‘พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพ’ แผนพลิกสุขภาพคนไทยจาก ‘ภาระ’ สู่ ‘สินทรัพย์’ ใช้กลไกตลาดทุนลดภาระงบประมาณรัฐ สร้างฐานรายได้ใหม่ในระยะยาว


ประเทศไทยกำลังเดินมาถึงจุดที่กลยุทธ์ ‘การตั้งรับ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อแรงกดดันหลากมิติเริ่มบีบเข้ามาพร้อมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่กับดักรายได้ปานกลางที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจและโครงสร้างสุขภาพยังไม่พร้อมรองรับภาระระยะยาว

ขณะที่กลไกขับเคลื่อนสำคัญอย่าง วัยแรงงาน กลับถูกกัดกร่อนศักยภาพลงทุกขณะด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน มะเร็ง และโรคหัวใจ ซึ่งปัจจุบันลุกลามจนเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตสูงถึง 74% ของประชากรไทย การปล่อยให้น้ำหนักของงบประมาณแผ่นดินจำนวนมหาศาลต้องละลายไปกับการรักษาที่ปลายเหตุ ไม่เพียงแต่จะสร้างรอยรั่วทางการคลังที่ยากจะเยียวยา แต่ยังทำให้พละกำลังของประเทศค่อย ๆ อ่อนแอลงอย่างเงียบ ๆ 

พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพ จาก ‘ภาระ’ สู่ ‘สินทรัพย์’

ที่ผ่านมา ‘สุขภาพ’ มักถูกมองว่าเป็นภาระทางงบประมาณที่รัฐต้องแบกรับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สุขภาพไม่ใช่เพียงรายจ่าย แต่ยังสามารถเป็น ‘สินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ’ (Economic Asset) ที่มีศักยภาพในการสร้างความมั่งคั่งและอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประเทศได้ในอนาคต

จากโจทย์ท้าทายดังกล่าว จึงเป็นที่มาของผลงานทางวิชาการจากคณะนักศึกษาหลักสูตร สถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 36 ที่นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนความเป็นอยู่ที่ดีอย่างเท่าเทียม และนวัตกรรมระบบสุขภาพแบบองค์รวมด้วยกลไกตลาดทุน” 

เพื่อเสนอทางออกสำคัญในการปรับเข็มทิศสุขภาพของประเทศ ให้หลุดพ้นจากการเป็นเพียงภาระ สู่การเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ และสร้างกลไกใหม่ที่สามารถเปลี่ยนวิกฤตสุขภาพให้กลายเป็นรากฐานความยั่งยืนของชาติได้อย่างแท้จริง ผ่าน ‘พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพ’ โดยใช้ ‘ตลาดทุน’ เป็นเครื่องยนต์

หัวใจสำคัญของข้อเสนอนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของรัฐจาก “ผู้จ่ายงบ” (Payer) ไปสู่ “ผู้เอื้อระบบ” (Enabler)’ กล่าวคือ รัฐทำหน้าที่กำหนดทิศทาง วางกติกา และออกแบบกลไกลดความเสี่ยง เพื่อเปิดทางให้ตลาดทุนเข้ามาทำหน้าที่ระดมเงินจากนักลงทุนและภาคเอกชน แล้วนำเงินทุนเหล่านั้นไปลงทุนตามพิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพ ตั้งแต่โครงการป้องกันโรค เทคโนโลยีการแพทย์ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพ แทนการพึ่งพางบแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

กองทุน Thailand Global Medical Hub Fund 

เพื่อให้การระดมทุนและการลงทุนสามารถขับเคลื่อนได้จริง งานวิจัยจึงเสนอให้จัดตั้ง Thailand Global Medical Hub Fund กองทุนระดับชาติที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกกลางทางการเงิน รวบรวมเงินจากตลาดทุนและภาคเอกชน แล้วจัดสรรการลงทุนอย่างเป็นลำดับ เริ่มจากโครงการที่เห็นผลและสร้างผลลัพธ์ได้ก่อน ก่อนจะต่อยอดสู่การลงทุนที่มีขนาดใหญ่และระยะยาวขึ้น โดยมีรัฐเป็นแรงหนุนในการดึงเงินทุนจากตลาดเข้ามามีส่วนร่วม

กองทุนนี้ถูกออกแบบด้วยแนวคิด "คิดแบบนักลงทุน" ที่เน้นการสร้างผลลัพธ์และกระแสเงินสดในส่วนที่ทำได้ก่อน เพื่อนำไปต่อยอดสู่การลงทุนที่ซับซ้อนในระยะยาว โดยมีรัฐทำหน้าที่เป็นแรงหนุนผ่านการใช้สินทรัพย์ของรัฐเป็นหลักประกันและออกแบบกลไกคุ้มครองผู้ลงทุน เพื่อดึงเงินทุนจากตลาดเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับประเทศ และเปลี่ยนระบบสุขภาพจากค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับ ให้กลายเป็นจุดตั้งต้นของ การสร้างมูลค่าใหม่ (New S-Curve) ที่จะพาประเทศไทยไปสู่การเป็นผู้พัฒนาและถือครองนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกด้วยตัวเอง

4 เสาหลักสู่ความยั่งยืน

เงินทุนทั้งหมดจะถูกนำไปขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลักที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว

เสาหลักที่ 1: การจัดการ NCDs เชิงรุกและฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ 

มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากระบบตั้งรับสู่การป้องกันเชิงรุกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง โดยตั้งเป้าคัดกรองสุขภาพเชิงรุกประชากร 15-30 ล้านคนเพื่อป้องกันโรค NCDs ตั้งแต่ต้นทาง ลดอัตราผู้ป่วยรายใหม่ลง 33% และคืนชั่วโมงการทำงานให้วัยแรงงาน 

รวมถึงต่อยอดสร้าง ฐานข้อมูลพันธุกรรมแห่งชาติ (National Genomics Database) ของคนไทย 5 แสนราย เพื่อนำไปสู่การรักษาที่แม่นยำ รวมไปถึงเป็นโครงสร้างในการการพัฒนายาเฉพาะบุคคล (Personalized Medicine) และระบบ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงโรค โดยคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้ถึง 4.3 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลา 15 ปี

เสาหลักที่ 2: การพัฒนาระบบนิเวศ MedTech และสตาร์ทอัพไทย 

ปลดล็อกขีดความสามารถผ่านการจัดตั้งกองทุน "Hospital One Fund" และการปรับปรุงกฎระเบียบในตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ (MedTech) 

โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปั้น บริษัท MedTech สัญชาติไทย ให้เติบโตสู่ระดับ Unicorn เพื่อลดการนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศ สร้างแรงงานทักษะสูงภายในประเทศ เปลี่ยนประเทศไทยจากสถานะผู้บริโภคนวัตกรรมสู่การเป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา

เสาหลักที่ 3: การเป็นศูนย์กลางด้านมะเร็งและการแพทย์แม่นยำระดับโลก (Cancer & Precision Hub) 

ใช้กลไกการตลาดเชิงรุกเพื่อตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่ากว่า 3.5-5.4 แสนล้านบาท ผ่านโมเดล Cross-Subsidization ซึ่งนำรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงมาเป็นเงินทุนอุดหนุนการรักษาให้กับคนไทย 

พร้อมกับผลักดันให้ประเทศไทยเป็น ‘ศูนย์กลางรักษามะเร็งของเอเชีย’ สร้างรายได้มหาศาลเข้าประเทศและช่วยให้ประชาชนไทยกว่า 1 แสนรายต่อปี สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีการรักษามะเร็งขั้นสูง

เสาหลักที่ 4: การพัฒนาเมืองรองสู่ศูนย์กลางการใช้ชีวิตสำหรับผู้สูงวัย (Silver Communities) 

มุ่งพลิกโฉมเมืองรองให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกผ่าน โมเดล Public-Private Partnership (PPP) โดยระดมทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์การแพทย์ และพื้นที่สุขภาพ พร้อมเปลี่ยนคนไทยให้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการในระบบนิเวศ Global Medical Hub เพื่อดึงดูดผู้เกษียณอายุต่างชาติกว่า 2 ล้านคน ซึ่งจะกระตุ้นการจ้างงานผู้ดูแลกว่า 1 ล้านตำแหน่ง ก่อให้เกิดแรงส่งทางเศรษฐกิจกระจายความมั่งคั่งสู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน และช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพมาตรฐานสากลได้อย่างเท่าเทียมร่วมกับชาวต่างชาติ

มากกว่าแผนยุทธศาสตร์ คือการทดลองวิธีคิดใหม่ของประเทศ

ท้ายที่สุด พิมพ์เขียวยุทธศาสตร์สุขภาพนี้ไม่ได้เป็นเพียงแผนด้านสาธารณสุข หากแต่เป็นความพยายามทดลองวิธีคิดใหม่ในการรับมือกับวิกฤตเชิงโครงสร้างของประเทศ จากการตั้งรับด้วยงบประมาณ ไปสู่การออกแบบระบบที่ทำให้ตลาดทุน เทคโนโลยี และระบบสุขภาพทำงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม เช่น

ด้านเศรษฐกิจ - ดัน GDP ไทยให้เติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย +2.15% ถึง +5.1% ต่อปี

ด้านสังคม - สร้างงานใหม่ในอุตสาหกรรมสุขภาพรวม 1.2 ล้านตำแหน่ง

ด้านสุขภาพ - คนไทยเข้าถึงบริการระดับโลกอย่างเท่าเทียม และลดภาระโรค NCDs ลงอย่างยั่งยืน

ภายใต้สมมติฐานสำคัญว่า หากประเทศไม่ลงทุนเชิงป้องกัน ไม่สร้างนวัตกรรมของตนเอง และไม่ปรับโครงสร้างตั้งแต่วันนี้ ภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจในอนาคตจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน และผู้กำหนดนโยบายที่ต้องการทำความเข้าใจแนวคิดนี้อย่างรอบด้าน สามารถศึกษารายละเอียดเชิงลึกของข้อเสนอดังกล่าวได้จากงานวิจัยฉบับเต็ม “Thailand Global Medical Hub Fund: Bridging Equitable Well-being and Holistic Healthcare Innovation by Capital Market Mechanism” ซึ่งเผยแพร่โดยสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการต่อยอดการออกแบบนโยบายและกลไกเชิงระบบของประเทศในระยะถัดไป

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

SCG นำทัพ Reinvent Thailand สร้างกระบวนการร่วมกับรัฐ เอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน แก้ปัญหาประเทศ โดยเริ่มที่ SMEs ก่อน

ประเด็นสำคัญที่ คุณชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน Reinvent Thailand'Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอ...

Responsive image

เปิดเวทีเสวนา ‘The Gateway to Isan: พลิกโฉมธุรกิจอีสาน สร้างผู้ประกอบการยุคใหม่’ ปั้นโคราชสู่บทบาทใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองแห่ง AI และ Silicon Valley ของไทย

เวทีเสวนา “The Gateway to Isan” เปิดภาพบทบาทใหม่ของจังหวัดนครราชสีมา จากเมืองทางผ่านสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองแห่ง AI และ Silicon Valley ของไทย ผ่านความร่วมมือของ TCEB หอการ...

Responsive image

พบ ‘สารบำรุงผิว’ ชนิดใหม่ ซ่อนอยู่ในกากรำข้าว ทดลองแล้วล็อกความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว

กากรำข้าวที่ได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันรำข้าวถูกใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอาหารเสริมมาอย่างยาวนาน แต่ล่าสุดนักวิจัยญี่ปุ่นค้นพบว่าวัตถุดิบนี้ยังซ่อน ‘สารบำรุงผิว’ ชนิดใหม่ที่ไม่เคยมีใคร...