
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า ‘Healthspan’ เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ในวงการสุขภาพ และไม่ใช่แค่ในเชิงทฤษฎี แต่กำลังกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญจริงจัง
ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สะท้อนภาพชัดเจนว่าโลกในวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแค่เร็ว แต่ยังซับซ้อนและเชื่อมโยงกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสังคมผู้สูงอายุ เทคโนโลยีใหม่ โรคระบาด ภาวะโลกร้อน หรือแม้แต่ความขัดแย้งระดับโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่เราจะรักษาคนไข้ได้ดีแค่ไหน แต่คือเราจะเตรียมระบบสุขภาพและคนรุ่นใหม่ให้รับมือโลกแบบนี้ได้อย่างไร
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียงประมาณ 20 ปี ซึ่งถือว่าเร็วมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ และในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่ ‘Super-aged society’หมายความว่า ประชากรกว่า 28% จะมีอายุมากกว่า 60 ปี หรือคิดง่าย ๆ คือ เกือบ 1 ใน 3 ของประเทศ
แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ ‘อายุยืน’อย่างเดียว เพราะสิ่งที่น่ากังวลคือ คนจำนวนมากใช้ช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิตไปกับการเจ็บป่วย ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเผชิญกับโรคเรื้อรัง (NCDs) เช่น
เบาหวาน, ความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ซึ่งนำไปสู่โรคร้ายแรงอย่าง Stroke, โรคหัวใจ, ไตวาย และมะเร็ง ในขณะเดียวกัน ปัญหาใหม่อย่าง PM 2.5 ก็ยิ่งซ้ำเติมระบบสุขภาพให้หนักขึ้นไปอีก
เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญสถานการณ์ที่เรียกได้ว่า ‘แก่ก่อนรวย’ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ GDP ของประเทศยังเติบโตไม่ทัน นี่จึงไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ และในระดับบุคคล สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ทุกคนต้องเริ่มวางแผนการเงินและดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้
แนวคิดสำคัญที่ถูกเน้นย้ำคือ การยืด Healthspan หรือช่วงเวลาที่เรายังมีสุขภาพดี ซึ่งวิธีการอาจฟังดูเรียบง่าย แต่ทำจริงยากมาก ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีประโยชน์,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, การนอนหลับให้เพียงพอ และการดูแลสุขภาพจิต ซึ่งแม้แต่แพทย์เองก็ยอมรับว่า ‘รู้ แต่ทำได้ยาก’ แต่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบสุขภาพในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงใหญ่ คือการรีดีไซน์การเรียนแพทย์ ในอดีตการเรียนแพทย์มักเน้นความรู้เฉพาะทางเป็นหลัก แยกเป็นสาขาชัดเจน เรียนให้ลึกในด้านใดด้านหนึ่ง แต่ในโลกปัจจุบัน แนวทางแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป วันนี้ระบบการแพทย์ต้องการแพทย์ที่มองภาพรวมได้ มากกว่าคนที่เก่งแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แพทย์ยุคใหม่จึงไม่ได้ถูกคาดหวังแค่ให้รักษาโรค แต่ต้องเข้าใจบริบทของโลกที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี วัฒนธรรม รวมไปถึงความแตกต่างของผู้ป่วยในแต่ละพื้นที่
สิ่งที่สำคัญที่สุด อาจไม่ใช่แค่ทักษะใดทักษะหนึ่ง แต่คือการมี Lifelong Learning เพราะองค์ความรู้ทางการแพทย์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แพทย์จึงไม่สามารถหยุดเรียนรู้ได้
ขณะเดียวกัน ยังต้องเปิดมุมมองให้กว้าง เข้าใจโลกในหลายมิติและเชื่อมโยงองค์ความรู้จากหลากหลายด้านเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมในบริบทที่แตกต่างกัน
แม้โลกจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่การรักษาต้อง ‘เหมาะกับบริบทของคนไทย’
แนวคิดคือเรียนรู้จากโลก → แล้วนำมาปรับใช้กับประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้มีทรัพยากรหรืองบประมาณเท่าประเทศใหญ่ การใช้เทคโนโลยีจึงต้องคุ้มค่าและเหมาะสม
หากประเทศไทยอยากยกระดับระบบสาธารณสุขในระยะยาว มี 4 เทคโนโลยีสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา เพราะแต่ละอย่างช่วย ‘แก้ปัญหาใหญ่’ ของระบบได้โดยตรง
แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าแค่ไหน แต่สิ่งที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ ย้ำตลอดคือ ‘ความเป็นมนุษย์’ ของแพทย์ การเป็นหมอจึงไม่ใช่แค่การรักษาร่างกาย แต่ต้องเข้าใจจิตใจ, ความรู้สึก และชีวิตของคนไข้
แนวคิดที่ถูกปลูกฝังมายาวนานกว่า 100 ปีของศิริราช คือ ‘ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’ ซึ่งสะท้อนว่าความสำเร็จของการแพทย์ ไม่ได้อยู่ที่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การนำความรู้นั้นไปสร้างคุณค่าให้กับชีวิตคน
ท้ายที่สุดการเปลี่ยนแปลงระบบสุขภาพไม่สามารถเกิดจากโรงพยาบาลเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจาก
รวมถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานของไทยให้แข่งขันได้ในเวทีสากล
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด