
ไม่นานมานี้ โครงการศึกษามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้การสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ 'มาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' ขึ้น เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยและรับฟังข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม โดยงานนี้ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นพพล วิทย์วรพงศ์ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขึ้นกล่าวรายงานถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดประชุม
หัวใจสำคัญของการประชุมคือ ต้องการเผยแพร่องค์ความรู้ที่ได้จากโครงการและรับฟังข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคส่วนต่าง ๆ รวมถึงเพื่อสนับสนุนให้มีการจัดทำนโยบาย มาตรการ หรือกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสมต่อการป้องปรามภัยคุกคามออนไลน์ ตลอดจนการพัฒนาระบบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งภายในงานมีการเผยแพร่ข้อมูลเชิงสรุปจากงานวิจัยชุด 'พัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' เอาไว้ดังนี้
งานวิจัยชุด 'พัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' บอกอะไรการทำงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบัน จะไม่ปรากฏความรุนแรงหรือใช้อาวุธโดๆ ไม่ใช้การข่มขู่ (เว้นแต่การใช้ความรุนแรงต่อคนทำงาน) แต่กลับได้มาซึ่งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกิจจำนวนมหาศาลไม่ต่างจากการปล้นสะดมและกรรโชกทรัพย์มากนัก
ขณะที่การเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดด้วยการเคลื่อนย้ายเงินผ่าน บัญชีม้า ก็มีพัฒนาการจากบัญชีม้าบุคคลที่เป็นบัญชีออมทรัพย์ สู่ บัญชีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-wallet) ของผู้ให้บริการที่มิใช่สถาบันการเงิน (non-bank) บัญชีนิติบุคคล และ บัญชีกระเป๋าคริปโต (cyptocunrency wallet) ซึ่งไม่ได้เปิดให้บริการผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนญาตในประเทศไทย รวมทั้งการขยายวงจากการจ้างเปิดบัญชีม้าแบบสมัครใจสู่การถูกหลอกเป็นบัญชีม้าโดยไม้รู้ตัวหรือไม่สมัครใจ ซึ่งบางกรณีผู้เสียหายได้กลายเป็นบัญชีม้าในเวลาเดียวกัน
สถานการณ์อาชญากรรมออนไลน์ของโลกชี้ให้เห็นว่า ร้อยละ 70 ของประชากรผู้ใหญ่มีประสบการณ์การถูกหลอกลอกลวงออนไลน์ ในจำนวนนี้ร้อยละ 57 ตกเป็นเหยื่อ
ขณะที่ข้อมูลการสำรวจสถานการณ์การณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ของไทย ปี 2566 พบว่า จากร้อยละ 73 ของคนไทย ประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป มีประสบการณ์การถูกหลอกลวงออนไลน์ ในจำนวนนี้ร้อยละ 57 ตกเป็นเหยื่อ และพบด้วยว่า คนที่มีอายุมากขึ้นมีโอกาสตกเป็นเหยื่อมากขึ้น จนเสี่ยงสูงสุดที่อายุ 45 ปี และมีโอกาสน้อยลงเมื่ออายุมากกว่านั้น
ทั้งนี้การติดตามข่าวสารช่วยให้มีโลกาสตกเป็นหยื่อน้อยถึงร้อยละ 43 แม้จะตระหนักว่ามีมิจฉาชีพใกล้ตัว แต่อาจประมาททำให้มีโอกาสตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น ร้อยละ 14
ด้านความเสียหาย นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ยังพบผลกระทบต่อความเชื่อมั่น อาทิ ไม่เชื่อมั่นในระบบออนไลน์ ซื้อสินค้าออนไลน์ลดลง จนถึงเลิกใช้แอปพลิเคชันการเงิน เป็นต้น และผลกระทบต่อจิตใจ อาทิ การโทษตัวเอง หวาดกลัวต่อการดำรงชีวิต จนต้องพบจิตแพทย์
และงานวิจัยเชิงคุณภาพยังพบด้วยว่า ใครๆ ก็สามารถตกเป็นเหยื่อได้ และเหตุผลที่ทำให้ผู้เสียหายแจ้งความต่ำกว่าความเป็นจริงอยู่มากก็เพราะไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เงินคืน เข้าใจการทำงานหนักของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และคำพูดแสนธรรมดาของเจ้าหน้าที่ เช่น ไม่ได้คืนหรอก ต้องตามคิว ทำใจเถอะ เป็นต้น อาจจะเป็นการตอกย้ำบาดแผลของผู้เสียหายและบีบให้ผู้เสียหายต้องไปขอความช่วยเหลือจากแหล่งอื่น จนบางครั้งกลายเป็นโอกาสให้มิจฉาชีพหลอกลวงผู้เสียหายซ้ำซ้อนสิ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจที่ผู้เสียหายต้องการมากที่สุดหลังจากถูกหลอกลวง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
การประชุมวิชาการ 'พัฒนามาตรการรับมืออาชญากรรมออนไลน์' ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าร่วมรับฟังคับคั่ง
ทั้งสามส่วนนี้ต้องดำเนินพร้อมกันอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ผู้เสียหายสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ พร้อมกับมีจิตใจที่เข้มแข็ง
การแสวงหาแนวทางป้องกันและระงับเหตุอาชญากรรมออนไลน์เป็นเรื่องสำคัญ ไทยและหลายประเทศจึงมีความพยายามติดตามและปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และการกำกับดูแลให้เท่าทันสถานการณ์ปัญหา เช่น การมี พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (มีนาคม 2566) และ การปรับปรุงเพิ่มเติมหน้าที่ในกฎหมาย (เมษายน 2568) ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด มาตรฐาน Mobile banking security และแนวนโนบายการบริหารจัดการภัยทุจริตทางการเงิน (มีนาคม 2566) มาตรการจัดการบัญชีม้า (พฤษภาคม 2567) เป็นต้น
ทว่าผลการศึกษาแนวโน้มภัยคุกคามออนไลน์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยี ซึ่งถูกใช้ทั้งในมิติการโจมตีหรือภัยคุกคาม มิติป้องกันและความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามในประเทศไทย กลับพบว่า ไม่มีหน่วยงานใดเลยที่สามารถให้ข้อมูลได้อย่างชัดเจนว่ามีความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างแท้จริง
หลายปัญหาเป็นปัญหาระดับโครงสร้าง ซึ่งทุกภาคส่วนเห็นพ้องกันว่า ควรเปลี่ยนกระบวนทัศน์สู่การป้องกันเชิงรุกที่อิงตามความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย และยกระดับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด รวมถึงการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัย ยืดหยุ่น ง่ายต่อการใช้งาน อาทิ การพัฒนา Fraud Scoring Model เพื่อเป็นเครื่องมือตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรมทางการเงิน ความเสี่ยงของบัญชีบุคคลที่คาดว่าจะได้รับความเสียหายและบุคคลที่มีความเสี่ยงเป็นบัญชีม้า เป็นต้น
ยังมีบทความจากงานประชุมเดียวกันให้อ่านต่อ : 1) Cyber Scam ขยายวงเป็น 'อุตสาหกรรมสแกมเมอร์' ไทยทำอะไรได้บ้าง? และ 2) ล้วงลึก 'Cyber Scam' อาชญากรรมออนไลน์ จากหลอกเสียหาย ขยายสู่ 'Hybrid Warfare'
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด