้ชาย 40 ล้านคน โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาในอินเดียที่ช่องว่างค่าจ้างกว้าง ผู้หญิงอาจมีเงินออมเกษียณต่ำกว่าผู้ชายถึง 42% จากการหยุดงาน 1 ปี และ 56% จากการหยุด 5 ปี

ตัวเลขของประเทศไทย

เมื่อกลับมาดูประเทศไทย ข้อมูลในรายงานสะท้อนภาพที่ทั้งน่ากังวลและมีโอกาส ไทยปรากฏอยู่ในแทบทุกตาราง และแต่ละตัวเลขบอกอะไรบางอย่าง

ด้านที่อยู่อาศัย ไทยอยู่ในกลุ่ม 20 จาก 21 ประเทศที่ค่าผ่อนบ้านหรือค่าเช่าเกิน 33% ของรายได้ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถือว่าแบกรับไหว ค่าผ่อนบ้านของไทยอยู่ที่ 148% และค่าเช่าที่ 99% ของรายได้ต่อเดือน หมายความว่าคนวัยทำงานต้องใช้รายได้เกือบทั้งเดือนไปกับที่อยู่อาศัย เหลือไม่มากพอจะออมไว้สำหรับวันที่แก่ลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น 55%

ด้านมาตรการป้องกัน ไทยจะได้ประโยชน์ชัดเจน 

  • การปรับบ้านป้องกันการล้มให้ประโยชน์สะสมแก่ไทยราว 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์จนถึงปี 2040 
  • การส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อลดเบาหวานชนิดที่ 2 จะประหยัดค่าสาธารณสุขราว 820 ล้านดอลลาร์ และเพิ่ม productivity อีกราว 840 ล้านดอลลาร์ 
  • ส่วนการเข้าถึงเครื่องช่วยฟังจะประหยัดค่าสาธารณสุขได้ราว 600 ล้านดอลลาร์ 

ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าโอกาสจากมาตรการ low-tech ที่ราคาถูกนั้นมีอยู่จริงสำหรับไทย ไม่ต้องรอเป็นประเทศแก่เต็มตัวก่อน

ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่รายงานระบุว่ายังไม่มี productivity ที่สูญเสียจาก ageism หรือการกีดกันด้วยอายุในที่ทำงาน เพราะมีการจ้างงานผู้สูงวัยเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งต่างจาก OECD ที่คาดว่าจะสูญ productivity เกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2025 ถึง 2040 

การที่ผู้สูงวัยไทยยังทำงานในสัดส่วนสูงจึงอาจสะท้อนทั้งการมีพื้นที่ให้ทำงานต่อ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องทำงานต่อ ไม่ได้แปลว่าไทยปลอดปัญหา ageism

ถ้ามีคนเสนอผลตอบแทน 12 เท่า ทำไมยังไม่มีใครคว้า

บทสรุปของรายงานตั้งคำถามว่า "ถ้ามีที่ปรึกษาการเงินเสนอผลตอบแทนการันตี 12 เท่า ทุกคนคงต่อคิวกันยาว ถ้ามีหน่วยงานสาธารณสุขที่สามารถเพิ่มปีสุขภาพดีให้ผู้สูงวัยหลายล้านคนพร้อมตัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์มากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ รัฐบาลก็ควรเคลียร์ตารางเพื่อทำมันทันที" แต่หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ทำไมผู้กำหนดนโยบายและนายจ้างยังขยับช้า

คำตอบที่รายงานเสนอคือ ระบบที่มีอยู่จัดการ longevity แบบแยกส่วน กระทรวงสาธารณสุขดูเรื่องสุขภาพ กองทุนบำนาญดูเรื่องเงินออม กระทรวงแรงงานดูเรื่องการจ้างงาน ต่างคนต่างทำ ไม่มีใครมองเห็นภาพรวมว่าการลงทุนปรับบ้านป้องกันการล้มในวันนี้ คือการประหยัดค่าบำนาญและค่ารักษาในอีก 15 ปีข้างหน้า ผลตอบแทนเหล่านี้จึงตกหล่นไปในรอยต่อระหว่างหน่วยงาน

ข้อเสนอของรายงานจึงเน้นที่การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่

  • การแต่งตั้ง 'รัฐมนตรี longevity' ที่มีอำนาจประสานงานข้ามกระทรวง 
  • การให้ caregiver credits หรือเครดิตชดเชยให้ผู้ที่หยุดงานมาดูแลครอบครัวยังสะสมสิทธิบำนาญต่อได้ 
  • การกำหนดให้การตรวจการได้ยินเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำตั้งแต่อายุ 50

อ้างอิง : The Longevity Dividend: The Business Case for Linking Health and Wealth

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เจาะลึกเซนเซอร์ BioActive ใน Galaxy Watch9 และ Ultra2 เซนเซอร์ที่อ่านสัญญาณเสี่ยงได้จากข้อมือ เบาหวาน สโตรก หัวใจ สมองเสื่อม

เจาะลึกเซนเซอร์สุขภาพของ Galaxy Watch9 และ Watch Ultra2 ที่อ่านสัญญาณเสี่ยง 4 กลุ่มโรค NCDs จากข้อมือ ทั้งดัชนี AGEs, ความดัน, สัดส่วนไขมัน และภาวะหยุดหายใจขณะหลับ พร้อมสเปก ราคาไท...

Responsive image

นักวิจัยสวิตเซอร์แลนด์พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทำฟัน’ ช่วยลดขั้นตอนการทำครอบฟัน

ลืมการทำครอบฟันแบบเดิมที่ต้องไปหาหมอหลายรอบไปได้เลย เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาเซิล สวิตเซอร์แลนด์ ได้พัฒนา ‘หุ่นยนต์ทันตกรรมขนาดจิ๋ว’ ที่กรอฟันได้อย่างแม่นยำตามแผน ช่วยให้หมอ...

Responsive image

จาก Life Span สู่ Health Span เมื่อเป้าหมายใหม่คือการแก่อย่างแข็งแรง กิน นอน ขยับตัว และมีกัลยาณมิตรจึงสำคัญ

เจาะลึกเวที SICMPH 2026 ถอดรหัส Wellness for All การบรรจบกันของเทคโนโลยีการแพทย์ ปัญญาประดิษฐ์ และเวชศาสตร์วิถีชีวิต เพื่อยืดช่วงเวลาสุขภาพดี รับมือสังคมผู้สูงอายุ และทางรอดระบบสาธ...