ล้วงลึก 'Cyber Scam' อาชญากรรมออนไลน์ จากหลอกเสียหาย ขยายสู่ 'Hybrid Warfare'

Cyber Scam

แม้มีความพยายามของหลายภาคส่วนเพื่อกวาดจับ ปราบปราม ให้ความช่วยเหลือผู้เสียหาย ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนจาก อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Crime) แต่ประชากรโลกก็ยังได้รับความเดือดร้อนไม่หยุดหย่อน โดยเฉพาะที่เป็น การหลอกลวงทางออนไลน์ (Cyber Scam) ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น 

แต่ถึงอย่างนั้น โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็บ่งบอกถึงความมุมานะของคนไทย องค์กรไทย ที่พยายามอย่างยิ่งยวดในการศึกษา วิจัย และติดตามประเด็นปัญหาทุกมิติเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรู้เท่าทัน วางแผนป้องกัน ปราบปราม และช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายได้ในท้ายที่สุด โดยใช้มาตรการ นโยบาย หรือการกำกับดูแลด้วยวิธีต่างๆ 

บทความที่จะได้อ่านต่อไปนี้ รวมประเด็นจากการรับฟัง คุณรังสิมันต์ โรม อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง 'โยงใยของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์กับข้อเสนอเชิงนโยบาย' ในงานประชุมวิชาการ 'มาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) 

'อาชญากรรมออนไลน์' ความเดือดร้อนที่โยงใยเป็น 'Hybrid Warfare'

Cyber Scamในหัวข้อ 'โยงใยของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์กับข้อเสนอเชิงนโยบาย' คุณรังสิมันต์ให้ข้อมูลในภาพรวมว่า มีข้อมูลจากฝั่งตำรวจหลายภาคส่วนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ว่ามีคดีความที่เกี่ยวกับภัยไซเบอร์มากกว่า 1,000,000 คดี ส่วนความเสียหายในรอบ 1 ปี (มีนาคม 2567 - มีนาคม 2568) มีมูลค่าเกินกว่า 100,000 ล้านบาท!

ต่อด้วยการกล่าวถึงความเชื่อมโยงของอาชญากรรมไซเบอร์ในระดับมหัพภาพ เพื่ออธิบายให้ผู้ฟังตระหนักรู้ - รู้เท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์ โดยมีทั้งส่วนที่ชี้ให้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านชุดข้อมูล ส่วนที่ชี้ถึงจุดอ่อนในการดำเนินงานและการใช้เครื่องมือเพื่อป้องกันและปราบปราม ตลอดจนส่วนที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ซึ่งเทคซอสขอหยิบยกบางประเด็น/บางช่วงมาถ่ายทอดต่อ

1. สงครามรูปแบบใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว สนามรบไม่ได้อยู่แค่ที่ชายแดน แต่อยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ อยู่ในคอมพิวเตอร์ของพวกเราทุกคน ระเบิดของพวกเขาคือการส่งข้อความเชิญชวน ไม่ว่าจะเป็นการเชิญชวนให้ตอบเพื่อหลอกลวงออนไลน์ เชิญชวนให้ตกหลุมรักแล้วพากันไปลงทุน หรือแม้กระทั่งการข่มขู่ตามที่เราเห็นในรูปแบบต่างๆ และภัยไซเบอร์เหล่านี้ ได้กลายเป็นอาวุธในยุคดิจิทัลที่ทำลายทั้งทรัพย์สิน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นของสังคมไทย

2) ประชาชนคนไทยได้รับความเสียหายจากแก๊งสแกมเมอร์เป็นลำดับต้นๆ ของโลก นี่จึงไม่ใช่อาชญากรรมทั่วๆ ไป และไม่ใช่แค่ปัญหารายวันหรือวิกฤตรายวัน ที่เราจะใช้เครื่องมือหรือวิธีการทั่วๆ ไปในการแก้ปัญหาได้

