บนเวทีเสวนาหัวข้อ Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน Summer Davos ปี 2026 ผู้เชี่ยวชาญระดับโลก 3 ท่าน ได้แก่ Joy Y. Zhang นักสังคมวิทยาจาก University of Kent ในฐานะผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วย Janka Oertel นักวิเคราะห์นโยบายจาก European Council on Foreign Relations และ Massimo Portincaso ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Arsenale Bioyards ได้ร่วมกันชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของโลก
นั่นคือ Biomanufacturing ที่เป็นการปฏิวัติการผลิตครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งนี้กำลังจะเป็นตัวตัดสินว่าในอนาคต ประเทศใดจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และประเทศใดจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

หากอธิบายให้เข้าใจง่าย Biomanufacturing หรือการผลิตทางชีวภาพ คือการนำสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอย่างจุลินทรีย์ ยีสต์ หรือแบคทีเรีย มาทำหน้าที่เป็นโรงงานผลิตสิ่งของต่าง ๆ แทนการพึ่งพาสารเคมีจากปิโตรเลียมหรือเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม
ความน่าตื่นเต้นคือเมื่อเทคโนโลยีนี้ผนึกกำลังกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มันสามารถเนรมิตสิ่งที่เคยฟังดูเป็นจินตนาการให้เกิดขึ้นจริงได้ เช่น การทำให้คอนกรีตสามารถเติบโตได้เอง การเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นปุ๋ย หรือแม้แต่การผลิตอาหารโดยไม่ต้องง้อพื้นที่ฟาร์มขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะมาช่วยแก้วิกฤตห่วงโซ่อุปทานที่เปราะบางของโลกในปัจจุบัน
หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อวิทยาศาสตร์แขนงนี้มีมานานกว่า 40 ปีแล้ว ทำไมเพิ่งจะมาได้รับความสนใจอย่างจริงจังในตอนนี้ คำตอบคือเรากำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญที่คลื่นยักษ์สองลูกมาบรรจบกัน นั่นคือการปฏิวัติ AI และการปฏิวัติพลังงาน ซึ่งเข้ามาช่วยปลดล็อกให้งานวิจัยราคาแพงที่เคยทำได้แค่ในห้องทดลอง สามารถขยายสเกลการผลิตในระดับอุตสาหกรรมด้วยต้นทุนที่แข่งขันได้จริงในตลาดโลกเป็นครั้งแรก
หัวใจสำคัญของการก้าวกระโดดครั้งนี้อยู่ที่เทคโนโลยี AI ทว่าการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในโลกของความเป็นจริงนั้น ไม่สามารถนำไปสวมทับกับระบบเดิมได้ทันที เพราะระบบเหล่านี้จำเป็นต้องใช้ข้อมูลมหาศาลในการเรียนรู้ แนวคิดนี้เรียกว่าการพัฒนาที่นำด้วยปัญญา (Intelligence-led development) ซึ่งหมายความว่างานที่ท้าทายที่สุดไม่ใช่แค่การคิดค้นสูตรทางชีวภาพใหม่ ๆ แต่คือการสร้างฮาร์ดแวร์และโครงสร้างพื้นฐานรูปแบบใหม่ที่สามารถผลิตข้อมูลออกมาป้อนให้กับระบบ AI ทางอุตสาหกรรมชีวภาพได้อย่างต่อเนื่อง
เมื่อประเด็นนี้ก้าวข้ามขอบเขตของวิทยาศาสตร์ไปสู่มิติทางภูมิรัฐศาสตร์เต็มตัว การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องของเม็ดเงินทางธุรกิจ แต่คือการแย่งชิงตั๋วใบสำคัญสู่การเป็นผู้นำในเศรษฐกิจหลังยุคฟอสซิล ปัจจุบัน ประเทศจีน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างเบ็ดเสร็จด้วยการครองกำลังการผลิตของโลกไปแล้วถึง 70% โดยรัฐบาลจีนได้วางยุทธศาสตร์ด้านนี้ควบคู่กับ AI ไว้ใจกลางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีฉบับที่ 14 พร้อมทั้งประกาศรายชื่อผลิตภัณฑ์เรือธง 35 รายการ และคัดเลือกบริษัทหลายแห่งเข้ามาสร้างโรงงานนำร่องอย่างจริงจัง ข้อได้เปรียบที่สำคัญของจีนคือการที่รัฐเข้าใจถึงความจำเป็นของอุตสาหกรรมใหม่ และสามารถสร้างระบบขึ้นมาได้โดยไม่ต้องเป็นตัวประกันของกลุ่มทุนพลังงานดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศฝั่งตะวันตกเลียนแบบได้ยาก
สิ่งที่น่าจับตามองคือกลุ่มประเทศอย่าง บราซิลและอินเดีย ที่กำลังลงทุนอย่างหนักโดยอาศัยจุดแข็งด้านความอุดมสมบูรณ์ของวัตถุดิบทางการเกษตร พลังงานหมุนเวียน และรากฐานที่แข็งแกร่งในอุตสาหกรรมยา ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะผงาดขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก
เมื่อพูดถึงการต่อยอดเชิงพาณิชย์ คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือผลิตภัณฑ์กลุ่มไหนที่มีศักยภาพสูงสุด ทว่าในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือคำถามที่อันตรายและอาจพานักลงทุนไปจบลงที่ "สุสาน Biomanufacturing" ได้ง่าย ๆ
ความผิดพลาดคลาสสิกของวงการนี้คือความพยายามที่จะเริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าปริมาณมหาศาลในราคาถูก อย่างเช่นกลุ่มสารตั้งต้นพลาสติก เพื่อไปแข่งขันกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่สั่งสมความได้เปรียบด้านการประหยัดต่อขนาดมานับร้อยปีจนสามารถกดราคาลงเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1 ถึง 2 ยูโร ซึ่งถือเป็นโจทย์ที่แทบจะเอาชนะไม่ได้
กลยุทธ์ที่ถูกต้องจึงควรเปรียบเสมือนการเริ่มต้นของ Tesla ที่ไม่สามารถเปิดตัวด้วยรถยนต์รุ่นแมสอย่าง Model 3 ได้ตั้งแต่แรก แต่ต้องเริ่มต้นจากผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีมูลค่าสูงก่อน ซึ่งจากการเสวนาได้คำตอบว่า กลุ่มที่มีศักยภาพทำกำไรได้จริงในระยะเริ่มต้นคือสารให้กลิ่นและรสชาติ (เทอร์พีน) เพปไทด์ และโปรตีนเฉพาะกลุ่ม
เมื่อกิจการมีความมั่นคงและขยายสเกลได้แล้ว จึงค่อยขยับไปสู่ตลาดแมส เพราะคอขวดที่แท้จริงของอุตสาหกรรมนี้จึงไม่ใช่เรื่องของวิทยาศาสตร์ แต่คือความท้าทายในการขยายสเกลการผลิตให้ทำซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ หากปล่อยให้เรื่องนี้เป็นภาระของเอกชนเพียงฝ่ายเดียว เราก็จะได้แค่นวัตกรรมเครื่องสำอางหรือยาชั้นดี แต่ไม่อาจแก้ปัญหาใหญ่ระดับมนุษยชาติอย่างการขาดแคลนอาหารหรือการลดปริมาณคาร์บอนได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ภาครัฐต้องยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนให้เกิดความคุ้มทุนในระยะยาว
การจะยืนหยัดและประสบความสำเร็จในสมรภูมินี้ได้ องค์ประกอบสำคัญต้องมองให้เป็นภาพใหญ่ของระบบนิเวศที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน
ข้อมูลจากการเสวนาครั้งนี้ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Biomanufacturing ไม่ใช่พื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับประเทศมหาอำนาจที่ร่ำรวยเท่านั้น แต่มันคือโอกาสครั้งสำคัญที่จะพลิกโฉมเส้นทางการพัฒนาของประเทศในกลุ่มกำลังพัฒนาให้สามารถสร้างฐานการผลิตของตนเองและยกระดับขึ้นไปสู่จุดที่สูงกว่าในห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือบราซิลและอินเดียที่กำลังใช้จุดแข็งด้านผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอด ซึ่งนี่คือโจทย์ข้อใหญ่สำหรับประเทศไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมที่มีของเหลือใช้ทางการเกษตรมหาศาล หากเราไม่สามารถก้าวเดินได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ทางออกที่ดีที่สุดคือการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน เปรียบเสมือนการนำตัวต่อเลโก้ของแต่ละประเทศมาประกอบเข้าด้วยกัน เพื่อหาจุดเชื่อมโยงที่ลงตัวและสร้างระบบอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งขึ้น
บทความนี้เรียบเรียงจากเซสชัน Why Biomanufacturing Is a Big Deal ในงาน World Economic Forum (Summer Davos 2026) ณ เมืองต้าเหลียน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด