สรุปเทรนด์ Biomanufacturing เศรษฐกิจยุคใหม่ที่จีนครองตลาดโลกกว่า 70%

บนเวทีเสวนาหัวข้อ Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน Summer Davos ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 3 ท่าน ได้แก่ Joy Y. Zhang นักสังคมวิทยาจาก University of Kent ในฐานะผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย Janka Oertel นักวิเคราะห์นโยบายจาก European Council on Foreign Relations และ Massimo Portincaso ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Arsenale Bioyards ได้ร่วมกันชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลก

นั่นคือ Biomanufacturing ที่เป็นการปฏิวัติการผลิตครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งนี้กำลังจะเป็นตัวตัดสินว่าในอนาคต ประเทศใดจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และประเทศใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

จุดเปลี่ยนเมื่อวิทยาศาสตร์ผสานกับปัญญาประดิษฐ์

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Biomanufacturing หรือการผลิตทางชีวภาพ คือการนำสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างจุลินทรีย์ ยีสต์ หรือแบคทีเรีย มาทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสิ่งของต่าง ๆ แทนการพึ่งพาสารเคมีจากปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม 

ความน่าตื่นเต้นคือเมื่อเทคโนโลยีนี้ผนึกกำลังกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มันสามารถเนรมิตสิ่งที่เคยฟังดูเป็นจินตนาการให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่น การทำให้คอนกรีตสามารถเติบโตได้เอง การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นปุ๋ย หรือแม้แต่การผลิตอาหารโดยไม่ต้องง้อพื้นที่ฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาช่วยแก้วิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบางของโลกในปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อวิทยาศาสตร์แขนงนี้มีมานานกว่า 40 ปีแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาได้รับความสนใจอย่างจริงจังในตอนนี้ คำตอบคือเรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญที่คลื่นยักษ์สองลูกมาบรรจบกัน นั่นคือการปฏิวัติ AI และการปฏิวัติพลังงาน ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกให้งานวิจัยราคาแพงที่เคยทำได้แค่ในห้องทดลอง สามารถขยายสเกลการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้จริงในตลาดโลกเป็นครั้งแรก

หัวใจสำคัญของการก้าวกระโดดครั้งนี้อยู่ที่เทคโนโลยี AI ทว่าการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในโลกของความเป็นจริงนั้น ไม่สามารถนำไปสวมทับกับระบบเดิมได้ทันที เพราะระบบเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาลในการเรียนรู้ แนวคิดนี้เรียกว่าการพัฒนาที่นำด้วยปัญญา (Intelligence-led development) ซึ่งหมายความว่างานที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่การคิดค้นสูตรทางชีวภาพใหม่ ๆ แต่คือการสร้างฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่สามารถผลิตข้อมูลออกมาป้อนให้กับระบบ AI ทางอุตสาหกรรมชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง

สมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ในเศรษฐกิจหลังยุคฟอสซิล

เมื่อประเด็นนี้ก้าวข้ามขอบเขตของวิทยาศาสตร์ไปสู่มิติทางภูมิรัฐศาสตร์เต็มตัว การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดเงินทางธุรกิจ แต่คือการแย่งชิงตั๋วใบสำคัญสู่การเป็นผู้นำในเศรษฐกิจหลังยุคฟอสซิล ปัจจุบัน ประเทศจีน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยการครองกำลังการผลิตของโลกไปแล้วถึง 70% โดยรัฐบาลจีนได้วางยุทธศาสตร์ด้านนี้ควบคู่กับ AI ไว้ใจกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 พร้อมทั้งประกาศรายชื่อผลิตภัณฑ์เรือธง 35 รายการ และคัดเลือกบริษัทหลายแห่งเข้ามาสร้างโรงงานนำร่องอย่างจริงจัง ข้อได้เปรียบที่สำคัญของจีนคือการที่รัฐเข้าใจถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมใหม่ และสามารถสร้างระบบขึ้นมาได้โดยไม่ต้องเป็นตัวประกันของกลุ่มทุนพลังงานดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศฝั่งตะวันตกเลียนแบบได้ยาก

  • ในขณะเดียวกัน สหรัฐอเมริกา แม้จะยังมีบทบาทสำคัญ แต่กลับกำลังเผชิญปัญหาการขาดวิสัยทัศน์ในยุคหลังฟอสซิลและขาดทักษะการผลิตขั้นพื้นฐาน แม้แต่ความพยายามในการรื้อฟื้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมก็ยังทำได้ล่าช้า
  • ส่วนทางฝั่ง ยุโรป นั้นเรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของนวัตกรรมและสตาร์ทอัพที่เก่งกาจ ทว่ามักจะตกม้าตายด้วยกรอบการทำงานของภาครัฐที่เชื่องช้าและไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความเร่งด่วน 

สิ่งที่น่าจับตามองคือกลุ่มประเทศอย่าง บราซิลและอินเดีย ที่กำลังลงทุนอย่างหนักโดยอาศัยจุดแข็งด้านความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบทางการเกษตร พลังงานหมุนเวียน และรากฐานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยา ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก

ระวังหลุมพรางสุสาน Biomanufacturing

เมื่อพูดถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือผลิตภัณฑ์กลุ่มไหนที่มีศักยภาพสูงสุด ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือคำถามที่อันตรายและอาจพานักลงทุนไปจบลงที่ "สุสาน Biomanufacturing" ได้ง่าย ๆ 

ความผิดพลาดคลาสสิกของวงการนี้คือความพยายามที่จะเริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าปริมาณมหาศาลในราคาถูก อย่างเช่นกลุ่มสารตั้งต้นพลาสติก เพื่อไปแข่งขันกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สั่งสมความได้เปรียบด้านการประหยัดต่อขนาดมานับร้อยปีจนสามารถกดราคาลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 ถึง 2 ยูโร ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่แทบจะเอาชนะไม่ได้

กลยุทธ์ที่ถูกต้องจึงควรเปรียบเสมือนการเริ่มต้นของ Tesla ที่ไม่สามารถเปิดตัวด้วยรถยนต์รุ่นแมสอย่าง Model 3 ได้ตั้งแต่แรก แต่ต้องเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีมูลค่าสูงก่อน ซึ่งจากการเสวนาได้คำตอบว่า กลุ่มที่มีศักยภาพทำกำไรได้จริงในระยะเริ่มต้นคือสารให้กลิ่นและรสชาติ (เทอร์พีน) เพปไทด์ และโปรตีนเฉพาะกลุ่ม

เมื่อกิจการมีความมั่นคงและขยายสเกลได้แล้ว จึงค่อยขยับไปสู่ตลาดแมส เพราะคอขวดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือความท้าทายในการขยายสเกลการผลิตให้ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นภาระของเอกชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะได้แค่นวัตกรรมเครื่องสำอางหรือยาชั้นดี แต่ไม่อาจแก้ปัญหาใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่างการขาดแคลนอาหารหรือการลดปริมาณคาร์บอนได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดความคุ้มทุนในระยะยาว

5 เสาหลักแห่งระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่

การจะยืนหยัดและประสบความสำเร็จในสมรภูมินี้ได้ องค์ประกอบสำคัญต้องมองให้เป็นภาพใหญ่ของระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน 

  1. เริ่มต้นจากการมี Patient capital เพราะการวิจัย เจาะตลาด และท้าทายเจ้าตลาดเดิมนั้นต้องใช้เวลายาวนาน 
  2. การเข้าถึงพลังงานราคาที่แข่งขันได้ เพื่อหล่อเลี้ยงโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 
  3. การหาแหล่งวัตถุดิบชีวภาพ ที่ต้องบริหารจัดการไม่ให้ไปแย่งชิงทรัพยากรกับภาคการผลิตอาหาร 
  4. สร้างโครงสร้างอุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ทั้งระบบ ที่เป็นการผนึกกำลังกันระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการสนับสนุนจากภาครัฐในระดับภูมิภาค
  5. เสาหลักต้นสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือ พลังการประมวลผลและ AI ในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อใช้ในการเรียนรู้ พัฒนากระบวนการผลิต และลดอัตราความล้มเหลว 

ข้อมูลจากการเสวนาครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Biomanufacturing ไม่ใช่พื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับประเทศมหาอำนาจที่ร่ำรวยเท่านั้น แต่มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมเส้นทางการพัฒนาของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาให้สามารถสร้างฐานการผลิตของตนเองและยกระดับขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบราซิลและอินเดียที่กำลังใช้จุดแข็งด้านผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอด ซึ่งนี่คือโจทย์ข้อใหญ่สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่มีของเหลือใช้ทางการเกษตรมหาศาล หากเราไม่สามารถก้าวเดินได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เปรียบเสมือนการนำตัวต่อเลโก้ของแต่ละประเทศมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่ลงตัวและสร้างระบบอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น

บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจาก 5 ปี เหลือ 5 วัน เมื่อเทคโนโลยีถอดรหัสจีโนมพร้อมแล้ว โจทย์ต่อไปคือระบบที่เชื่อมทุกคนเข้าด้วยกัน

เทคโนโลยีถอดรหัสพันธุกรรมย่นเวลาวินิจฉัยโรคหายากจากหลายปีเหลือไม่กี่วันได้แล้ว สรุปเวทีเสวนาโรคหายากใน Techsauce Global Summit 2026 จากจุฬาฯ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแอสตร้าเซนเนก...

Responsive image

สรุป 15 Key Takeaways จากรมว.สาธารณสุข กับทิศทาง Healthspan และอนาคตการดูแลสุขภาพ

สรุปสปีชจากคุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บนเวที Techsauce Global Summit 2026...

Responsive image

จีนทำสำเร็จครั้งแรกของโลก ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเพาะจาก iPSC ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้นเกือบเท่าตัว ไม่พบเนื้องอก

ทีมแพทย์จีนเผยผลทดลอง HEAL-CHF ในวารสาร Nature Medicine ฉีดเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจาก iPSC เข้าหัวใจผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวขั้นรุนแรง ผู้ป่วย 9 ใน 10 อาการดีขึ้นที่ 12 เดือน เดินได้ไกลขึ้...