โลก AI กำลังแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม ฟังมุมมองของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ต่ออนาคตงานและเศรษฐกิจ

ในยุคที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่เทคโนโลยีจะฉลาดแค่ไหน แต่คือมนุษย์จะอยู่ตรงไหนในโลกใหม่นี้ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มองว่าเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โลกการทำงานในอนาคตอาจแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม

1. AI Landlord หรือผู้สร้าง AI  

คนกลุ่มนี้คือผู้พัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างโมเดล AI หรือผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ชิปประมวลผล บริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic หรือผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ เปรียบเสมือน 'เจ้าของที่ดิน' ในโลกยุคใหม่ เพราะใครก็ตามที่ต้องใช้ AI ก็จำเป็นต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้

2. The Cyborg หรือคนที่ใช้ AI เป็น

แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นผู้สร้าง AI แต่พวกเขารู้วิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์กับงานของตัวเอง คนกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น แค่ต้อง 'ใช้ AI เป็น' เพื่อช่วยต่อยอดความเชี่ยวชาญในอาชีพ เช่น นักวิเคราะห์การเงินที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก หรือแพทย์ที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการวินิจฉัย 

ในยุคที่คำตอบหาได้ง่ายจาก AI คนที่ได้เปรียบคือ คนที่ตั้งคำถามได้ดีและสามารถตรวจสอบคำตอบได้ถูกต้อง

3. Human-Touch Professionals อาชีพที่ต้องใช้ความเป็นมนุษย์สูง 

เช่น พยาบาล นักจิตวิทยาหรือพนักงานบริการ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมาก แต่ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังคงมีคุณค่าเสมอ

4. The Displaced ถูกเทคโนโลยีแทนที่ 

หากใช้ AI ไม่เป็น หรือไม่มีทักษะที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ คนกลุ่มนี้อาจเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาชีพมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าแต่ละประเทศหรือองค์กรจะมีคนอยู่ในกลุ่มไหนมากที่สุด 

ถ้าคนส่วนใหญ่กลายเป็น Cyborg ประเทศนั้นก็มีโอกาสเติบโต แต่ถ้าคนจำนวนมากตกอยู่ในกลุ่ม Displaced ปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำอาจรุนแรงขึ้น

3 Moment ที่กำลังเปลี่ยนโลก AI

เพื่อเข้าใจว่าทำไมโลกถึงกำลังเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ ดร.สันติธาร อธิบายว่าการพัฒนา AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สามารถมองผ่าน ‘3 Moment สำคัญ’ ที่กำลังพลิกโฉมโลกเทคโนโลยี

  • จุดเปลี่ยนแรกคือ ChatGPT Moment: วันที่ AI กลายเป็นของทุกคน

ในอดีตเทคโนโลยีขั้นสูงมักต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดหรือการเรียนรู้ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน แต่ AI ยุคใหม่กลับทำงานผ่านภาษามนุษย์ ผู้ใช้เพียงพิมพ์คำถามเหมือนกำลังพูดคุยกับผู้ช่วยส่วนตัว สิ่งนี้ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่าที่เคยและเป็นเหตุผลที่ ChatGPT เติบโตเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ในขณะที่ Facebook ใช้เวลาประมาณ 4 ปีในการมีผู้ใช้ 100 ล้านคน แต่ ChatGPT ใช้เวลาเพียงประมาณ 2 เดือน

ดร.สันติธาร เล่าว่าเขาเคยไปเยี่ยมสำนักงานของ OpenAI ในช่วงที่ทีมยังมีขนาดเล็กและได้ยินเรื่องราวจากการทดสอบระบบ AI ที่น่าสนใจ 

ครั้งหนึ่งในการทดลองให้ AI เข้าใช้งานเว็บไซต์ ระบบกลับพบ CAPTCHA ซึ่งต้องให้มนุษย์คลิกยืนยันว่าไม่ใช่บอท AI จึงพยายามเข้าเว็บไซต์จ้างงาน เพื่อจ้างมนุษย์มาช่วยคลิกแทน

และเมื่อถูกถามว่าเป็นบอทหรือไม่ AI ตอบว่า 'ไม่ใช่ ผมเป็นมนุษย์ที่สายตาไม่ดี' นั่นหมายความว่า AI กำลังเลือกที่จะโกหกเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงทดสอบ แต่สำหรับหลายคนมันเป็นสัญญาณสำคัญว่า AI กำลังมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • จุดเปลี่ยนที่ 2 คือ DeepSeek Moment: สงคราม AI ระหว่างมหาอำนาจเริ่มขึ้น

การเปิดตัว AI จากบริษัทจีน DeepSeek ทำให้โลกเริ่มเห็นว่าจีนสามารถแข่งขันกับสหรัฐในด้าน AI ได้อย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเชื่อว่าสหรัฐนำหน้าประมาณ 2–3 ปี แต่การมาของ DeepSeek ทำให้ภาพการแข่งขันเปลี่ยนไป

หลังจากนั้น บริษัท AI จากจีนจำนวนมากก็เริ่มปรากฏตัว เช่น Kimi, MiniMax, บริษัทจากเครือ ByteDance การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่กลายเป็นการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองมหาอำนาจต่างต้องการเป็นผู้นำด้าน AI ซึ่งนำไปสู่

  • สงครามเทคโนโลยี: ประเทศต่าง ๆ เริ่มจำกัดการส่งออกเทคโนโลยีสำคัญ เช่น ชิปประมวลผลขั้นสูง
  • สงครามการค้า: ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเริ่มถูกแบ่งขั้ว
  • การกำกับดูแลที่ตามไม่ทัน: เมื่อการแข่งขันรุนแรง ทุกฝ่ายมุ่งเร่งความเร็วของนวัตกรรมมากกว่าการควบคุมความเสี่ยง

