พาชม 7 ชั้นออฟฟิศใหม่ Agoda ณ One Bangkok: เมื่อบริษัทเทคฯ ระดับโลกออกแบบพื้นที่ทำงานที่ 'เชื่อมคน' ได้จริง

เมื่อนึกถึง Agoda หลายคนอาจนึกถึงแอปจองที่พักที่คุ้นเคย แต่เบื้องหลังหน้าจอที่เราใช้งานกันทุกวัน คือทีมงานกว่า 4,000 คนที่เพิ่งย้ายเข้าสู่บ้านหลังใหม่ในโครงการ One Bangkok ย่านใจกลางกรุงเทพฯ

Techsauce ได้รับเชิญเข้าชมออฟฟิศแห่งนี้แบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ชั้นบนสุดไล่ลงมาจนถึงล็อบบี้ต้อนรับ และสิ่งที่เห็นไม่ใช่แค่ออฟฟิศสวย แต่คือการตั้งคำถามใหม่ว่า 'พื้นที่ทำงาน' ควรทำอะไรได้บ้างสำหรับคนที่ใช้มัน

ก่อนหน้านี้ Agoda กระจายพนักงานอยู่ใน 3 อาคารบริเวณเซ็นทรัลเวิลด์ การประชุมข้ามทีมบางครั้งต้องเดินข้ามตึก ความตั้งใจของการย้ายครั้งนี้จึงชัดเจน คือรวมทุกคนไว้ในพื้นที่เดียวกัน 7 ชั้น เชื่อมต่อถึงกันด้วยบันไดภายในที่พนักงานเดินข้ามชั้นได้โดยไม่ต้องออกนอกพื้นที่ โครงการนี้เริ่มวางแผนตั้งแต่ปี 2024 และเริ่มก่อสร้างจริงช่วงต้นปี 2025

และบันไดเหล่านี้ก็ไม่ธรรมดา ฝั่งหนึ่งเป็น 'Sunrise Staircase' โทนสีเหลืองสว่าง อีกฝั่งเป็น 'Sunset Staircase' โทนสีม่วงเข้ม รายละเอียดเล็กๆ ที่บอกว่าทุกมุมของออฟฟิศนี้ถูกคิดมาแล้วทั้งหมด

ชั้น 33 Snowy Mountain: จุดสูงสุดที่เชื่อมทั้งโลกเข้าด้วยกัน

ทัวร์เริ่มต้นที่ชั้นบนสุด ธีมของชั้นนี้คือ 'Snowy Mountain' หรือยอดเขาหิมะ สิ่งแรกที่ต้อนรับคือห้องประชุมขนาดใหญ่ที่สุดของออฟฟิศ จุได้ 56 ที่นั่ง ติดตั้งระบบไมโครโฟนและกล้องหลายตัวเพื่อให้ทุกคนในห้องสื่อสารกันได้อย่างชัดเจน ทั้งคนที่อยู่ในห้องและคนที่ประชุมเข้ามาจากทั่วโลก

แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือผนัง Mural ขนาดใหญ่ด้านหลังห้อง ผลงานของ Ease Studio สตูดิโอศิลปะสัญชาติไทย ที่ใช้ช่างฝีมือแบบดั้งเดิมทอลวดลายแลนด์มาร์กสำคัญของประเทศไทยเข้าไปในชิ้นงาน และผนังนี้ไม่ได้สวยอย่างเดียว มันยังทำหน้าที่เป็นแผงดูดซับเสียง (Acoustic Treatment) ไปในตัว เมื่อพนักงานที่ประชุมจากต่างประเทศเปิดกล้องเข้ามา สิ่งที่เห็นเป็นแบ็กกราวด์คือชิ้นงานศิลปะไทยชิ้นนี้

นอกจากห้องประชุมแล้ว ชั้นนี้ยังมีโซนทำงานแบบ Hot Desk ไม่มีโต๊ะประจำ โต๊ะทุกตัวเป็นแบบ Ergonomic ปรับระดับขึ้นลงได้ (Sit-Stand Desk) พร้อมเก้าอี้คุณภาพสูง กระจายอยู่ทั่วชั้นคือ Collaboration Area หรือพื้นที่ทำงานร่วมกันแบบเปิด มีไวท์บอร์ดวางไว้กลางโซน ให้พนักงานกระโดดเข้าหารือกันได้ทันทีโดยไม่ต้องจองห้องประชุม ซึ่งก็มีให้จองเช่นกัน โดยภาพรวมออฟฟิศใหม่มีห้องประชุมเพิ่มขึ้นจากที่เดิมราว 20%

และเช่นเดียวกับทุกชั้น ชั้น 33 มี 'Social House' หรือ Pantry อัปเกรดที่ตกแต่งตามธีม Snowy Mountain ให้พนักงานมานั่งพักดื่มกาแฟหรือพูดคุยกันนอกบริบทงาน

ชั้น 32 สตูดิโอระดับโปรดักชัน

ลงมาที่ชั้น 32 ซึ่งมีสตูดิโอถ่ายทำวิดีโอเต็มรูปแบบ พร้อมฉากกรีนสกรีนขนาดใหญ่และประตูคู่กันเสียง เมื่อมีคนเข้าไปใช้งาน ป้ายไฟ 'On Air' จะสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ ข้างกันยังมีห้องอัดเสียง (Audio Room) สำหรับผลิต Podcast แยกออกมาอีกห้องหนึ่ง พร้อมระบบกันเสียงเช่นเดียวกัน

สตูดิโอเหล่านี้ใช้งานเป็นหลักโดยทีมภายใน ทั้งฝั่ง Marketing ที่ผลิตคอนเทนต์ และทีม Learning & Development ที่บันทึกวิดีโอฝึกอบรมสำหรับพนักงาน ถือเป็นการลงทุนกับ In-House Production อย่างจริงจัง

Social House ธีม Tropical Forest

ลงมาที่ชั้น 32 จะพบกับ Social House อีกแห่ง แต่คราวนี้เปลี่ยนบรรยากาศเป็นธีม 'Tropical Forest' พื้นที่เขียวขจีที่ทำให้รู้สึกราวกับหลุดเข้าไปในป่าเขตร้อน ตามผนังทางเดินของชั้นนี้ประดับด้วยภาพถ่ายจากการเดินทางของพนักงาน Agoda เอง ก่อนจะย้ายเข้าออฟฟิศใหม่ บริษัทส่งคำเชิญให้พนักงานทุกคนส่งภาพถ่ายที่ตัวเองถ่ายระหว่างเดินทาง โดยเลือกให้ตรงกับธีมของแต่ละชั้น ภาพที่ดีที่สุดจะถูกคัดเลือกและนำขึ้นแสดง กลายเป็นแกลเลอรีเล็กๆ ที่ทำให้พนักงานรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่จริงๆ

โซน Network Operations Center (NOC): หัวใจเทคโนโลยีที่ไม่เคยหลับ

ชั้นที่น่าจะสะท้อนตัวตนของ Agoda ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีได้ชัดที่สุดคือโซน Network Operations Center หรือ NOC โซนนี้ห้ามถ่ายรูปเด็ดขาด เพราะจอมอนิเตอร์แสดงข้อมูลการจราจรบนเครือข่ายแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง

'Agoda ถูกมองว่าเป็นบริษัทท่องเที่ยว แต่สิ่งที่เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกันคือเทคโนโลยี ตี 2 ถ้าคุณจองที่พักบน Agoda เราต้องมั่นใจว่าระบบจะไม่ล่ม แอปทำงานได้ปกติ เว็บไซต์ไม่มีปัญหา ทีมนี้คือคนที่ดูแลเรื่องนี้'

ข้างห้อง NOC ยังมี 'War Room' สองห้อง เป็นห้องที่ทีมจะกระโดดเข้ามารวมตัวกันทันทีเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง (Incident) บนระบบ เพื่อแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด ทีมเทคโนโลยีเป็นหนึ่งในทีมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Agoda ร่วมกับทีม Customer Support

ชั้น 31 Textile and Textures: เมื่อ Jim Thompson มาอยู่ในออฟฟิศ

ชั้น 31 มีธีมว่า 'Textile and Textures' เน้นเรื่องงานฝีมือและสิ่งทอ โดย Agoda ร่วมมือกับแบรนด์ Jim Thompson นำผ้าและวัสดุมาตกแต่งผนังและห้องประชุม ที่น่าสนใจคือแผงดูดซับเสียงในหลายห้องประชุมบนชั้นนี้ทำจากวัสดุของ Jim Thompson โดยเฉพาะ ดูสวยงามเหมือนงานตกแต่ง แต่ทำหน้าที่ทางอะคูสติกไปพร้อมกัน แนวคิดเดียวกับ Mural ของ Ease Studio บนชั้น 33 ที่ผสานงานดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันการใช้งานจริง

สิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรอีกอย่างคือเรื่องห้องน้ำ ชั้นนี้มีห้องน้ำ All Gender ให้บริการควบคู่กับห้องน้ำชาย-หญิงปกติ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Diversity & Inclusion ที่ Agoda ให้ความสำคัญ

ชั้น 30 Wellness Floor: ชั้นที่อยู่ตรงกลาง ดูแลคนตรงหัวใจ

ชั้นที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือชั้น 30 ซึ่งอยู่ตรงกลางของ 7 ชั้นพอดี ธีมของชั้นนี้คือ 'Craftsmen' สังเกตได้จากรายละเอียดงานไม้ตามจุดต่างๆ แต่หัวใจของชั้นนี้คือการจัดสรรพื้นที่ทั้งชั้นให้เป็นโซน Wellness เต็มรูปแบบ ประกอบด้วย

ห้องออกกำลังกาย สำหรับกิจกรรมเบาๆ อย่างโยคะ พิลาทิส หรือออกกำลังกายด้วยเสื่อ

มุมนวดโดยผู้พิการทางสายตา Agoda ร่วมงานกับนวดแผนไทยโดยผู้พิการทางสายตามาตั้งแต่สมัยออฟฟิศเซ็นทรัลเวิลด์ ในออฟฟิศใหม่กระจายจุดนวดไว้ 3 ชั้น ได้แก่ ชั้น 33, 30 และ 27 ค่าบริการไม่ฟรีทั้งหมดแต่บริษัทอุดหนุนอย่างหนัก เพราะสมัยที่ให้ฟรีนั้นจองไม่ได้เลย เต็มตลอด

  • Wellness Room 1-2-3 ห้องส่วนตัวที่มีเก้าอี้นวดให้พนักงานเข้าไปพักผ่อนได้
  • Multi-faith Room ห้องเงียบสำหรับทุกศาสนา ทุกความเชื่อ ไม่ว่าจะใช้สำหรับสวดมนต์ ละหมาด หรือนั่งสมาธิ
  • Mother's Room ห้องสำหรับคุณแม่ที่ให้นมบุตร มี 3 พ็อดส่วนตัว ติดตั้งตู้เย็นและอ่างล้างพร้อมสรรพ ผู้ร่วมชมบางคนถึงกับคอมเมนต์ว่า 'มันสวยมาก ไม่เหมือนห้องปั๊มนมเลย เหมือนห้องสปาส่วนตัวมากกว่า'

ชั้น 28-29 Employee Connect, เกม, คาเฟ่ และล็อบบี้ต้อนรับ

สองชั้นสุดท้ายของทัวร์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกและพื้นที่ต้อนรับไว้ด้วยกัน

บนชั้น 28-29 มี Employee Connect เคาน์เตอร์บริการแบบ One-Stop ที่พนักงานมาขอรับบริการด้าน IT Support และ People Service ระบบคิวออกแบบและพัฒนาโดยทีมภายในของ Agoda เอง ทำงานผ่านแอปที่แจ้งเตือนเมื่อถึงคิว ระหว่างรอก็สามารถนั่งชมวิวหรือจิบกาแฟได้ และถ้าอุปกรณ์ไอทีมีปัญหา ไม่ว่าจะเมาส์พังหรือต้องการอะไหล่ ก็มีตู้กดอุปกรณ์ให้เบิกได้ด้วยตัวเองทันที

ข้างๆ กันคือ ห้องเกม ที่มี Xbox และเกมต่างๆ ให้เล่น ซึ่งได้ผลดีทั้งในแง่ผ่อนคลายระหว่างรอคิวและสร้างบรรยากาศสนุกๆ ให้ออฟฟิศ

Bridge Cafe บนชั้น 29 ดำเนินการโดย Sunny's ตกแต่งด้วยภาพสะพานจากทั่วโลกเป็นแบ็กดรอป สื่อถึงแนวคิดหลักของ Agoda ในการ 'เชื่อมโลกผ่านการเดินทาง' ข้างคาเฟ่ยังมี Swag Store จำหน่ายสินค้าที่ระลึกของ Agoda อีกด้วย

และจุดสุดท้ายของทัวร์คือ ล็อบบี้ต้อนรับหลัก สิ่งแรกที่ผู้มาเยือนจะเห็นเมื่อก้าวเข้ามาคือ Mural ขนาดใหญ่โดยศิลปินระดับนานาชาตินามว่า Tent ผลงานชิ้นนี้ผสมผสานแลนด์มาร์กจากทั่วเอเชียและตะวันออกกลางเข้ากับสไตล์สถาปัตยกรรมเฉพาะตัวของศิลปิน เป็นชิ้นงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับทุกคนที่มาถึง One Bangkok

มากกว่าออฟฟิศสวย

สิ่งที่ทำให้ออฟฟิศใหม่ของ Agoda น่าสนใจไม่ใช่แค่ดีไซน์ แต่คือ 'วิธีคิด' ที่อยู่เบื้องหลังทุกรายละเอียด ทุกชั้นมีธีมการออกแบบเฉพาะตัว ตั้งแต่ Snowy Mountain, Tropical Forest, Textile and Textures ไปจนถึง Craftsmen แต่ธีมเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องสวยงาม มันเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น งานฝีมือไทย และศิลปะร่วมสมัย

ขณะเดียวกัน ทุกชั้นถูกออกแบบให้พนักงาน 4,000 คนสามารถเดินข้ามชั้นหากันได้ง่าย ทำงานร่วมกันได้โดยไม่ต้องนัดหมายล่วงหน้าเสมอไป มี Collaboration Area กระจายอยู่ทั่ว มี Social House บนทุกชั้นให้เป็นจุดพบปะนอกบริบทงาน และมีโซน Wellness เต็มรูปแบบที่บอกชัดเจนว่าบริษัทมองเรื่องสุขภาพกายและใจของพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่สวัสดิการเสริม

นี่คือการลงทุนครั้งใหญ่ที่ Agoda ส่งสารชัดเจนว่า กรุงเทพฯ ยังคงเป็นฐานที่มั่นสำคัญของบริษัท และพวกเขาตั้งใจจะอยู่ที่นี่อย่างจริงจัง

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทรูมันนี่ จับมือ ร้านยากรุงเทพ เปิดมินิแอป ปรึกษาเภสัชกร-สั่งยา-ชำระเงินจบในแอปทรูมันนี่ ขยายประสบการณ์ดิจิทัลเพย์เมนท์ด้านสุขภาพ

ทรูมันนี่ จับมือ ร้านยากรุงเทพ เปิดบริการ Telepharmacy ผ่านมินิแอป ให้ผู้ใช้ปรึกษาเภสัชกร ซื้อสินค้า และชำระเงินได้ในแอปเดียว ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลเพย์เมนท์ด้านสุขภาพให้สะดวกและ...

Responsive image

มหิดลชูโมเดล MU Synergy ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต สร้าง GDP เร่งปั้นคนให้ตรงตลาดโลก

การขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ไม่ได้จบแค่การผลิตองค์ความรู้ บุคคลากรหรือผลงานวิจัยอีกต่อไป แต่ต้องไปให้ถึงจุดที่สิ่งเหล่านั้น ‘สร้างผลกระทบจริง’ ต่อสังคม เศรษฐกิจและคุณภาพชีวิ...

Responsive image

เปิดแล้ว No Brand เซ็นทรัล บางนา สาขา Standalone แรกในไทย ขนทัพสินค้าเกาหลีราคาคุ้มค่า

No Brand สาขา Standalone แรกในไทยที่เซ็นทรัล บางนา! Central Retail (CRC) จับมือ Emart ขนทัพสินค้าเกาหลีคุณภาพดี ในราคาคุ้มค่า...