3) ถ้าดูทั้งระบบจะพบว่า เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์มีการจัดการผ่าน 'เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ' โดยใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า 'Hybrid Warfare' หรือ สงครามลูกผสม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมและเศรษฐกิจไทยอ่อนแอ และที่สำคัญ เครือข่ายเหล่านี้นำไปสู่การฟอกเงินและการค้ามนุษย์ ซึ่งสามารถทำให้เศรษฐกิจและสังคมไทยพังพินาศได้

4) ท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสแกมเมอร์และความเสียหายมากมายมหาศาล ประเด็นปัญหาสำคัญ คือ Gray Capture เงินเทาผิดกฎหมาย ที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยกลุ่มทุนเทาแทรกซึมเศรษฐกิจทุกระดับผ่านผู้มีอำนาจ ตั้งแต่กิจการรายย่อยไปจนถึงกิจการขนาดใหญ่ รวมถึงกิจการเชิงยุทธศาสตร์ เช่น พลังงาน การเงิน และ State Capture ปรากฏการณ์ทุนเทายึดประเทศไทย โดยกลุ่มทุนเหล่านี้จะใช้เงินจำนวนมหาศาลซื้อนักการเมืองเพื่อให้มีเกราะคุ้มกันเพื่อให้ไม่มีใครกล้าแตะ ซื้อข้าราชการเพื่อการอำนวยความสะดวกและเหนี่ยวรั้งการตรวจสอบ ซื้อกระบวนการยุติธรรมเพื่อทำให้ความผิดและเรื่องของกฎหมายกลายเป็นสิ่งที่สามารถต่อรองได้ ยื้อคดีได้ หรือทำให้คดีเงียบลงได้

5) สังคมต้องเฝ้ามอง จับตาความเชื่อมโยงระหว่างทุนเทากับคนที่มีอำนาจ จนทำให้ 'การปล่อยผ่าน' ทำได้ยากขึ้น การตื่นตัวของประชาชนจะผลักให้หน่วยงานของรัฐต้องขยับมากขึ้น ซึ่งนอกจากเป็นการตามจับที่ปลายทางแล้ว ยังต้องนำไปสู่การตัดวงจร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์ และการเอาผิดผู้คุ้มกันระบบที่เลวร้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุนเทากลัวที่สุด เพราะวงจรที่เคยเดินหน้าแบบเงียบๆ จะถูกเปิดโปง ถูกขัดขวาง และถูกทำให้เดินต่อยากที่สุด

6) Hybrid Warfare สงครามลูกผสม เป็นแนวความคิดที่ยังถือว่าใหม่สำหรับสังคมไทย แต่ต้องหยิบยกแก่นสำคัญของสงครามลูกผสมมากล่าวถึง เพราะมันผนวกกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถ้าถอยออกมาดูจะพบว่า ความขัดแย้งนี้ไม่ได้มีแค่ปัญหาชายแดน เส้นเขตแดน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง เพื่อให้หลักนิติรัฐถูกทำลาย

7) สงครามลูกผสม ไม่ใช่การเคลื่อนพลรบ หรือการส่งกำลังทหารเท่านั้น แต่มันคือการใช้เงิน คือการใช้ข้อมูล คือการใช้จุดอ่อนของรัฐ อย่างเรื่องคอร์รัปชัน เพื่อทำลายประเทศไทย และทำให้สังคมไทยอ่อนแอ ซึ่งก็จะสอดรับกับจุดประสงค์ที่เรียกว่า State Capture หรือการที่ทุนเทายึดประเทศไทย

8) ประเด็นการปราบปรามสแกมเมอร์ที่ก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่า มันจะมีความเข้มข้นมากขึ้น แต่กลับมีความพยายามที่จะเบี่ยงประเด็นไปที่ความตึงเครียดด้านอื่น โดยเฉพาะในเรื่องของชายแดน เพื่อทำให้สังคมไทยไขว้เขว และลืมว่าศัตรูตัวจริงคือ เครือข่ายอาชญากรรมที่กำลังปล้นคนไทยอยู่ทุกวัน นี่จึงเป็นภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ที่เราไม่อาจตอบโต้ด้วยวิธีคิดแบบเก่าๆ แต่ต้องอาศัยวิธีคิดและเครื่องมือใหม่ที่สอดประสานกันหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี การทูต และการชำระล้างเครือข่ายอิทธิพลในไทยเอง

9) ไทยเป็นทั้งเหยื่อและเป็นทั้งทางผ่านของการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ ที่นำไปสู่การสร้างอาณาจักรเครือข่ายสแกมเมอร์ อย่างการฟอกเงิน ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน เพราะเงินที่ปล้นจากคนไทยและคนทั่วโลก วันนี้ถูกส่งเข้ามาผ่านหลายช่องทาง ผ่านระบบการเงิน สินทรัพย์ดิจิทัล หรือในเรื่องของการทำธุรกิจบางด้าน กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ฟอกเงินในประเทศไทย

10) 'บัญชีม้า' ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายเงินที่มีความรวดเร็วอย่างมาก และกลายเป็นอุปสรรคของเจ้าหน้าที่รัฐในการติดตาม สินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ศักยภาพของรัฐในการที่จะติดตามเครือข่ายเหล่านี้ยังทำได้ยาก และเพื่อความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่รัฐของไทย แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือมีเครื่องมือที่ทันสมัยกว่า พวกเขาก็เจอความยาก ความท้าทายในการติดตามคริปโตเคอร์เรนซีแบบเดียวกัน 

12) ประเทศไทยไม่ใช่แค่สวรรค์แห่งการท่องเที่ยวอย่างเดียวต่อไป แต่กำลังเป็นสวรรค์ของดินแดนที่เรียกว่า ดินแดนแห่งการค้ามนุษย์ ดินแดนแห่งการฟอกเงิน นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวประเทศไทยจำนวนไม่น้อยก็หวาดกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัยในชีวิต ส่งผลกระทบที่ไม่ใช่แค่เงินหายจากกระเป๋าคนไทย แต่รวมไปถึงเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเงินไหลออก กำลังซื้อหาย ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจสุจริตกลับเสียเปรียบ ประชาชนทั่วไปล้มทั้งยืน

13) ในแง่ของความมั่นคง กระบวนการยุติธรรมกำลังเผชิญน่าจะหลายร้อยคดี จำนวนพนักงานสอบสวนมีไม่พอที่จะทำทุกๆ คดีได้ ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ต้องยอมรับว่าเรากำลังเจอกับความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เป็นวงจร เป็นระบบที่ต้องไปแก้ หากทำให้ปัญหานี้เป็นปัญหารายวัน เป็นปัญหาอาชญากรรมเล็กๆ น้อยๆ ไทยจะไม่มีทางจัดการเรื่องสแกมเมอร์ได้เลย

14) ข้อเสนอที่คิดว่าเป็นแนวทางให้ภาครัฐหรืออาจจะนำเป็นนโยบายได้ ให้เริ่มเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อประเทศไทยก่อน จากเดิมที่เป็น 'ผู้ถูกล่า' ให้เป็น 'ผู้ล่า' และต้องเปลี่ยนประเทศไทยจาก 'เหยื่อ' ให้เป็น 'ผู้นำในการหาทางออก' ซึ่งมี 4 เสาหลักที่ใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาได้ ดังนี้ 

  • เสาที่ 1 ตั้ง War Room แห่งชาติ 
    แม้หลายคนมองว่าไทยมีหลาย War Room หลายแหล่ง แต่ไทยยังต้องการ War Room ที่ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบาย แต่เป็นระดับ 'ปฏิบัติการ' ที่ทำให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งระบบ และสามารถแก้ระบบราชการที่ต่างคนต่างทำงาน (Silo) ได้ เนื่องจากการต่อสู้กับเครือข่ายสแกมเมอร์ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินในบัญชีม้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องตรวจสอบ คริปโตเคอร์เรนซีที่ ก.ล.ต. จะต้องพิจารณา หรือแม้กระทั่งร้านทอง ที่จะต้องขอข้อมูลมาใช้ในการติดตามว่า มีร้านทองร้านไหนที่ถูกใช้เป็นแหล่งฟอกเงินหรือไม่ แล้วองค์กรอัยการ กระทรวงการต่างประเทศจะเข้ามามีบทบาทเรื่องนี้อย่างไร 

    ทั้งนี้ เครื่องมือของทั้งตำรวจไซเบอร์และตำรวจสอบสวนกลางยังจัดว่าอ่อนแอในการดึงและเชื่อมข้อมูลอย่างมาก การติดตามเส้นทางการเงิน เส้นทางคริปโต เพื่อไปสู่การยึดหรืออายัด จึงต้องนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ ให้สามารถ Alert ทันทีที่มีธุรกรรมน่าสงสัย เพื่อให้ภาครัฐทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึง War Room ต้องนำไปสู่การตั้ง 'กองทุนเพื่อชดเชยทรัพย์เยียวยาเหยื่อ’ หรือที่หลายๆ คนใช้คำว่า ชดเชยทรัพย์ ซึ่งเงินที่ยึดได้ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทองคำ เป็นรถหรู หรืออื่นใด จะเข้าสู่กองทุนและนำไปสู่การเฉลี่ยทรัพย์ให้ประชาชนต่อไป
     
  • เสาที่ 2 สร้างความร่วมมือข้ามรัฐ 
    การที่ไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องยอมรับว่ายากในการที่จะสร้างความร่วมมือ แต่บางครั้งการสร้างความร่วมมือไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยจะต้องไปคุยกับประเทศเพื่อนบ้านโดยตรงเท่านั้น แต่อาจหาประเทศอื่นที่พอคุยกับประเทศนั้นได้ เพื่อที่จะนำไปสู่ 'ปฏิบัติการร่วม' เพื่อทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ และการเจรจาไม่ควรจะมีแค่บนโต๊ะ แต่การเจรจาควรจะรวมไปถึง 'หลังบ้าน' โดยใช้กลไกต่างๆ นำไปสู่การยกระดับเพื่อการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ ไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี พหุภาคี นอกจากนี้ เชื่อว่าประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำของอาเซียนได้ โดยร่วมมือกับสิงคโปร์ กับเวียดนาม ในการยกระดับและปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม

  • เสาที่ 3 ยกเครื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ทันต่อโลกดิจิทัล 
    ไทยต้องแก้กฎหมายสำคัญๆ และต้องปรับปรุงอีกหลายด้านเพื่อให้มีความเท่าทันโลก ยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ซึ่งใช้เวลาในการทำค่อนข้างนาน และล่มไปแล้ว ไทยจึงไม่มีกฎหมายมาอุดรอยรั่วเรื่องการฟอกเงิน และโดยเฉพาะในเรื่องของคริปโตเคอร์เรนซี ดังนั้น ไทยต้องลงทุนในเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้สอดรับกับการที่จะมี War Room และหากมีขึ้นมาจริงๆ เงินเทาเงินดำที่อยู่ในรูปแบบคริปโตน่าจะหายไปมาก

  • เสาที่ 4 จำเป็นต้องล้างรัฐให้สะอาด ต้องคุ้มครองผู้ที่กล้าเปิดเผยความจริง และต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้พี่น้องประชาชน 
    แม้จะมีความร่วมมือ มีเครื่องมือ มีกฎหมายเข้มแข็งอย่างไร หากรัฐยังมีคนในเป็นไส้ศึกและทำงานให้สแกมเมอร์ ประชาชนไม่เท่าทันความท้าทายเกี่ยวกับเรื่องสแกมเมอร์เท่าที่ควร  ไทยก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ และเวลาพูดเรื่องสแกมเมอร์ หลายคนมักห่วงผู้สูงอายุ แต่วันนี้ยอดความเสียหายที่เกิดขึ้นในเด็กและผู้ใหญ่ สูงจนน่าตกใจ เพราะหลายคนอยากรวยทางลัด เน้นการลงทุน สุดท้ายหลงกลสแกมเมอร์ นั่นหมายความว่า 'ประชาชนทุกกลุ่มไม่มีใครปลอดภัย' นอกเหนือจากนี้ เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆ ให้ยืดหยุ่นขึ้น และต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้กล้าเปิดเผยความจริง (Whistleblower) ให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ และ ป.ป.ช., ป.ป.ท., ป.ป.ง. ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อจัดการปัญหาเจ้าหน้าที่รัฐที่คอร์รัปชันและเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์


"สิ่งที่เราต้องการมากกว่านั้น คือ เราต้องสร้างระบบที่จะทำให้องค์กรเหล่านี้ไม่สามารถเติบโตได้บนผืนแผ่นดินไทย ทำให้ระบบที่เงินสกปรก ไม่สามารถซื้อคนของเราได้ ซื้อกฎหมายได้ ซื้อความเงียบได้ และซื้ออนาคตของลูกหลานของเราได้ ซึ่ง 4 เสาหลักที่ผมพูดมา ไม่ว่าจะเป็นการตัดเส้นทางการเงิน บูรณาการรัฐ สร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ยกเครื่องระบบกฎหมาย ไปจนถึงการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบของประเทศไทย เป็นแนวทางที่ไม่ใช่แค่การจับผู้ร้ายเท่านั้น แต่มันคือหนทางที่จะทำให้เรามั่นใจว่า ประเทศไทยจะไม่แพ้ ไม่ว่าภัยจะมาในรูปแบบไหนก็ตาม 

"ผมเชื่อว่าถ้าประเทศไทยเอาจริง เราไม่ได้ปกป้องคนไทยเท่านั้น แต่เราจะยังมีความชอบธรรมที่จะยืนเป็นกระบอกเสียงแทนเหยื่อทั่วโลก เราจะเปลี่ยนภาพของประเทศไทยจากทางผ่านอาชญากรรมและศูนย์กลางการฟอกเงินระดับโลก ให้กลายเป็น 'ด่านหน้าแห่งความร่วมมือในภูมิภาค' เป็นประเทศที่คนร้ายไม่อยากเข้ามา และเหยื่อรู้ว่า ถ้ามาประเทศไทยแล้วจะได้รับการคุ้มครอง" คุณรังสิมันต์ทิ้งท้าย

..............................................................................................

*บทความนี้เป็นคอนเทนต์ภาคต่อจาก เปิดงานวิจัยชุด 'พัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' กับโอกาสตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น!

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิทย์สร้าง ‘สารต้านมะเร็ง’ จากเชื้อราได้สำเร็จ หลังรอมา 55 ปี ทดสอบแล้วฆ่าเซลล์มะเร็งได้จริง เตรียมต่อยอดเป็นยารักษา

ในวงการวิทยาศาสตร์ มีสารประกอบตัวหนึ่งชื่อว่า "Verticillin A" ซึ่งถูกค้นพบในเชื้อราเมื่อ 55 ปีก่อน นักวิจัยรู้ดีว่าสารตัวนี้มีศักยภาพในการต้านมะเร็ง แต่กว่า 50 ปีที่ผ่านมาการสร้างส...

Responsive image

BOI เคาะโรดแมปชาติ ดัน 5 กลไก ‘Made-in-Thailand Chips’ ปั้นไทยสู่ฮับเซมิคอนดักเตอร์ ตั้งเป้าดึงเงินลงทุน 2.5 ล้านล้านบาทภายในปี 2050

BOI เปิดร่างโรดแมปเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ มุ่งเป้า ‘ชิปเมดอินไทยแลนด์ 2050’ ดึงงบลงทุน 2.5 ล้านล้านบาท พร้อมสร้างบุคลากร 2.3 แสนคน และ 5 กลไกขับเคลื่อนไทยสู่ผู้นำด้านการผลิตชิปในภู...

Responsive image

Google Classroom ผนึก Gemini แปลงเนื้อหาเป็นพอดแคสต์ได้แล้ว! เลือกสไตล์ผู้พูดได้ เน้นเจาะกลุ่ม Gen Z ที่ชอบฟังมากกว่าอ่าน

Google Classroom เปิดตัวเครื่องมือใหม่จาก Gemini AI ช่วยครูเปลี่ยนบทเรียนเป็น Podcast เสียง ปรับแต่งได้ตามสไตล์การสนทนาและระดับชั้น เพื่อดึงดูดนักเรียน Gen Z และเพิ่มประสิทธิภาพการ...