
แม้มีความพยายามของหลายภาคส่วนเพื่อกวาดจับ ปราบปราม ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนจาก อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) แต่ประชากรโลกก็ยังได้รับความเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะที่เป็น การหลอกลวงทางออนไลน์ (Cyber Scam) ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น
แต่ถึงอย่างนั้น โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็บ่งบอกถึงความมุมานะของคนไทย องค์กรไทย ที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการศึกษา วิจัย และติดตามประเด็นปัญหาทุกมิติเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรู้เท่าทัน วางแผนป้องกัน ปราบปราม และช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายได้ในท้ายที่สุด โดยใช้มาตรการ นโยบาย หรือการกำกับดูแลด้วยวิธีต่างๆ
บทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ รวมประเด็นจากการรับฟัง คุณรังสิมันต์ โรม อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง 'โยงใยของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์กับข้อเสนอเชิงนโยบาย' ในงานประชุมวิชาการ 'มาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ในหัวข้อ 'โยงใยของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์กับข้อเสนอเชิงนโยบาย' คุณรังสิมันต์ให้ข้อมูลในภาพรวมว่า มีข้อมูลจากฝั่งตำรวจหลายภาคส่วนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ว่ามีคดีความที่เกี่ยวกับภัยไซเบอร์มากกว่า 1,000,000 คดี ส่วนความเสียหายในรอบ 1 ปี (มีนาคม 2567 - มีนาคม 2568) มีมูลค่าเกินกว่า 100,000 ล้านบาท!
ต่อด้วยการกล่าวถึงความเชื่อมโยงของอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับมหัพภาพ เพื่ออธิบายให้ผู้ฟังตระหนักรู้ - รู้เท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์ โดยมีทั้งส่วนที่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านชุดข้อมูล ส่วนที่ชี้ถึงจุดอ่อนในการดำเนินงานและการใช้เครื่องมือเพื่อป้องกันและปราบปราม ตลอดจนส่วนที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเทคซอสขอหยิบยกบางประเด็น/บางช่วงมาถ่ายทอดต่อ
1. สงครามรูปแบบใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว สนามรบไม่ได้อยู่แค่ที่ชายแดน แต่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ อยู่ในคอมพิวเตอร์ของพวกเราทุกคน ระเบิดของพวกเขาคือการส่งข้อความเชิญชวน ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนให้ตอบเพื่อหลอกลวงออนไลน์ เชิญชวนให้ตกหลุมรักแล้วพากันไปลงทุน หรือแม้กระทั่งการข่มขู่ตามที่เราเห็นในรูปแบบต่างๆ และภัยไซเบอร์เหล่านี้ ได้กลายเป็นอาวุธในยุคดิจิทัลที่ทำลายทั้งทรัพย์สิน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคมไทย
2) ประชาชนคนไทยได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์เป็นลำดับต้นๆ ของโลก นี่จึงไม่ใช่อาชญากรรมทั่วๆ ไป และไม่ใช่แค่ปัญหารายวันหรือวิกฤตรายวัน ที่เราจะใช้เครื่องมือหรือวิธีการทั่วๆ ไปในการแก้ปัญหาได้
3) ถ้าดูทั้งระบบจะพบว่า เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์มีการจัดการผ่าน 'เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ' โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า 'Hybrid Warfare' หรือ สงครามลูกผสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และที่สำคัญ เครือข่ายเหล่านี้นำไปสู่การฟอกเงินและการค้ามนุษย์ ซึ่งสามารถทำให้เศรษฐกิจและสังคมไทยพังพินาศได้
4) ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์และความเสียหายมากมายมหาศาล ประเด็นปัญหาสำคัญ คือ Gray Capture เงินเทาผิดกฎหมาย ที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยกลุ่มทุนเทาแทรกซึมเศรษฐกิจทุกระดับผ่านผู้มีอำนาจ ตั้งแต่กิจการรายย่อยไปจนถึงกิจการขนาดใหญ่ รวมถึงกิจการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น พลังงาน การเงิน และ State Capture ปรากฏการณ์ทุนเทายึดประเทศไทย โดยกลุ่มทุนเหล่านี้จะใช้เงินจำนวนมหาศาลซื้อนักการเมืองเพื่อให้มีเกราะคุ้มกันเพื่อให้ไม่มีใครกล้าแตะ ซื้อข้าราชการเพื่อการอำนวยความสะดวกและเหนี่ยวรั้งการตรวจสอบ ซื้อกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำให้ความผิดและเรื่องของกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองได้ ยื้อคดีได้ หรือทำให้คดีเงียบลงได้
5) สังคมต้องเฝ้ามอง จับตาความเชื่อมโยงระหว่างทุนเทากับคนที่มีอำนาจ จนทำให้ 'การปล่อยผ่าน' ทำได้ยากขึ้น การตื่นตัวของประชาชนจะผลักให้หน่วยงานของรัฐต้องขยับมากขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นการตามจับที่ปลายทางแล้ว ยังต้องนำไปสู่การตัดวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์ และการเอาผิดผู้คุ้มกันระบบที่เลวร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุนเทากลัวที่สุด เพราะวงจรที่เคยเดินหน้าแบบเงียบๆ จะถูกเปิดโปง ถูกขัดขวาง และถูกทำให้เดินต่อยากที่สุด
6) Hybrid Warfare สงครามลูกผสม เป็นแนวความคิดที่ยังถือว่าใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ต้องหยิบยกแก่นสำคัญของสงครามลูกผสมมากล่าวถึง เพราะมันผนวกกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถ้าถอยออกมาดูจะพบว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาชายแดน เส้นเขตแดน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง เพื่อให้หลักนิติรัฐถูกทำลาย
7) สงครามลูกผสม ไม่ใช่การเคลื่อนพลรบ หรือการส่งกำลังทหารเท่านั้น แต่มันคือการใช้เงิน คือการใช้ข้อมูล คือการใช้จุดอ่อนของรัฐ อย่างเรื่องคอร์รัปชัน เพื่อทำลายประเทศไทย และทำให้สังคมไทยอ่อนแอ ซึ่งก็จะสอดรับกับจุดประสงค์ที่เรียกว่า State Capture หรือการที่ทุนเทายึดประเทศไทย
8) ประเด็นการปราบปรามสแกมเมอร์ที่ก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่า มันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่กลับมีความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็นไปที่ความตึงเครียดด้านอื่น โดยเฉพาะในเรื่องของชายแดน เพื่อทำให้สังคมไทยไขว้เขว และลืมว่าศัตรูตัวจริงคือ เครือข่ายอาชญากรรมที่กำลังปล้นคนไทยอยู่ทุกวัน นี่จึงเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ที่เราไม่อาจตอบโต้ด้วยวิธีคิดแบบเก่าๆ แต่ต้องอาศัยวิธีคิดและเครื่องมือใหม่ที่สอดประสานกันหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การทูต และการชำระล้างเครือข่ายอิทธิพลในไทยเอง
9) ไทยเป็นทั้งเหยื่อและเป็นทั้งทางผ่านของการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ ที่นำไปสู่การสร้างอาณาจักรเครือข่ายสแกมเมอร์ อย่างการฟอกเงิน ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน เพราะเงินที่ปล้นจากคนไทยและคนทั่วโลก วันนี้ถูกส่งเข้ามาผ่านหลายช่องทาง ผ่านระบบการเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล หรือในเรื่องของการทำธุรกิจบางด้าน กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ฟอกเงินในประเทศไทย
10) 'บัญชีม้า' ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินที่มีความรวดเร็วอย่างมาก และกลายเป็นอุปสรรคของเจ้าหน้าที่รัฐในการติดตาม สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ศักยภาพของรัฐในการที่จะติดตามเครือข่ายเหล่านี้ยังทำได้ยาก และเพื่อความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐของไทย แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือมีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่า พวกเขาก็เจอความยาก ความท้าทายในการติดตามคริปโตเคอร์เรนซีแบบเดียวกัน
12) ประเทศไทยไม่ใช่แค่สวรรค์แห่งการท่องเที่ยวอย่างเดียวต่อไป แต่กำลังเป็นสวรรค์ของดินแดนที่เรียกว่า ดินแดนแห่งการค้ามนุษย์ ดินแดนแห่งการฟอกเงิน นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยจำนวนไม่น้อยก็หวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ส่งผลกระทบที่ไม่ใช่แค่เงินหายจากกระเป๋าคนไทย แต่รวมไปถึงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินไหลออก กำลังซื้อหาย ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจสุจริตกลับเสียเปรียบ ประชาชนทั่วไปล้มทั้งยืน
13) ในแง่ของความมั่นคง กระบวนการยุติธรรมกำลังเผชิญน่าจะหลายร้อยคดี จำนวนพนักงานสอบสวนมีไม่พอที่จะทำทุกๆ คดีได้ ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ต้องยอมรับว่าเรากำลังเจอกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เป็นวงจร เป็นระบบที่ต้องไปแก้ หากทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหารายวัน เป็นปัญหาอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ ไทยจะไม่มีทางจัดการเรื่องสแกมเมอร์ได้เลย
14) ข้อเสนอที่คิดว่าเป็นแนวทางให้ภาครัฐหรืออาจจะนำเป็นนโยบายได้ ให้เริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศไทยก่อน จากเดิมที่เป็น 'ผู้ถูกล่า' ให้เป็น 'ผู้ล่า' และต้องเปลี่ยนประเทศไทยจาก 'เหยื่อ' ให้เป็น 'ผู้นำในการหาทางออก' ซึ่งมี 4 เสาหลักที่ใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาได้ ดังนี้
"สิ่งที่เราต้องการมากกว่านั้น คือ เราต้องสร้างระบบที่จะทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่สามารถเติบโตได้บนผืนแผ่นดินไทย ทำให้ระบบที่เงินสกปรก ไม่สามารถซื้อคนของเราได้ ซื้อกฎหมายได้ ซื้อความเงียบได้ และซื้ออนาคตของลูกหลานของเราได้ ซึ่ง 4 เสาหลักที่ผมพูดมา ไม่ว่าจะเป็นการตัดเส้นทางการเงิน บูรณาการรัฐ สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ยกเครื่องระบบกฎหมาย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบของประเทศไทย เป็นแนวทางที่ไม่ใช่แค่การจับผู้ร้ายเท่านั้น แต่มันคือหนทางที่จะทำให้เรามั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่แพ้ ไม่ว่าภัยจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม
"ผมเชื่อว่าถ้าประเทศไทยเอาจริง เราไม่ได้ปกป้องคนไทยเท่านั้น แต่เราจะยังมีความชอบธรรมที่จะยืนเป็นกระบอกเสียงแทนเหยื่อทั่วโลก เราจะเปลี่ยนภาพของประเทศไทยจากทางผ่านอาชญากรรมและศูนย์กลางการฟอกเงินระดับโลก ให้กลายเป็น 'ด่านหน้าแห่งความร่วมมือในภูมิภาค' เป็นประเทศที่คนร้ายไม่อยากเข้ามา และเหยื่อรู้ว่า ถ้ามาประเทศไทยแล้วจะได้รับการคุ้มครอง" คุณรังสิมันต์ทิ้งท้าย
..............................................................................................
*บทความนี้เป็นคอนเทนต์ภาคต่อจาก เปิดงานวิจัยชุด 'พัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' กับโอกาสตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น!
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด