
จำนวนคนไทยอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังจะเพิ่มขึ้น 55% ระหว่างปี 2025 ถึง 2040 สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั้งโลกที่ 53% ตัวเลขนี้ฟังดูเป็นเรื่องประชากรศาสตร์ธรรมดา แต่ถ้าเราลองเอาตัวเลขนี้มาวางคู่กับอีกข้อมูล ภาพจะเปลี่ยนไปทันที
คนไทยทั่วไปต้องใช้รายได้ถึง 148% ของเงินเดือนต่อเดือนเพื่อผ่อนบ้าน และ 99% เพื่อจ่ายค่าเช่า เรากำลังแก่เร็วในขณะที่ยังสร้างความมั่งคั่งไม่ทัน
นี่คือหัวใจของรายงานฉบับล่าสุดจาก World Economic Forum (WEF) ที่ทำร่วมกับ Marsh บริษัทที่ปรึกษาด้านความเสี่ยงและประกันภัยระดับโลก ในชื่อ 'The Longevity Dividend: The Business Case for Linking Health and Wealth' รายงานเก็บข้อมูลจาก 21 ประเทศ และข้อสรุปของรายงาน 'เปลี่ยนเข้าใจเดิมที่เรามีต่อสังคมสูงวัย' พอสมควร

ที่ผ่านมาเรามักมองว่า longevity หรือเรื่องอายุยืน เป็นปัญหาเฉพาะของประเทศที่แก่แล้วอย่างญี่ปุ่น หรือไม่ก็เป็นโจทย์ของกองทุนบำนาญที่ต้องจ่ายเงินให้คนเกษียณจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ รายงานฉบับนี้บอกว่าทั้งสองมุมมองมองเห็นแค่ครึ่งเดียวของภาพ
WEF เสนอแนวคิด 'Longevity Spectrum' หรือเส้นต่อเนื่องของอายุยืน ที่บอกว่าทุกประเทศนั่งอยู่บนเส้นเดียวกัน ต่างกันแค่ตำแหน่ง บางประเทศมีประชากรแก่แล้วอย่างญี่ปุ่นที่อายุมัธยฐานอยู่ที่ 50 ปี บางประเทศยังหนุ่มสาวอย่างไนจีเรียที่อยู่ที่ 18 ปี แต่ทุกประเทศกำลังแก่ลงทั้งหมด
ที่น่าสนใจคือประเทศที่ยัง 'หนุ่มสาว' อย่างไนจีเรีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม กลับเป็นกลุ่มที่จำนวนผู้สูงอายุจะเพิ่มเร็วที่สุด และจะเจอช่วงเปลี่ยนผ่านที่ชันที่สุด เพราะประชากรแก่ขึ้นเร็วกว่าระบบที่สร้างมารองรับ
โจทย์ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า lifespan โตแซง healthspan ก่อนอื่นต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด
การมีชีวิตยืนยาวควรแปลว่าได้ใช้ชีวิตดีขึ้น แต่ความจริงที่กำลังเกิดขึ้นคือ คนเรากำลังเอาปีที่เพิ่มเข้ามาไปใช้กับการป่วยมากกว่าการมีสุขภาพดี ทุกปีที่ป่วยเพิ่มขึ้นคือค่ารักษาที่เพิ่มขึ้น การออกจากงานก่อนกำหนด และ productivity หรือผลิตภาพที่หายไป โดยมีบุคคล ครอบครัว นายจ้าง และรัฐบาลร่วมกันแบกต้นทุนนั้น
ประเด็นจริง ๆ ที่รายงานต้องการสื่อคือ สุขภาพกับการเงินเป็นระบบเดียวกันที่เกี่ยวพันกัน ไม่ใช่คนละเรื่อง คนที่สุขภาพดีมักมีค่ารักษาต่ำและออกจากงานน้อยกว่า จึงมีเสถียรภาพทางการเงิน ซึ่งทำให้มีเวลาและเงินกลับมาดูแลสุขภาพอีก กลายเป็น 'วงจรดี' (virtuous cycle)
ในทางกลับกัน สุขภาพแย่ทำให้ค่ารักษาสูงและต้องออกจากงาน นำไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเงิน ซึ่งบั่นทอนสุขภาพต่อไปอีก กลายเป็น 'วงจรร้าย' (vicious cycle) ที่หมุนวนลงเรื่อย ๆ
WEF และ Marsh คำนวณว่า มาตรการ low-tech หรือเทคโนโลยีพื้นฐานราคาถูกเพียง 3 อย่าง สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายของระบบสาธารณสุขทั่วโลกได้มากกว่า 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ และปลดล็อก productivity เพิ่มอีก 6.45 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2040
จุดที่ต้องเน้นคือทั้งสามมาตรการนี้ไม่ต้องรอเทคโนโลยีล้ำสมัยหรือการปฏิรูประบบครั้งใหญ่ ทุกอย่างพร้อมใช้แล้ววันนี้
การล้มเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บและการสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของผู้สูงวัย และเกือบหนึ่งในสามของคนอายุเกิน 65 ปีล้มภายในบ้านของตัวเอง วิธีแก้เป็นเรื่องพื้นฐาน แค่ติดราวจับในห้องน้ำ พรมกันลื่น ไฟ LED ที่มีเซนเซอร์จับการเคลื่อนไหว และราวบันได
รายงานคำนวณว่าการปรับบ้านแบบนี้ทั่วโลกจะป้องกันการล้มได้ 400 ล้านครั้งจนถึงปี 2040 ประหยัดค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุขได้ 5.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 3.93 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่ม healthspan เฉลี่ยคนละ 5 เดือน
เบาหวานที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและน้ำหนักตัวต่างจากชนิดที่ 1 ที่เป็นมาแต่กำเนิด จำนวนผู้ป่วยเบาหวานทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่า จาก 187 ล้านคนในปี 1990 เป็น 560 ล้านคนในปี 2023 และมากกว่า 4 ใน 5 ของผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เพิ่มเร็วที่สุด
รายงานพบว่าการเพิ่มการออกกำลังกายระดับปานกลาง เช่น เดิน ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ เพียง 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะป้องกันผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 รายใหม่ได้ 8.5 ล้านเคสจนถึงปี 2040 เพิ่ม productivity ได้ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ และประหยัดค่าสาธารณสุขได้ 8.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และเฉพาะกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เบาหวานกำลังโตเร็ว อย่างไทย อินโดนีเซีย และเวียดนามรวมกัน จะป้องกันเคสรายใหม่ได้มากกว่า 272,000 เคส
เมื่อหูได้ยินไม่ชัด สมองต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อฟัง การมีส่วนร่วมทางสังคมก็ลดลง และความเสี่ยงสมองเสื่อมก็เพิ่มขึ้น ทั่วโลกมีคนราว 400 ล้านคนที่จะได้ประโยชน์จากเครื่องช่วยฟัง แต่เข้าถึงจริงไม่ถึง 20% อุปสรรคหลักคือราคาที่เฉลี่ยสูงถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อเครื่องในกลุ่มประเทศที่ศึกษา บวกกับการที่คนทั่วไปใช้เวลาเฉลี่ยถึง 9 ปีนับจากวันที่ตรวจพบว่าการได้ยินบกพร่องจนถึงวันที่เริ่มใช้เครื่องช่วยฟังจริง
ช่องว่าง 9 ปีนี้เองคือช่วงเวลาทองที่หายไปในการป้องกันสมองเสื่อม รายงานคำนวณว่าการขยายการเข้าถึงเครื่องช่วยฟังจะป้องกันสมองเสื่อมได้ 2.4 ล้านเคส ประหยัดค่าสาธารณสุขได้มากกว่า 3.2 แสนล้านดอลลาร์ และเพิ่มปีสุขภาพดีเฉลี่ยเคสละ 4 ปี ในเนเธอร์แลนด์ การลงทุนนี้คืนทุนได้ถึง 192% และในอังกฤษ 178% เฉพาะจากการลดเคสสมองเสื่อมอย่างเดียว

มาตรการป้องกันทั้งสามอย่างเป็นเรื่องของวัยสูงอายุ แต่รายงานย้ำว่า longevity แตะทุกช่วงวัย และวงจรร้ายทางการเงินมักเริ่มก่อตัวตั้งแต่อายุ 30 ผ่านสิ่งที่เรียกว่า caregiving หรือภาระดูแลคนในครอบครัวแบบไม่ได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นการดูแลลูกเล็กหรือพ่อแม่ที่แก่และป่วย
การหยุดงานเพื่อดูแลครอบครัวเพียง 1 ปี เมื่อรวมกับผลของ gender pay gap หรือช่องว่างค่าจ้างระหว่างเพศ จะลดเงินออมเพื่อการเกษียณของผู้หญิงคนหนึ่งลงเฉลี่ย 24% และถ้าหยุดงาน 5 ปี เงินออมเกษียณจะลดลงเกือบครึ่ง
เหตุผลคือเงินออมเกษียณขึ้นกับรายได้สะสมตลอดชีวิต การหยุดงานช่วงอายุ 30 จึงทำให้พลาดทั้งเงินสมทบและดอกผลทบต้นในช่วงที่ควรเป็นฐานสำคัญที่สุด
รายงานระบุว่า ทั่วโลกมีผู้หญิงกว่า 700 ล้านคนที่ถูกกันออกจากตลาดแรงงานเพราะภาระดูแล เทียบกับผู้ชาย 40 ล้านคน โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาในอินเดียที่ช่องว่างค่าจ้างกว้าง ผู้หญิงอาจมีเงินออมเกษียณต่ำกว่าผู้ชายถึง 42% จากการหยุดงาน 1 ปี และ 56% จากการหยุด 5 ปี

เมื่อกลับมาดูประเทศไทย ข้อมูลในรายงานสะท้อนภาพที่ทั้งน่ากังวลและมีโอกาส ไทยปรากฏอยู่ในแทบทุกตาราง และแต่ละตัวเลขบอกอะไรบางอย่าง
ด้านที่อยู่อาศัย ไทยอยู่ในกลุ่ม 20 จาก 21 ประเทศที่ค่าผ่อนบ้านหรือค่าเช่าเกิน 33% ของรายได้ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ถือว่าแบกรับไหว ค่าผ่อนบ้านของไทยอยู่ที่ 148% และค่าเช่าที่ 99% ของรายได้ต่อเดือน หมายความว่าคนวัยทำงานต้องใช้รายได้เกือบทั้งเดือนไปกับที่อยู่อาศัย เหลือไม่มากพอจะออมไว้สำหรับวันที่แก่ลง ในขณะที่จำนวนผู้สูงอายุกำลังเพิ่มขึ้น 55%
ด้านมาตรการป้องกัน ไทยจะได้ประโยชน์ชัดเจน
ตัวเลขเหล่านี้บอกว่าโอกาสจากมาตรการ low-tech ที่ราคาถูกนั้นมีอยู่จริงสำหรับไทย ไม่ต้องรอเป็นประเทศแก่เต็มตัวก่อน
ไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศที่รายงานระบุว่ายังไม่มี productivity ที่สูญเสียจาก ageism หรือการกีดกันด้วยอายุในที่ทำงาน เพราะมีการจ้างงานผู้สูงวัยเพียงพออยู่แล้ว ซึ่งต่างจาก OECD ที่คาดว่าจะสูญ productivity เกือบ 5 แสนล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2025 ถึง 2040
การที่ผู้สูงวัยไทยยังทำงานในสัดส่วนสูงจึงอาจสะท้อนทั้งการมีพื้นที่ให้ทำงานต่อ และความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องทำงานต่อ ไม่ได้แปลว่าไทยปลอดปัญหา ageism
บทสรุปของรายงานตั้งคำถามว่า "ถ้ามีที่ปรึกษาการเงินเสนอผลตอบแทนการันตี 12 เท่า ทุกคนคงต่อคิวกันยาว ถ้ามีหน่วยงานสาธารณสุขที่สามารถเพิ่มปีสุขภาพดีให้ผู้สูงวัยหลายล้านคนพร้อมตัดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์มากกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ รัฐบาลก็ควรเคลียร์ตารางเพื่อทำมันทันที" แต่หลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ทำไมผู้กำหนดนโยบายและนายจ้างยังขยับช้า
คำตอบที่รายงานเสนอคือ ระบบที่มีอยู่จัดการ longevity แบบแยกส่วน กระทรวงสาธารณสุขดูเรื่องสุขภาพ กองทุนบำนาญดูเรื่องเงินออม กระทรวงแรงงานดูเรื่องการจ้างงาน ต่างคนต่างทำ ไม่มีใครมองเห็นภาพรวมว่าการลงทุนปรับบ้านป้องกันการล้มในวันนี้ คือการประหยัดค่าบำนาญและค่ารักษาในอีก 15 ปีข้างหน้า ผลตอบแทนเหล่านี้จึงตกหล่นไปในรอยต่อระหว่างหน่วยงาน
ข้อเสนอของรายงานจึงเน้นที่การทลายกำแพงระหว่างหน่วยงาน ตั้งแต่
อ้างอิง : The Longevity Dividend: The Business Case for Linking Health and Wealth
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด