ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence หรือ AI) เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการพูดถึงมากที่สุดในปัจจุบัน ด้วยความสามารถที่หลากหลายของ AI ตั้งแต่การทำงานง่ายๆ ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังงานต่างๆ มากมาย ตั้งแต่การระบุอีเมลสแปม ไปจนถึงการช่วยให้คนขับรถ Uber สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดของผู้ใช้บริการ

เป็นที่ทราบกันดีว่าแวดวงการแพทย์มีการจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาล คุณประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมสำหรับวงการแพทย์ของ AI คือการวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ยุคสมัยของ Big data ในด้านการแพทย์เริ่มจากการใช้ระบบเวชระเบียนผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมโยงและผสานข้อมูลบนเครือข่ายต่างๆ และการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้เป็นรูปแบบดิจิทัลทั้งหมด ปัจจุบัน สถานพยาบาลต่างๆ กำลังมองหาวิธีที่จะใช้ประโยชน์จาก AI เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการดำเนินงานและการดูแลรักษาผู้ป่วย

Frost & Sullivan รายงานว่าตลาด AI ด้านการดูแลสุขภาพจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 40% ในปี 2564 เพราะ AI มีศักยภาพในการเพิ่มผลลัพธ์ในการดูแลสุขภาพได้ถึง 30-40% อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงได้ครึ่งหนึ่ง

สำหรับประเทศไทย ภาครัฐมีนโยบายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแพทย์ (Medical Hub) ของเอเชีย ข้อมูลสถิติทางการระบุว่าประเทศไทยมีจำนวนสถานพยาบาลทั่วประเทศ 1,355 แห่งในขณะที่ผลสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ  พบว่าประเทศไทยมีโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชน 347 แห่ง การดำเนินกิจการในโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจของประเทศถึง 99,427 ล้านบาท (ข้อมูลปี 2559) จากการสำรวจพบว่าโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนจำนวน120 แห่ง หรือร้อยละ 34.6 รายงานว่าใช้อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย

ภาพโดย rawpixel

นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมการใช้งาน AI ในอุตสาหกรรมสุขภาพในกลุ่มประเทศอาเซียนโดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ยังระบุว่าการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุทำให้ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น และมีความต้องการการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพิ่มมากขึ้นด้วย รายงานยังพบว่า การลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ในอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศไทยในปี 2560 มีมูลค่า 162.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการลงทุนด้าน AI และอนาไลติกส์ 1.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2563 จะมีการลงทุนด้านICT ของอุตสาหกรรมสุขภาพเป็นมูลค่า 198.67 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เป็นการลงทุนด้าน AI และอนาไลติกส์ 12.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ข้อมูลเหล่านี้เป็นการตอกย้ำความต้องการใช้งาน AI ในวงการสุขภาพของไทยได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะนำมาใช้ในด้านที่เกี่ยวกับการวินิจฉัยและรักษา เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การใช้สินทรัพย์ของโรงพยาบาล และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ที่มารับบริการ การเพิ่มคุณภาพในการผลิต วิจัย และพัฒนายา การวิเคราะห์ความเสี่ยง ระบบสินไหมทดแทนอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งระบบ Machine Learning สำหรับการซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน

AI ได้รับการใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้นในวงการด้านการดูแลสุขภาพ เช่น

  • ศูนย์โรคมะเร็งขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใช้ AI เพื่อขับเคลื่อนโมบายแอพบริการดูแลผู้ป่วยที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพของอาหารและที่พักอาศัย
  • Mount Sinai Health System ใช้ AI เพื่อค้นหาอาการที่ไม่เคยตรวจพบมาก่อนในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • มีการใช้ Google AI ในการตรวจสอบดวงตาของผู้ป่วย เพื่อตรวจดูว่ามีอาการผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดหรือไม่
  • มีการใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยเหลือพยาบาล ในการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยที่เคลื่อนไหวไม่สะดวก

กรณีการใช้งานเหล่านี้อาจฟังดูน่าตื่นเต้น แต่สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ AI จะสามารถช่วยการดำเนินธุรกิจได้อย่างไร

AI กับมนุษย์

AI และเทคโนโลยีทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง จะทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ ในทางธุรกิจ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่นเพิ่มความสะดวกในการจัดสรรบุคลากรในสถานพยาบาลเพื่อให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีเวลามากขึ้นในการดูแลรักษาผู้ป่วย และให้คำปรึกษา แทนที่จะต้องเสียเวลากับงานธุรการ เมื่อมีการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม ก็จะส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างเต็มที่

หากเราคิดถึงแชทบ็อท (Chatbot) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ AI ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในสำนักงานด้วยระบบอัตโนมัติ ทุกวันนี้แชทบ็อทสามารถให้คำแนะนำได้รวดเร็วกว่าการค้นหาข้อมูลด้วยคนถึง 20% ด้วยการใช้วิธีวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ AI สามารถให้ความช่วยเหลือในงานด้านต่างๆ ของสถานพยาบาล เช่น

  • Supply Chain: ในเรื่องของซัพพลายเชน AI จะช่วยตอบคำถามของพนักงานเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ตรวจสอบติดตามวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ยังไม่ได้ใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดจำนวนสต็อกส่วนเกิน  นอกจากนี้ยังช่วยลดระยะเวลาที่ต้องใช้ในการค้นหาวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยการระบุตำแหน่งที่ตั้ง และจัดการเกี่ยวกับการสั่งซื้อและการจัดส่งโดยอัตโนมัติ
  • บริการตนเอง: ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์พยายามมองหาหนทางที่จะเพิ่มความสะดวกให้กับงานธุรการ เทคโนโลยี AI เป็นวิธีที่รวดเร็วและถูกต้องในการขับเคลื่อนงานบริการตนเอง (self-service) ระหว่างแผนกต่างๆ ช่วยให้บุคลากรเหล่านี้สามารถทุ่มเทเวลาให้กับการดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ด้วยการใช้ AI เพื่อทำสิ่งต่างๆ เช่น ตอบข้อซักถามของพนักงานแต่ละคนได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนวันลาหยุดที่เหลืออยู่ ไปจนถึงตารางวันหยุดต่างๆ ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • การเงิน: AI ช่วยฝ่ายบัญชีของโรงพยาบาลโดยการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการชำระเงิน การตรวจสอบการชำระเงิน การระบุรูปแบบใบแจ้งหนี้ และอื่นๆ  การใช้ AI เพื่อทำงานประจำที่ไม่ซับซ้อน ช่วยให้ผู้บริหารฝ่ายการเงินมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้น เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ในทางปฏิบัติเพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับฝ่ายการเงินแล้ว ยังช่วยให้ฝ่ายการเงินมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นต่อการดำเนินงานทั้งหมด แทนที่จะดูแลเพียงแค่การเงินและบัญชีในลักษณะเดิมๆ
  • สิ่งแวดล้อม: ผู้ป่วยต้องการการรักษาพยาบาลและบรรยากาศที่สงบเงียบเพื่อการพักฟื้น AI จะช่วยบำรุงรักษาอุปกรณ์ภายในโรงพยาบาล ด้วยการประสานงานเกี่ยวกับตารางเวลาของงานบำรุงรักษาที่ทำเป็นประจำ และจัดหาข้อมูลที่จำเป็นให้แก่พนักงานเพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดเวลาหยุดทำงานของระบบและอุปกรณ์ต่างๆ และไม่สร้างความรำคาญใจให้แก่ผู้ป่วย

ปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่จำเป็นเพื่อให้การรักษาพยาบาลประสบผลสำเร็จ หากผู้ป่วยมีประสบการณ์แง่ลบเกี่ยวกับโรงพยาบาล ก็จะส่งผลให้คะแนนความพึงพอใจอยู่ในระดับต่ำ ภายใต้แนวทางการประเมินคุณภาพบริการสำหรับผู้ป่วย Hospital Consumer Assessment of Healthcare Providers and Systems (HCAHPS) และส่งผลกระทบต่อการความคุ้มค่ากับคุณประโยชน์ที่ได้รับ

AI ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในแวดวงการแพทย์และผู้บริหารระดับสูงในโรงพยาบาล รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องเรื่องการดูแลสุขภาพทั่วโลก บุคคลเหล่านี้จำเป็นจะต้องคิดอย่างรอบคอบในการตัดสินใจจัดซื้อเทคโนโลยีที่ช่วยให้สามารถแข่งขันได้ในอนาคต มีความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นมากมายในประเด็นที่ว่าเทคโนโลยี AI รูปแบบใดจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และ “พร้อมรองรับอนาคต” เมื่อเทคโนโลยีมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง จริงอยู่ว่าโรงพยาบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องจะต้องระมัดระวังในการใช้งบประมาณไปกับการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่การไม่ตัดสินใจเลยก็ก่อให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายยิ่งกว่า แม้ว่าการตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยีนี้มีความเสี่ยงสูง แต่ก็อาจนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว

พลังของ AI ในแวดวงการแพทย์เพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้น และยังมีความเป็นไปได้อีกมากมายอย่างไม่รู้จบ โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือการเพิ่มศักยภาพให้แก่สถานพยาบาลและบุคลากร กล่าวโดยสรุปก็คือ AI มีอยู่ทุกที่ และถึงเวลาแล้วที่จะเริ่มต้นลงทุนในเทคโนโลยีนี้และใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บทความโดย นายเวสเลย์ โคววาสกี, หัวหน้าประจำภูมิภาคอาเซียน, อินโฟร์

 

ภาพ Cover โดย www.eahsn.org

RELATED ARTICLE

Responsive image

BaseConf2020 อีกหนึ่งหมุดหมายของ Tech Conference ระดับภูมิภาคครั้งใหญ่ที่สุดของ Iskandar Malaysia

Techsauce Global Summit ร่วมกับ START Malaysia จัด BaseConf2020 งาน Tech Conference ระดับภูมิภาคครั้งใหญ่ที่สุดของ Iskandar Malaysia พื้นที่เศรษฐกิจพิเศษในรัฐยะโฮร์บาห์รู (Johor Ba...

Responsive image

AIS จับมือ SCG และ ม.อ. นำร่องใช้ 5G ในโรงงานอุตสาหกรรมจริง

ก้าวย่างสำคัญด้านเทคโนโลยีของประเทศ เมื่อ 2 องค์กรชั้นนำ AIS และ SCG พร้อมด้วย ภาคการศึกษา มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ ผนึกกำลังร่วมทดลองทดสอบการใช้งานจริง 5G ในภาคอุตสาหกรรมได้สำเร็...

Responsive image

Xiaomi ลุยจัดตั้งบริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคขยายฐานธุรกิจในเขต ‘ฉงชิ่ง’ ประเทศจีน

Xiaomi หันมาลงทุนด้านบริษัทสินเชื่อเพื่อผู้บริโภคเริ่มต้นลุยขยายฐานธุรกิจในเขต ‘ฉงชิ่ง’ ประเทศจีน พร้อมผู้ร่วมลงทุน Chongqing Rural Commercial Bank (CRCB) และอีกสามบริษัทที่อยู่ในเ...