ผลลัพธ์คือโลก AI ที่เปลี่ยนแปลง 'สัปดาห์ต่อสัปดาห์'

  • จุดเปลี่ยนที่ 3 คือ SaaS-pocalypse: เมื่อ AI เริ่มแทนที่ซอฟต์แวร์จำนวนมาก 

งานหลายอย่างที่เคยต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เช่น งานบัญชี งานกฎหมาย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล กำลังถูก AI เข้ามาช่วยทำได้มากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีเอกชนจำนวนมากก็เริ่มเข้ามาในสนามนี้ เช่น Anthropic 

ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้กำลังทำให้ AI เปลี่ยนจาก Chatbot ไปสู่ Agentic AI คือระบบที่ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ คล้ายกับรถอัตโนมัติที่มนุษย์เพียงกำหนดจุดหมายปลายทาง ส่วนระบบจะเป็นคนกำหนดวิธีไปถึงเป้าหมายเอง 

AI อาจเป็นคำตอบของเศรษฐกิจในสังคมสูงวัย

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในเวทีเศรษฐกิจโลกคือการลดลงของประชากรวัยทำงาน หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ รวมถึง ประเทศไทย 

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของไทยคือภาวะ 'แก่ก่อนรวย' เมื่อสังคมสูงวัยมาถึงเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ AI จึงอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่ม Productivity โดยการประเมินของ International Monetary Fund ระบุว่า AI อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ได้ตั้งแต่ประมาณ 0.1% ถึง 0.8% ต่อปี ซึ่งสำหรับประเทศที่เติบโตเพียง 2–3% ต่อปี ตัวเลขนี้ถือว่าสำคัญมาก

4 ระดับของการใช้ AI ในองค์กร

แม้ AI จะถูกพูดถึงมาก แต่การใช้งานจริงในองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ

  • Automation ใช้ AI เพื่อลดงานซ้ำ ๆ เช่น เอกสาร งานหลังบ้าน หรือการกรอกข้อมูล
  • Augmentation ใช้ AI เป็นผู้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลหรือช่วยวินิจฉัยทางการแพทย์ 
  • Inclusion ใช้ AI เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ เช่น การศึกษา หรือบริการทางการเงิน   
  • Innovation สร้างสินค้าและบริการใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับแรก คือการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรเริ่มใช้ AI เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ 

ความเสี่ยงของ AI ที่โลกต้องระวัง

แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความเสี่ยงหลายด้าน ดร.สันติธาร แบ่งความเสี่ยงออกเป็น 3 ประเภทหลัก

  • Mistake: AI ยังสามารถให้ข้อมูลผิดพลาดหรือเกิดอาการหลอนได้
  • Malicious Use: AI อาจถูกใช้ในทางที่ผิด เช่น การโจมตีไซเบอร์หรือการทำสงคราม
  • Misalignment: สถานการณ์ที่ AI ทำงานไม่สอดคล้องกับเป้าหมายหรือเจตนาที่ของมนุษย์จริง ๆ 

3R สำหรับองค์กรในยุค AI

สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวให้ทันโลก AI การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นใน 3 ด้าน

  • Reskill พัฒนาทักษะใหม่ให้พนักงานและสร้างความเข้าใจในการใช้ AI
  • Redesign ปรับกระบวนการทำงานใหม่ ว่าอะไรควรใช้คน อะไรควรใช้ AI
  • Reimagine ต้องลองคิดหรือออกแบบธุรกิจใหม่ เพราะ AI อาจเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั้งหมด

‘รู้ AI รู้ I Am’ บทสรุปของยุคปัญญาประดิษฐ์

ดร.สันติธาร สรุปแนวคิดสำคัญของยุค AI ไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า 'รู้ AI รู้ I Am ใช้ปัญญา สร้างปัญญา'

หมายความว่ามนุษย์ต้องเข้าใจ AI และใช้มันให้เป็น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เพราะในโลกที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างที่แท้จริงของมนุษย์อาจไม่ใช่ความสามารถในการคำนวณหรือประมวลผล แต่คือ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจ และวิจารณญาณ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ ในอนาคต

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ข่าวดีเศรษฐกิจญี่ปุ่น! Real Wages โตขึ้น 1.4% ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน

ค่าจ้างที่แท้จริงของญี่ปุ่นโต 1.4% ครั้งแรกในรอบ 13 เดือน ค่าจ้างพื้นฐานพุ่งสูงสุดในรอบ 33 ปี ชนะเงินเฟ้อสำเร็จ สัญญาณบวกหนุน BOJ เตรียมขยับดอกเบี้ย...

Responsive image

Google ทุ่มแพ็กเกจมูลค่าสูงสุด 692 ล้านดอลลาร์ให้ Sundar Pichai ขึ้นแท่นหนึ่งในซีอีโอค่าตอบแทนสูงสุดโลก ผูกอนาคตกับ Waymo และ Wing

Alphabet อนุมัติแพ็กเกจค่าตอบแทนใหม่ให้ Sundar Pichai มูลค่าสูงสุด 692 ล้านดอลลาร์ ผูกกับผลการดำเนินงานของธุรกิจอนาคตอย่าง Waymo และ Wing...

Responsive image

อินแกรม ไมโคร แต่งตั้งผู้บริหารใหม่ ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ ชูกลยุทธ์ Future Forward รับยุค AI

อินแกรม ไมโคร (ประเทศไทย) ประกาศแต่งตั้ง ศุภกิจ ติยะวัชรพงศ์ ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ (Managing Director) คนใหม่ พร้อมเปิดตัวกลยุทธ์ Future Forward ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนต...