สรุปกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2564 ของ 6 ธนาคารใหญ่ในประเทศไทย | Techsauce

สรุปกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกของปี 2564 ของ 6 ธนาคารใหญ่ในประเทศไทย

9 เดือนผ่านไปแล้วของ ปี 2564 มาดูกันว่าผลกำไรสุทธิของแต่ละธนาคารไทยในปีนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

ธนาคารกรุงเทพ

ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือน ปี 2564 จำนวน 20,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 36.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6  จากการรวมรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารเพอร์มาตาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563  รวมถึงการลดลงของค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจากการบริหารต้นทุนเงินรับฝาก โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.10  สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 27.6 ส่วนใหญ่มาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์  ค่าธรรมเนียมจากการอำนวยสินเชื่อ  รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุนเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด   สำหรับค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 48.4   ทั้งนี้ ธนาคารยังคงยึดหลักความระมัดระวังในการตั้งสำรอง โดยพิจารณาปัจจัยผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19  เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

ธนาคารกรุงไทย

ผลประกอบการช่วง 9 เดือนของปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคาร เท่ากับ 16,645 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จำนวน 24,291 ล้านบาท  แม้ว่าลดลงร้อยละ 31.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  แต่ยังเป็นการตั้งสำรองในระดับสูง ส่งผลให้  Coverage ratio เท่ากับร้อยละ 163.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 147.3 ณ สิ้นปี 2563  และ NPLs Ratio-Gross อยู่ที่ร้อยละ 3.57 ลดลงจากร้อยละ 3.81 ณ สิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดี  ผลจากการบริหารจัดการคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษีเงินได้ เท่ากับ 47,841 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้รวมจากการดำเนินงานที่ลดลงร้อยละ 8.3 ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง แม้ว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 9.6 จากสิ้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากในช่วงเดียวกันของปีก่อนธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยพิเศษเงินให้สินเชื่อจากการขายทอดตลาดทรัพย์สินหลักประกันจำนอง รวมถึงการลดลงของดอกเบี้ยเงินลงทุนในตราสารหนี้ ซึ่งส่งผลให้ NIM เท่ากับร้อยละ 2.52 ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงร้อยละ 3.8 จากการบริหารจัดการในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้ Cost to Income ratio เท่ากับร้อยละ 44.28 ใกล้เคียงกับร้อยละ 44.45 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน (ไม่รวมรายได้ดอกเบี้ยพิเศษ)

ธนาคารกรุงศรีฯ

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เผยผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2564 กำไรสุทธิจำนวน 27,409 ล้านบาท ดันสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 4.4% และ 4.2% ตามลำดับ เพื่อช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 อย่างต่อเนื่องผ่านหลายมาตรการเชิงรุก ตอกย้ำพันธกิจของธนาคารในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย

 กรุงศรียังคงให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนที่มีความเปราะบาง เพื่อช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบจากโรคระบาด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่สามที่ภาวะเศรษฐกิจอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ยอดสินเชื่อภายใต้มาตรการช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 233,617 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารได้สนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและสินเชื่อเพื่อการฟื้นฟูธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดรวม 25,709 ล้านบาท ณ
สิ้นเดือนกันยายนปี 2564

ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารและบริษัทย่อยมีกําไรสุทธิจํานวน 28,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจํานวน 11,922 ล้านบาท หรือ 73.47% หลัก ๆ เกิดจากในงวด 9 เดือน ปี 2564 ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสํารองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected credit loss: ECL) ลดลง 28.28% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน โดยงวด 9 เดือนของปีก่อนธนาคารและบริษัท ย่อยได้ตั้งสํารองฯ ในระดับที่สูงเป็นจํานวนถึง 42,879 ล้านบาท ภายใต้หลักความระมัดระวัง

เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของ สภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวจากสถานการณ์โควิด-19 อันเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในลักษณะนี้มาก่อน รวมถึงผลที่อาจจะ เกิดขึ้นจากมาตรการของทางการที่ให้สถาบันการเงินให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ ทําให้ต้องติดตามดูแลคุณภาพ หนี้อย่างใกล้ชิด แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยในงวด 9 เดือนของปี 2564 จะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่และมาตรการควบคุมการระบาดที่มีความเข้มงวดในหลายพื้นที่ ธนาคารและบริษัทย่อยได้ประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว 

และยังคงให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านมาตรการต่าง ๆ รวมถึงการปล่อยสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ลูกค้า ธนาคารและบริษัทย่อยจึงได้ พิจารณาตั้งสํารองฯ ในงวด 9 เดือนของปีนี้รวมทั้งสิ้นจํานวน 30,752 ล้านบาท ซึ่งยังคงเป็นระดับสํารองฯ ภายใต้หลักความ ระมัดระวัง

ธนาคารไทยพาณิชย์

ธนาคารไทยพาณิชย์และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ ในไตรมาส 3 ของปี 2564 จำนวน 8,818 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากของธุรกิจที่ดีขึ้นและการตั้งเงินสำรองที่ลดลง ในขณะที่กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองมีจำนวน 21,097 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลของการเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยและการบริหารค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2564 ธนาคารมีกำไรสุทธิจานวน 27,720 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในไตรมาส 3 ของปี 2564 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 23,533 ล้านบาท ลดลง 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิภายใต้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ลดลง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 13,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการขยายตัวของธุรกิจการขายผลิตภัณฑ์ประกันผ่านธนาคารและธุรกิจการบริหารความมั่งคั่ง การฟื้นตัวของธุรกรรมการค้า และกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีจำนวน 15,813 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียง 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลของมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ของธนาคารอยู่ที่ 42.8% ในไตรมาส 3 ของปี 2564

ธนาคารได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 10,035 ล้านบาท สำหรับไตรมาส 3 ของปี 2564 และเป็นจำนวน 30,071 ล้านบาท สำหรับเก้าเดือนแรกของปี 2564

อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 อยู่ที่ 3.89% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 3.79% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2564 ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคารยังอยู่ในระดับสูงที่ 137.6% และเงินกองทุนตามกฎหมายของธนาคารยังอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 18.4%

ธนาคารทหารไทยธนชาต

กําไรจากการดําเนินงานและผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น กําไรจากการดําเนินงานก่อนหักสํารองฯ (PPOP) อยู่ที่ 8,438 ล้านบาทในไตรมาส 3/2564 ซึ่งลดลง ร้อยละ 0.8 QoQ และร้อยละ 4.2 YoY กําไรจากการดําเนินงานก่อนหักสํารองฯสําหรับรอบ 9 เดือน ปี 2564 อยู่ที่ 25,839 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5.9 YoY

ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยืดเยื้อ จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สร้างความท้าทายในการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารยังคงความ รอบคอบและติดตามคุณภาพสินทรัพย์อย่างใกล้ชิดด้วยโมเดลการวัดมูลค่าผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) ที่มี ความรอบคอบและพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตผ่าน Management Overlay ในไตรมาสนี้ ธนาคารตั้งสํารองฯ เป็นจํานวน 5,527 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่ คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อที่ 161 เบสิสพอยท์ ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.7 จากไตรมาสก่อนหน้าแต่ลดลง ร้อยละ 19.5 จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน การลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจาก ฐาน ECL ที่สูงในไตรมาส 3/2563 เนื่องจากธนาคารได้ตั้งสํารองฯ ในระดับสูงภายใต้การคาดการณ์ใน สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ สําหรับรอบ 9 เดือนปี 2564 ECL อยู่ที่จํานวน 16,497 ล้าน บาท ลดลงร้อยละ 0.6 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารยังคงตั้งสํารองในระดับสูง ในขณะที่ รักษาระดับเงินกองทุนที่เพียงพอสําหรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในอนาคตและบรรเทาผลกระทบจาก มาตรการช่วยเหลือสิ้นสุดลง

กําไรสุทธิ หลังตั้งสํารองฯ และหักภาษี กําไรสุทธิในไตรมาส 3/2564 อยู่ที่ 2,359 ล้านบาท ซึ่งลดลงร้อยละ 6.9 จากไตรมาสก่อนหน้า แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 45.7 จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน สําหรับรอบ 9 เดือนปี 2564 กําไรสุทธิอยู่ที่ 7,675 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.5 จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งคิดเป็นอัตรา ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ที่ร้อยละ 5.0


RELATED ARTICLE

Responsive image

7 กรรมการผู้ตัดสิน เฟ้นหา ‘สุดยอดนวัตกรรม e-Office’ ยกระดับ SMEs ไทย ใน Hackathon: Finding the Best Enabler

รวมผู้เชี่ยวชาญผู้มากด้วยประสบการณ์จากหลายสาขา หลากหลายแวดวงธุรกิจและหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตัดสินชี้ขาด สุดยอดนวัตกรรมเพื่อ SMEs ไทย...

Responsive image

Circle ผู้ออกเหรียญ USDC มีแผนจะตั้ง Hub ในสิงคโปร์ ขยายตลาด Stable Coin ฝั่งเอเชีย

Circle ผู้ออกเหรียญ USDC ที่เป็นเหรียญ Stable Coin ออกมาประกาศ เตรียมจะลงทุนเพิ่มในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในเอเชีย ตั้งเป้าจะเปิด Hub ในสิงคโปร์ เพิ่มฐานผู้ใช้งาน Stable Coin ในเอเชีย...

Responsive image

Gartner เผย 12 เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงในปี 2022 ที่องค์กร ธุรกิจจะต้องจับตามอง

Gartner Inc. เผยเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาดูและศึกษาเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปี 2022...