ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 ที่ผ่านมา มีวงเสวนาที่น่าสนใจอย่างมากในหัวข้อ ไขปัญหาเชื้อดื้อยา เปิดผลลัพธ์ของการซื้อยากินเอง โดยเป็นการรวมตัวของ 3 ผู้เชี่ยวชาญจาก 3 วงการ เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาเชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance - AMR) ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นวิกฤตที่อาจทำให้การรักษาพยาบาลในอนาคตล้มเหลวได้

ดร.นพ.นิรุตต์ ประดับญาติ (Pfizer) เปิดประเด็นที่น่าตกใจว่า โลกไม่มีการค้นพบยากลุ่มปฏิชีวนะใหม่ๆ มาเกือบ 40 ปีแล้ว ยาตัวล่าสุดถูกค้นพบตั้งแต่ปี 1987 ปัจจุบันเราทำได้เพียงนำยาเดิมมาพัฒนาต่อยอด แต่ในขณะเดียวกันเชื้อโรคกลับวิวัฒนาการตัวเองหนีไปไกลกว่าเดิมมาก
คุณหมอนิรุตต์ย้ำว่า หากเชื้อดื้อยาพุ่งสูงขึ้น หัตถการทางการแพทย์ที่ดูเป็นเรื่องปกติอย่างการผ่าตัด การปลูกถ่ายอวัยวะ หรือการทำเคมีบำบัด จะมีความเสี่ยงสูงทันที เพราะเราจะไม่มียาที่สามารถควบคุมการติดเชื้อได้อีกต่อไป
ปัจจุบันวงการแพทย์จึงต้องหันมาพึ่งพา AI ในการช่วยสแกนโมเลกุลยาเพื่อเร่งการวิจัย และใช้เทคโนโลยีช่วยวินิจฉัยเชื้อให้เร็วขึ้น เพราะความล่าช้าเพียง 1 ชั่วโมงในการรักษาอาการติดเชื้อในกระแสเลือด อาจเพิ่มโอกาสการเสียชีวิตได้ถึง 9%

ทางด้าน ผศ.เภสัชกร แสง อุษยาพร (จุฬาฯ) เผยจุดที่น่ากังวลที่สุด คือคนไทยเรามักจะดูแลตัวเองด้วยความรู้สึก และความคุ้นเคยมากกว่าหลักการแพทย์ เมื่อหลายคนพอเริ่มรู้สึกเจ็บคอ มีน้ำมูก หรือมีไข้ต่ำ ๆ สิ่งแรกที่ทำคือการเดินไปซื้อยาที่เรียกติดปากว่ายาแก้อักเสบ หรือยาฆ่าเชื้อมากินเองทันที เพราะจำได้ว่าครั้งก่อนกินแล้วหาย หรือเพื่อนบอกว่าดี
แต่ในความจริงแล้ว อาการเจ็บคอหรือเป็นหวัดส่วนใหญ่กว่า 80% เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเหล่านั้นฆ่าไวรัสไม่ได้เลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือเรากำลังเอาสารเคมีเข้าไปทำลายสมดุลในร่างกายฟรี ๆ โดยเฉพาะกลุ่มจุลินทรีย์ตัวดีในลำไส้ที่คอยสร้างภูมิคุ้มกันให้เรา เมื่อจุลินทรีย์ดีตายลง ร่างกายเราก็อ่อนแอลง และส่งผลเสียระยะยาวต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด
ซ้ำร้ายกว่านั้น พฤติกรรมการกินยาที่คนส่วนใหญ่ทำคือ "กินแค่พอหาย" พอผ่านไป 2-3 วันเริ่มรู้สึกดีขึ้น เจ็บคอน้อยลง เราก็มักจะหยุดกินยาแล้วเก็บยาที่เหลือไว้กินครั้งหน้า หรือทิ้งไปเฉย ๆ นั่นทำให้เชื้อแบคทีเรียที่รอดชีวิตกลุ่มนี้แหละครับที่จะเรียนรู้วิธีสู้กับยา จดจำหน้าตาของอาวุธเรา และพัฒนาตัวเองจนกลายเป็น "เชื้อดื้อยา" ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม
ประเด็นที่อันตรายที่สุดคือ เชื้อที่ดื้อยาเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอยู่แค่ในตัวคนกินยาเท่านั้น แต่มันสามารถแพร่กระจายผ่านลมหายใจ การสัมผัส หรือการใช้ชีวิตร่วมกันไปสู่คนในครอบครัวและเพื่อนบ้านได้ นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า "ยาปฏิชีวนะคือยาของชุมชน" เพราะถ้าคุณสร้างเชื้อดื้อยาขึ้นมาในตัว วันหนึ่งลูกหลานหรือคนใกล้ชิดของคุณอาจจะติดเชื้อตัวนี้ไป แล้วกลายเป็นว่าพวกเขารักษาไม่หายด้วยยาปกติ ทั้งที่พวกเขาอาจจะเป็นคนที่ดูแลตัวเองดีมากและไม่เคยซื้อยากินเองเลยก็ตาม
ดังนั้น พฤติกรรมการกินยาที่ไม่ถูกต้องของเราเพียงคนเดียว จึงสามารถกลายเป็นภัยเงียบที่ทำร้ายคนทั้งชุมชนได้โดยที่เราไม่รู้ตัวครับ
ในมิติของเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี (เมืองไทยประกันชีวิต) ชี้ให้เห็นว่าประเด็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลถูกมองผ่านเลนส์ของความคุ้มค่าและความมั่นคงทางการเงิน เพราะในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงปีละประมาณ 10% ซึ่งสูงกว่าเงินเฟ้อทั่วไปหลายเท่าตัว และตัวแปรสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนี้พุ่งทะยานจนคุมยากก็คือ ปัญหาเชื้อดื้อยา
ความน่ากลัวในเชิงเศรษฐกิจคือ เมื่อร่างกายเราเกิดภาวะเชื้อดื้อยา ยาพื้นฐานราคาหลักร้อยที่เคยรักษาได้ผลจะกลายเป็นขยะทันที แพทย์จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขยับไปใช้ยากลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ซึ่งคุณหมอพีทเปรียบเทียบว่าเหมือนเราต้องเปลี่ยนจากการใช้ปืนธรรมดาไปใช้ "ขีปนาวุธ" ที่มีราคาสูงมหาศาลเพื่อมารบกับเชื้อโรคที่ฉลาดขึ้น ผลที่ตามมาคือค่าใช้จ่ายในบิลโรงพยาบาลจะพุ่งสูงขึ้นหลายเท่าตัวภายในระยะเวลาอันสั้น
นอกจากเรื่องราคายาแล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยายังทำให้เราต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลนานขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่กระทบต่อทั้ง Healthspan (ช่วงเวลาที่สุขภาพดี) และ Wealthspan (ช่วงเวลาที่การเงินมั่งคง) อย่างรุนแรง
เพราะการมีชีวิตที่ยืนยาวจะไร้ความหมายทันที หากเราต้องนำเงินออมที่เก็บมาทั้งชีวิตไปจ่ายทิ้งให้กับค่าห้องและค่ารักษาพยาบาลที่บานปลายเพียงเพราะร่างกายดื้อยา คุณหมอจึงย้ำว่าการเตรียมตัวด้วยประกันสุขภาพเพื่อเข้าถึงการรักษาที่ "เร็วและดีพอ" ตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญ เพราะจะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อดื้อยาจากการนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน และช่วยรักษาความมั่งคั่งให้เราได้ใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีคุณภาพจริง ๆ
บทสรุปสุดท้ายจากวงเสวนานี้ไม่ได้จบลงแค่เรื่องของการกินยา แต่คือการย้ำเตือนให้เรามองย้อนกลับมาที่สมดุลระหว่างสุขภาพและความมั่งคั่ง เพราะในโลกที่นวัตกรรมยาใหม่ ๆ เดินตามหลังการพัฒนาของเชื้อโรค พฤติกรรมเล็กน้อยอย่างการไม่ซื้อยากินเองและการใช้ยาให้ครบตามคำสั่งแพทย์ จึงไม่ใช่แค่การรักษาตัวเอง แต่มันคือการรักษาอาวุธชิ้นสุดท้ายของมวลมนุษย์ไว้ให้ยังมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
การมีชีวิตที่ยืนยาวกว่าร้อยปีจะไร้ความหมายทันที หากเราต้องใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายไปกับการรักษาตัวนาน ๆ ในโรงพยาบาลด้วยโรคที่ยาปกติรักษาไม่ได้ ซึ่งนอกจากจะบั่นทอนความสุขแล้ว ยังอาจทำให้เงินออมทั้งชีวิตมลายหายไปกับค่ารักษาที่แพงขึ้นหลายเท่าตัว
ดังนั้นการสร้าง Healthspan ที่แข็งแรงควบคู่ไปกับ Wealthspan ที่มั่นคง จึงต้องเริ่มจากการมีสติในการดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้เราทุกคนอยู่รอด และอยู่ดีไปด้วยกันในอนาคต
ข้อมูลจาก Session: ไขปัญหา "เชื้อดื้อยา" เปิดผลลัพธ์ของการซื้อยากินเอง ในงาน Techsauce Healthspan Festival 2026 โดย ผศ.เภสัชกร แสง อุษยาพร, ดร.นพ.นิรุตต์ ประดับญาติ, นพ.วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด