เราอาจจะคุ้นตาบริษัทเหล่านี้อยู่บ้าง พวกเขาเติบโตก้าวกระโดดในระยะ 10 ปี ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงบริษัทระดับแนวหน้าที่มีบทบาทในการผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในทศวรรษที่ผ่านมานี้

ในช่วงต้นทศวรรษ จังหวะที่อเมริกากำลังฟื้นตัวจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอยู่ ซึ่งหนังเรื่อง Social Network ก็ยังไม่ถูกสร้างและคำว่า “ยูนิคอร์น” ก็ยังไม้ถือกำเนิดขึ้น หลังจากนั้นไม่นานก็มี Ecosystem ใหม่ๆ ที่เข้ามาผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีให้เติบโตขึ้น 

ซึ่งธุรกิจใหญ่ต่างๆ  ในวันทุกวันนี้ คืออดีตของธุรกิจรายเล็กที่แอบซ่อนอยู่ในลักษณะของบริษัทเอกชนขนาดย่อย และบริษัทเหล่านี้ก็ได้สร้างรูปแบบของ Ecosystem ที่เราได้เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ ผ่านการมีบทบาทที่ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และนี่คือบริษัทต่างๆ ที่สร้างผลกระทบในอเมริกาและทั่วโลก 

Airbnb 

ย้อนกลับไปในปี 2008 ก่อนที่จะเป็น Airbnb ในทุกวันนี้ สามเพื่อนสนิทเริ่มผันตัวเข้าสู่ตลาดด้วยการเปิดเช่าที่นอนและห้องพัก ซึ่งภายใน 3 ปี ธุรกิจของพวกเขาก็ถูกจองกว่า 1 ล้านครั้ง อีกทั้งช่วยพัฒนา sharing economy โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 2 ล้านคนในการเลือกเข้าพักกับ Airbnb รวมเป็นมูลค่ากว่า 35 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าตลาดของ Hiltion และ Marriott 

Epic Games

ก่อนหน้าที่จะเป็น Epic Games Tim Sweeney ได้ก่อตั้ง  Potomac Computer Systems ในบ้านของพ่อแม่ตนเอง เป็นบริษัทพัฒนาเกมแบบเล่นคนเดียว และพัฒนาไปสู่ชื่อใหม่คือ Epic MegaGames (ภายหลังในชื่อ, Epic Games) การตั้งชื่อมาจากความคาดหวังที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งโครงการแรงของ Epic Games ก็คือการสร้าง  Unreal game engine ซึ่งสร้างเกมโด่งดังอย่าง Fortnite และสร้างเม็ดเงินมหาศาลกว่าล้านดอลลาร์ในแต่ละเดือน กลายเป็นปรากฏการณ์แห่งวงการเกมและมีผู้เล่นทั่วโลกกว่า 250 ล้านคน

Facebook 

Social Network แพลตฟอร์มที่ใหญ่ที่สุดในโลกกับจำนวนผู้ใช้งานหลายพันล้านคน ตั้งแต่เปิดตัวในปี 2012 ทุกวันนี้มีผู้ใช้งานแล้วถึง 2.45 พันล้านคน แม้ว่ามันจะเป็นไม่ได้ที่จะคำนวณผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก Facebook ไม่ว่าจะด้านบวกหรือลบ แต่หนึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้คือเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล จากกรณี Cambridge Analytica ที่เข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 87 ล้านคนบน Facebook และอีกกว่า 540 ล้านผู้ใช้งานที่ข้อมูลไม่มีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีเหตุการขโมยขโมยข้อมูลไปเป็นจำนวนผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านบัญชี 

Instagram 

อินเทอร์เน็ตเดินทางมาไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่มีการกำเนิด แนวคิดการใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่าย จากกระแสของ Influencers และยุคสมัยของโทรศัพท์มือถือ Instagram จึงเรียกได้ว่ามาอย่างตรงช่วงเวลาและเป็นที่นิยมแห่งยุค จากการก่อตั้งของ  Kevin Systrom และ Mike Krieger และไม่นานมานี้ Facebook ก็ได้เข้าซื้อ Instagram เป็นที่เรียบร้อยด้วยจำนวนเงินหนึ่งพันล้านดอลลาร์ 

Slack 

ปัจจุบัน Slack อยู่ทุกหนทุกแห่ง เราเห็น Slack โดยทั่วไป ซึ่งน่าแปลกใจที่ในก่อนหน้านี้เราไม่เคยมีแชทสำหรับที่ทำงานมาก่อนปี 2013 ซึ่ง Slack ได้ทำให้เห็นว่าการใช้งานของ Slack ช่วยให้การทำงานดีขึ้นได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นด้านความรื่นไหลของการทำงาน การจัดระเบียบการทำงาน และใช้งานได้กับออฟฟิศทุกประเภท รวมถึงแยกแยะการงานออกจากชีวิตส่วนตัว และล่าสุดได้เข้าสู่ตลาดหุ้นในนิวยอร์กเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

Snap

ในช่วงที่ snapchat เปิดตัวในปี 2011 ผู้คนอาจจะมองว่านี่เป็นเรื่องตลกที่จะนำนวัตกรรมเข้ามา 

ช่วยเรื่องการ sexting แต่ทุกวันนี้ถือได้ว่าผู้ก่อตั้ง Snapchat ได้คาดเดาอย่างแม่นยำถึงการเกิดภาวะสมาธิสั้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของผู้คน ซึ่งทำให้ Snapchat กลายเป็นแหล่งกำเนิดสูตร การสร้าง content อันหน้าเสพติด บวกกับการโฆษณาที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ทำเพลตฟอร์ม social อื่นๆ จำเป็นต้องลอกเลียนแบบ มากไปกว่านั้น เป็นเรื่องน่าชื่นชมที่ Evan Spiegel และ Bobby Murphy ผู้ก่อตั้ง Snapchat ยืนหยัดที่จะไม่ขายบริษัทของตน ทุกวันนี้บุคคลทั้งสองยังคงถือหุ้น 95% ของทั้งบริษัทอยู่

SpaceX และ Tesla

SpaceX และ Tesla สองบริษัทของเจ้าพ่อวงการเทคอย่าง Elon Musk เรียกได้ว่ววาผลักดันอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปในหลากหลายทิศทาง ในช่วงที่ Tesla เริ่มต้นประกาศตัวสู่สาธารณะ SpaceX ก็ก้าวขึ้นเป็นบริษัทเอกชนบริษัทแรกที่ได้ทำการปล่อยจรวดอวกาศออกจากโลก และยังนำกลับมายังโลกอีกในปี 2010 ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 33 พันล้านดอลลาร์ และเป็นพันธมิตรกับ NASA พร้อมทั้ง Tesla ยังเป็นรถยนต์ไฟฟ้ายอดนิยมในปี 2018 อีกทั้งผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ให้พัฒนาต่อเนื่องสู่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ แม้ว่า Tesla จะไม่เคยมีปีที่ได้ผลกำไร แต่ก็ยังได้สร้างผลงานน่าจับตาอย่างรถกระบะทรงประหลาดซึ่งผลิตตามการสั่งซื้อ 

Stripe

Paypal ได้ถือกำเนิดมาเป็นเวลา 10 กว่าปี จากสองเพื่อนซี้ที่ตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย John และ Patrick Collison จากไอร์แลนด์ ได้ปฏิวัติระบบการจ่ายเงิน ที่เป็นวิธีการที่ง่ายผ่านการเชื่อมต่อกับเว็บไซต์ เพื่อเข้าสู่ระบบชำระเงิน ซึ่งทุกวันนี้ก็มีหลากหลายผู้ใช้งานทั้งบริษัทใหญ่และลูกค้ารายย่อย แน่นอนว่าบริษัทยังมีช่องทางในการเติบโตอีกมากมาย และยังคงเป็นบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงถึง 35 พันล้านดอลลาร์ นำหน้ายูนิคอร์นที่มีชื่อเสียงอื่นๆ อย่าง Airbnb และ Palantir

Theranos

Elizabeth Holmes ได้ก่อตั้ง Theranos บริษัทที่มีนวัตกรรมการตรวจเลือดด้วยลายนิ้วมือในปี 2004 และกวาดเงินมากกว่า 700 ล้านดอลลาร์ก่อนที่จะได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในปี 2013 

สองปีถัดมาในปี 2015 บริษัทของเธอถูกตั้งมูลค่าถึง 9 พันล้านดอลลาร์ แต่ดันปีที่เริ่มต้นจุดจบของเธอและบริษัท เนื่องจากการได้ค้นพบว่าบริษัทของเธอได้หลอกลวงนักลงทุน คู่ค้า และสาธารณะ ถึงนวัตกรรมของ Theranos ที่ไม่มีจริงตั้งแต่แรก ทุกวันนี้ถึงบริษัทเธอได้จากหายไปแต่วีรกรรมของเธอก็ยังคงอยู่เป็นคติเตือนใจนักลงทุนต่างๆ ให้ระวังการถูกหลอกลวงในการลงทุนในวัตกรรมและเทคโนโลยี

Twitter 

เริ่มต้นจากการทดลองเป็นการเขียนบล็อกเล็กๆ ได้ผันตัวสู่การเป็นแพลตฟอร์มที่ขยายไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม การเมืองและการปฏิวัติ อิทธิพลที่เกิดขึ้นจาก Twitter นั้นเรียกได้เลยว่าเป็นกระแสเสมอ ในมุมหนึ่งตั้งแต่ช่วยเป็นกระบอกเสียงถึงการแบ่งแยกเชื้อชาติจนไปถึงการคุมคามโดยตรงของบุคคล อย่างไรก็ตามบทบาทของ Twitter นั้นนอกเหนือจากการช่วยปั่นกระแสต่างๆ อย่าง Arab Spring, #metoo, climate walk-outs, และกระแสอีกนับล้าน สิ่งหนึงที่เราได้เรียนรู้คืออิทธิพลทางวัฒนธรรมทที่ตัวแพลตฟอร์มเองได้สร้างให้แก่เราในยุคนี้ 

WeWork

ถึงในช่วงนี้จะมีข่าวไม่ดีนักของ WeWork แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา WeWork ได้เข้ามามีบทบาทอยู่มากมายเช่นกัน ด้วยการเปิดตัวที่มีมูลค่ามากถึง 47 พันล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า GDP ทั้งหมดของรัฐ Lithuania) พร้อมทั้งมีพักงาน 12,500 คนและสาขามากกว่า 800 สถานที่ ปี 2019 คาดว่าจะเป็นปีที่ดีสำหรับ WeWork อย่างไรก็ตาม ก่อนที่บริษัทนี้จะประกาศเปิดตัว ความคาดหวังนี้ก็ถูกทำลายเมื่อเหล่านักลงทุนต่างๆ พากันไม่เห็นด้วยกับการตั้งมูลค่าที่ดูเกินความจริงของบริษัท รวมไปถึงไม่อินกับ ภารกิจที่ WeWork ได้ตั้ง นั่นคือ “การยกระดับการตื่นตัวของโลก” ซึ่งทุกอย่างก็แย่ลงไปอีกเมื่อการประเมินค่าบริษัทครั้งใหม่ได้ดิ่งลงไปอยู่ที่ 10 พันล้านดอลลาร์ หลังจากการปลดพนักงานครั้งใหญ่ การขับไล่ผู้ก็ตั้ง Adam Neumann รวมไปถึงการถอนตัวออกจาก IPO ถึงทำให้ WeWork เริ่มที่จะมั่นคงในปัจจุบัน

ที่มา: inc.com


RELATED ARTICLE

Responsive image

ครม.ไฟเขียวงบประมาณปี 64 ด้านอุดมศึกษา วิจัยและพัฒนากว่า 5.7 หมื่นล้านบาท ปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่

ครม. อนุมัติสนับสนุนงบประมาณปี 64 ด้านอุดมศึกษา วิจัยและพัฒนากว่า 5.7 หมื่นล้านบาท เพื่อปั้นนักวิจัยรุ่นใหม่ รวมถึง ส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาความรู้เป็นผู้ประกอบการ...

Responsive image

Toyota Leasing ออกหุ้นกู้ด้วย Blockchain รายแรกในไทย ด้วยมูลค่า 500 ล้านบาท ทราบข้อมูลผู้ถือครองตราสารหนี้ Realtime

Toyota Leasing เป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้วย Blockchain ภายใต้ Sandbox ของสำนักงานกลต โดยมีธนาคารกรุงเทพเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย และธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้...

Responsive image

'กรณ์' เผย DNA พรรคใหม่ ต้องเป็นเหมือน Startup "กล้าคิด กล้าลุย พร้อมเปลี่ยนแปลง แต่รอบคอบ"

หลังจาก Techsauce ได้เผยแพร่ข่าว 'กรณ์ จาติกวณิช' เตรียมระดมกลุ่มนักธุรกิจ Startup ตั้งพรรคใหม่ ไปแล้วนั้น ล่าสุดคุณกรณ์ ได้ขอบคุณทุกกำลังใจผ่าน Facebook พร้อมชวนตั้งชื่อพรรคใหม่ โ...