
ในยุคที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หนึ่งในคำถามใหญ่ที่สุดไม่ใช่แค่เทคโนโลยีจะฉลาดแค่ไหน แต่คือมนุษย์จะอยู่ตรงไหนในโลกใหม่นี้ ดร.สันติธาร เสถียรไทย มองว่าเมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โลกการทำงานในอนาคตอาจแบ่งคนออกเป็น 4 กลุ่ม
คนกลุ่มนี้คือผู้พัฒนาเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นผู้สร้างโมเดล AI หรือผู้ผลิตโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ชิปประมวลผล บริษัทอย่าง OpenAI, Anthropic หรือผู้ผลิตชิปอย่าง NVIDIA ล้วนอยู่ในกลุ่มนี้ เปรียบเสมือน 'เจ้าของที่ดิน' ในโลกยุคใหม่ เพราะใครก็ตามที่ต้องใช้ AI ก็จำเป็นต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้
แม้คนกลุ่มนี้จะไม่ได้เป็นผู้สร้าง AI แต่พวกเขารู้วิธีใช้มันให้เป็นประโยชน์กับงานของตัวเอง คนกลุ่มนี้จึงไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเป็น แค่ต้อง 'ใช้ AI เป็น' เพื่อช่วยต่อยอดความเชี่ยวชาญในอาชีพ เช่น นักวิเคราะห์การเงินที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก หรือแพทย์ที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยในการวินิจฉัย
ในยุคที่คำตอบหาได้ง่ายจาก AI คนที่ได้เปรียบคือ คนที่ตั้งคำถามได้ดีและสามารถตรวจสอบคำตอบได้ถูกต้อง
เช่น พยาบาล นักจิตวิทยาหรือพนักงานบริการ แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปมาก แต่ความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจและการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ยังคงมีคุณค่าเสมอ
หากใช้ AI ไม่เป็น หรือไม่มีทักษะที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ คนกลุ่มนี้อาจเผชิญกับความไม่มั่นคงทางอาชีพมากขึ้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า AI จะเปลี่ยนโลกอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าแต่ละประเทศหรือองค์กรจะมีคนอยู่ในกลุ่มไหนมากที่สุด
ถ้าคนส่วนใหญ่กลายเป็น Cyborg ประเทศนั้นก็มีโอกาสเติบโต แต่ถ้าคนจำนวนมากตกอยู่ในกลุ่ม Displaced ปัญหาเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำอาจรุนแรงขึ้น
เพื่อเข้าใจว่าทำไมโลกถึงกำลังเปลี่ยนเร็วขนาดนี้ ดร.สันติธาร อธิบายว่าการพัฒนา AI ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สามารถมองผ่าน ‘3 Moment สำคัญ’ ที่กำลังพลิกโฉมโลกเทคโนโลยี
ในอดีตเทคโนโลยีขั้นสูงมักต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นการเขียนโค้ดหรือการเรียนรู้ซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน แต่ AI ยุคใหม่กลับทำงานผ่านภาษามนุษย์ ผู้ใช้เพียงพิมพ์คำถามเหมือนกำลังพูดคุยกับผู้ช่วยส่วนตัว สิ่งนี้ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่าที่เคยและเป็นเหตุผลที่ ChatGPT เติบโตเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน
ในขณะที่ Facebook ใช้เวลาประมาณ 4 ปีในการมีผู้ใช้ 100 ล้านคน แต่ ChatGPT ใช้เวลาเพียงประมาณ 2 เดือน
ดร.สันติธาร เล่าว่าเขาเคยไปเยี่ยมสำนักงานของ OpenAI ในช่วงที่ทีมยังมีขนาดเล็กและได้ยินเรื่องราวจากการทดสอบระบบ AI ที่น่าสนใจ
ครั้งหนึ่งในการทดลองให้ AI เข้าใช้งานเว็บไซต์ ระบบกลับพบ CAPTCHA ซึ่งต้องให้มนุษย์คลิกยืนยันว่าไม่ใช่บอท AI จึงพยายามเข้าเว็บไซต์จ้างงาน เพื่อจ้างมนุษย์มาช่วยคลิกแทน
และเมื่อถูกถามว่าเป็นบอทหรือไม่ AI ตอบว่า 'ไม่ใช่ ผมเป็นมนุษย์ที่สายตาไม่ดี' นั่นหมายความว่า AI กำลังเลือกที่จะโกหกเพื่อทำภารกิจให้สำเร็จ แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในช่วงทดสอบ แต่สำหรับหลายคนมันเป็นสัญญาณสำคัญว่า AI กำลังมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
การเปิดตัว AI จากบริษัทจีน DeepSeek ทำให้โลกเริ่มเห็นว่าจีนสามารถแข่งขันกับสหรัฐในด้าน AI ได้อย่างจริงจัง ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายเชื่อว่าสหรัฐนำหน้าประมาณ 2–3 ปี แต่การมาของ DeepSeek ทำให้ภาพการแข่งขันเปลี่ยนไป
หลังจากนั้น บริษัท AI จากจีนจำนวนมากก็เริ่มปรากฏตัว เช่น Kimi, MiniMax, บริษัทจากเครือ ByteDance การแข่งขันจึงไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่กลายเป็นการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสองมหาอำนาจต่างต้องการเป็นผู้นำด้าน AI ซึ่งนำไปสู่
ผลลัพธ์คือโลก AI ที่เปลี่ยนแปลง 'สัปดาห์ต่อสัปดาห์'
งานหลายอย่างที่เคยต้องใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะทาง เช่น งานบัญชี งานกฎหมาย หรือการวิเคราะห์ข้อมูล กำลังถูก AI เข้ามาช่วยทำได้มากขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทเทคโนโลยีเอกชนจำนวนมากก็เริ่มเข้ามาในสนามนี้ เช่น Anthropic
ซึ่งการพัฒนาเหล่านี้กำลังทำให้ AI เปลี่ยนจาก Chatbot ไปสู่ Agentic AI คือระบบที่ไม่ได้เพียงตอบคำถาม แต่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ คล้ายกับรถอัตโนมัติที่มนุษย์เพียงกำหนดจุดหมายปลายทาง ส่วนระบบจะเป็นคนกำหนดวิธีไปถึงเป้าหมายเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากในเวทีเศรษฐกิจโลกคือการลดลงของประชากรวัยทำงาน หลายประเทศในเอเชียกำลังเผชิญปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน สิงคโปร์ รวมถึง ประเทศไทย
หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของไทยคือภาวะ 'แก่ก่อนรวย' เมื่อสังคมสูงวัยมาถึงเร็วกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ AI จึงอาจเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่ม Productivity โดยการประเมินของ International Monetary Fund ระบุว่า AI อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของ GDP ได้ตั้งแต่ประมาณ 0.1% ถึง 0.8% ต่อปี ซึ่งสำหรับประเทศที่เติบโตเพียง 2–3% ต่อปี ตัวเลขนี้ถือว่าสำคัญมาก
แม้ AI จะถูกพูดถึงมาก แต่การใช้งานจริงในองค์กรยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระดับ
ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับแรก คือการใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อองค์กรเริ่มใช้ AI เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่
แม้ AI จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีความเสี่ยงหลายด้าน ดร.สันติธาร แบ่งความเสี่ยงออกเป็น 3 ประเภทหลัก
สำหรับองค์กรที่ต้องการปรับตัวให้ทันโลก AI การเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นใน 3 ด้าน
ดร.สันติธาร สรุปแนวคิดสำคัญของยุค AI ไว้ในประโยคสั้น ๆ ว่า 'รู้ AI รู้ I Am ใช้ปัญญา สร้างปัญญา'
หมายความว่ามนุษย์ต้องเข้าใจ AI และใช้มันให้เป็น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเข้าใจคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เพราะในโลกที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ความแตกต่างที่แท้จริงของมนุษย์อาจไม่ใช่ความสามารถในการคำนวณหรือประมวลผล แต่คือ ความคิดสร้างสรรค์ ความเข้าใจ และวิจารณญาณ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถแทนที่ได้ง่าย ๆ ในอนาคต
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด