
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สนามแข่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมมักจะแข่งกันในไม่กี่เรื่อง เช่น ใครมีคิวบิตมากกว่า ใครทำเครื่องใหญ่กว่า ใครประกาศ milestone ใหม่ได้ก่อน แต่เมื่อเทคโนโลยีเริ่มขยับเข้าใกล้การใช้งานจริง คำถามสำคัญก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็น 'ตอนนี้ควอนตัมเสถียรพอหรือยัง'
นี่จึงเป็นเหตุผลที่การเปิดตัว Hanyuan 2 ของบริษัท CAS Cold Atom Technology ในจีน น่าสนใจกว่าการเป็นข่าวเปิดตัวฮาร์ดแวร์อีกชิ้นหนึ่ง เพราะสิ่งที่บริษัทพยายามขายคือแนวคิดของคอมพิวเตอร์ควอนตัมแบบ Dual Core ที่มาพร้อม 200 คิวบิต และถูกออกแบบมาเพื่อแก้โจทย์เดิมของวงการอย่างเรื่องการรบกวนกันของคิวบิต การขยายระบบ และการทำให้เครื่องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ใช้งานจริงได้ง่ายขึ้น
ตามข้อมูลที่ Science and Technology Daily ของจีนรายงาน Hanyuan 2 เป็นคอมพิวเตอร์ควอนตัมสาย Neutral Atom หรือระบบที่ใช้อะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้ามาเป็นคิวบิต แล้วใช้ลำแสงเลเซอร์ควบคุมตำแหน่งและสถานะของอะตอมเหล่านั้น
หากเทียบให้เห็นภาพ เหมือนการใช้ 'แหนบแสง' หรือ Optical Tweezers คีบอะตอมทีละตัว วางเรียงเป็นแถว แล้วสั่งให้แต่ละตัวทำงานร่วมกันในจังหวะที่แม่นมากพอจะคำนวณแบบควอนตัมได้
จุดขายของ Hanyuan 2 อยู่ที่การแบ่งระบบออกเป็น 2 แกนประมวลผลภายในเครื่องเดียว โดยประกอบจากอะตอม Rubidium 87 จำนวน 100 อะตอม และ Rubidium 85 จำนวน 100 อะตอม รวมเป็น 200 คิวบิต
บริษัทระบุว่า ทั้งสองแกนสามารถทำงานได้ 2 แบบ คือทำงานคู่ขนานเพื่อเร่งการคำนวณ หรือให้แกนหนึ่งทำหน้าที่หลัก ขณะที่อีกแกนช่วยสร้าง Logical Qubit ซึ่งก็คือคิวบิตที่เสถียรกว่าคิวบิตจริง เพราะมีชั้นของการตรวจจับและลดความผิดพลาดมาช่วยพยุงไว้
สิ่งที่จีนกำลังพยายามทำก็คือ การทำเครื่องควอนตัมให้ใช้งานได้จริงอาจไม่จำเป็นต้องไล่เพิ่มคิวบิตในแกนเดียวไปเรื่อย ๆ เสมอไป แต่อาจต้องออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้หลายส่วนช่วยกันทำงานตั้งแต่แรก คล้ายกับโลกคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่สุดท้ายแล้วการเพิ่มประสิทธิภาพไม่ได้มาจากการเร่งความเร็วแกนเดียวอย่างเดียว แต่มาจากการจัดการหลายแกน หลายชั้น และหลายงานพร้อมกันด้วย
เหตุผลที่หลายบริษัทเริ่มหันมามอง Neutral Atom Quantum Computing อยู่ที่จุดแข็งเชิงวิศวกรรมของมัน ระบบนี้ไม่ต้องพึ่งเครื่องทำความเย็นอุณหภูมิต่ำมากแบบคอมพิวเตอร์ควอนตัมสาย Superconducting ที่เราคุ้นชื่อจาก Google หรือ IBM เพราะมันใช้อะตอมเป็นกลางที่ถูกควบคุมด้วยเลเซอร์แทน ข้อดีของสายนี้มีอยู่ 3 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรกคือ ขยายจำนวนคิวบิตได้ง่ายกว่าในเชิงโครงสร้าง เพราะอะตอมสามารถจัดเรียงเป็นอาเรย์ขนาดใหญ่ได้
เรื่องที่สองคือ ลดภาระด้านพลังงานและระบบหล่อเย็น ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญมากหากวันหนึ่งเทคโนโลยีนี้ต้องย้ายออกจากห้องทดลองไปอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์หรือโรงงานจริง
เรื่องที่สามคือ เปิดทางสู่การทำ Error Correction แบบขนานจำนวนมาก ซึ่งเป็นหัวใจของควอนตัมยุคถัดไป เพราะต่อให้มีคิวบิตเยอะ แต่ถ้าคิวบิตพังง่าย ค่าที่ได้ก็ยังใช้งานไม่ได้อยู่ดี
น่าสนใจว่าแม้แต่ Google Quantum AI ยังประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ว่าจะขยายงานวิจัยจากฝั่ง Superconducting มาสู่ Neutral atom สะท้อนว่าต่อให้ผู้เล่นรายใหญ่จะยังไม่ทิ้งเส้นทางเดิม พวกเขาก็ยอมรับตรงกันมากขึ้นว่าเกมนี้ยังไม่มีผู้ชนะเด็ดขาด และ Neutral Atom กำลังกลายเป็นหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ไม่มีใครมองข้ามได้แล้ว
ถ้าอ่านข่าวนี้แบบผิวเผิน เราอาจจำได้แค่ว่า จีนเปิดตัวเครื่อง 200 คิวบิตอีกตัวหนึ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นอยู่ที่สถาปัตยกรรม และหลักวิธีคิดของบริษัทจีนที่กำลังทำควอนตัม
Hanyuan 2 ถูกวางภาพให้เป็นการขยับจากยุค single core ไปสู่ dual core ในโลกควอนตัม ซึ่งมีความหมายสำคัญอยู่ 2 อย่าง
อย่างแรกคือ มันพยายามเปลี่ยนเกณฑ์การเปรียบเทียบ จากเดิมที่วงการชอบแข่งกันที่จำนวนคิวบิต ไปสู่การแข่งกันที่การออกแบบระบบให้รับมือข้อจำกัดจริงของเทคโนโลยีควอนตัม เช่น การรบกวนระหว่างคิวบิตใกล้กัน การแยกงานคำนวณออกเป็นส่วนย่อย และการทำให้เครื่องมีเสถียรภาพพอจะต่อยอดเป็น logical qubit ได้
อย่างที่สองคือ มันสะท้อนความพยายามของจีนในการผลักดันควอนตัมจากงานวิจัยไปสู่สินค้าที่พร้อมส่งมอบมากขึ้น รายงานจากจีนระบุว่า Hanyuan 2 ใช้ดีไซน์แบบตู้แร็กมาตรฐาน กินไฟต่ำกว่า 7 กิโลวัตต์ และตั้งเป้าให้ติดตั้งในสภาพแวดล้อมทั่วไปได้ ไม่ต้องพึ่งระบบแช่เย็นซับซ้อนแบบเครื่องสาย superconducting
หากทำได้จริง จุดนี้มีความหมายต่อวงการ (ในเรื่องของธุรกิจ) มากกว่าตัวเลขคิวบิตเสียอีก เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องต้นทุนการครอบครอง การติดตั้ง และการดูแลระบบโดยตรง
พูดอีกแบบคือ บริษัทไม่ได้กำลังขายความฝันเรื่อง 'เครื่องที่แรงที่สุดในโลก' เท่านั้น แต่กำลังขายภาพของ 'เครื่องที่เอาไปตั้งใช้งานได้ง่ายกว่า'
อย่างไรก็ตาม มีข้อน่าสังเกตว่า ข้อมูลสำคัญที่ใช้วัดศักยภาพของคอมพิวเตอร์ควอนตัมยังถูกเปิดเผยน้อยมาก และหลายอย่างยังมาจากการรายงานของสื่อจีน
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเรื่อง benchmark หรือชุดตัวชี้วัดที่ใช้ดูว่าเครื่องทำงานได้ดีแค่ไหนจริง เช่น
นี่คือประเด็นที่ทำให้หลายสื่อมองว่า 'dual core' อาจเป็นก้าวที่มีประโยชน์จริงในเชิงวิศวกรรม แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าเป็น breakthrough ในโลกของคอมพิวเตอร์คอวนตัม หากยังไม่มี paper, benchmark หรือผลทดสอบจากบุคคลภายนอกมารองรับมากพอ
อ้างอิง : Live science, Google
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด