ผู้ร่วมก่อตั้ง Gojek ถูกฟ้องคดีทุจริตจัดซื้อ Chromebook ทั้งที่พื้นที่อินเทอร์เน็ตไม่รองรับ ตั้งข้อสงสัยเอื้อประโยชน์ให้ Google


อัยการอินโดนีเซียยื่นฟ้องคดีทุจริตต่อ Nadiem Makarim อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพชื่อดัง Gojek ในข้อหาทุจริตโครงการจัดซื้อแล็ปท็อป Chromebook ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสร้างความเสียหายต่อรัฐมากกว่า 2.1 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 125.64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ


บุคคลที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นตัวแทนของ ‘คนรุ่นใหม่สายเทค’ ผู้ประสบความสำเร็จในโลกสตาร์ทอัพ และก้าวเข้าสู่การเมืองพร้อมภาพลักษณ์นักปฏิรูป วันนี้กลับต้องเผชิญสถานะจำเลยในคดีระดับชาติ โดยอัยการกล่าวหาว่าเขาได้รับประโยชน์ทางการเงินจากโครงการดังกล่าวราว 809,000 ล้านรูเปียห์ หรือราว 1,600 พันล้านบาท

อัยการระบุว่า ระหว่างปี 2020–2022 กระทรวงศึกษาธิการภายใต้การนำของ Nadiem Makarim ได้เดินหน้าโครงการจัดซื้อ Chromebook และระบบปฏิบัติการ Chrome OS สำหรับโรงเรียนทั่วประเทศ ทั้งที่กระทรวงเองเคยประเมินไว้ตั้งแต่ปี 2018 แล้วว่า อุปกรณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ห่างไกลของอินโดนีเซียที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าและสัญญาณ

แม้จะรู้ข้อจำกัดดังกล่าว โครงการจัดซื้อกลับยังดำเนินต่อไป โดยใช้งบประมาณภาษีจำนวนมหาศาล ทั้งที่ในหลายพื้นที่ อุปกรณ์ที่จัดซื้อไม่สามารถนำมาใช้งานด้านการเรียนการสอนได้จริง

ตั้งข้อสงสัยเอื้อประโยชน์ให้ Google

นอกจากนี้คำฟ้องระบุว่า เงื่อนไขการจัดซื้อถูกกำหนดในลักษณะที่รองรับเฉพาะระบบ Chrome OS ของ Google ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีรายนี้กลายเป็นผู้เล่นหลักเพียงรายเดียวในระบบนิเวศการศึกษาดิจิทัลของประเทศ อีกทั้งยังมีการตั้งข้อสังเกตถึงการพบปะระหว่าง Nadiem Makarim กับผู้แทนของ Google หลายครั้งก่อนเริ่มกระบวนการจัดซื้อ

ประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือ ความเชื่อมโยงด้านผลประโยชน์ทางธุรกิจ เนื่องจาก Google เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในบริษัท PT Aplikasi Karya Anak Bangsa ซึ่งเป็นบริษัทแม่เดิมของ Gojek และในช่วงเวลาใกล้เคียงกับโครงการดังกล่าว Google ยังได้เพิ่มเงินลงทุนอีกประมาณ 59 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

แม้ Nadiem Makarim จะลาออกจากตำแหน่งผู้บริหาร Gojek ก่อนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่อัยการมองว่า ความสัมพันธ์เชิงธุรกิจไม่ได้สิ้นสุดลง โดยอ้างถึงบทบาทของบุคคลใกล้ชิดที่ยังคงเข้ามาดูแลกิจการในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คดีนี้มีโทษสูงสุดตามกฎหมายถึงจำคุก 20 ปี ขณะที่ Nadiem Makarim ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยทีมกฎหมายยืนยันว่าคดีขาดพยานหลักฐานที่ชัดเจน และเตรียมยื่นคำร้องขอให้ศาลยกฟ้อง

อย่างไรก็ตาม คดีนี้กำลังถูกจับตาในวงกว้าง ไม่เพียงในฐานะคดีทุจริตระดับชาติ แต่ในฐานะกรณีศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในนโยบายสาธารณะโดยที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ว่าเมื่อความเร็วของเทคโนโลยีเดินนำหน้าความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและกลไกกำกับดูแล สังคมควรตั้งคำถามและวางเส้นแบ่งไว้ตรงไหน

อ้างอิง: Reuters

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อกฎหมายไม่ใช่คอขวด เจาะอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน ผ่านรายงาน SCBX และ Hashed Open Research ชี้ทิศทางอนาคตการเงินดิจิทัลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SCBX ร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 ระดับโลก เปิดตัวรายงาน "Powering Southeast Asia's Digital Future" ซึ่งกล...

Responsive image

สจล. ปรับบทบาทครั้งใหญ่ ให้เริ่มทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่ปี 1 ตอบโจทย์แวดวง AI, Semiconductor, Data Center

สจล. ปรับบทบาทมุ่งสร้าง "นวัตกร" รองรับอุตสาหกรรมอนาคต ดันสถิติบัณฑิตมีงานทำพุ่ง 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ พร้อมคว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยยอดนิยมสายวิทย์-เทคโนโลยี...

Responsive image

Hugging Face เล็งขายกิจการ คาดมูลค่าพุ่ง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เดินหน้าหาผู้ซื้อรายใหม่

Hugging Face กำลังเล็งขายกิจการ ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงอาจดันมูลค่าบริษัทให้ทะยานสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรืออาจมากกว่านั้น...